บทที่ 464: หนามยอกเอาหนามบ่ง
ซ่งอวี้หน่วนรีบขยับตัวหลบไปอีกทาง พร้อมกับเอ่ยปรามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “อย่ามาคุกเข่าให้ฉันสิคะ ฉันอายุยังน้อย เดี๋ยวจะอายุสั้นเปล่าๆ คุณน่ะอยากอยู่ถึงร้อยปี ฉันเองก็อยากอยู่เหมือนกันนะคะ”
แต่แล้วเธอก็หันไปพูดกับเซี่ยซินตง “แต่น้าไม่เป็นไรค่ะ เขาควรจะคุกเข่าให้น้า”
“ใช่ เขาควรจะคุกเข่าให้น้า” เซี่ยซินตงรับคำเรียบๆ “เพราะในมือของน้ายังมียาที่จะช่วยชะลออาการป่วยของเขาได้”
ซ่างกวนเหิงพยายามซ่อนแววตาเคียดแค้นไว้สุดความสามารถ เขาไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกแล้ว นอกจากร่ำไห้ฟูมฟายออกมา “ซินตง ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วจริงๆ ยกโทษให้ผมเถอะนะ แค่คุณกับเสี่ยวหน่วนยอมยกโทษให้ ไม่ว่าพวกคุณอยากได้อะไรผมให้ได้ทุกอย่าง ผมสาบานเลยว่าจะรักษาคำพูด”
เขารีบสาธยายต่อ “ผมรับประกันว่าจะไม่ไปยุ่งกับพวกคุณอีก ส่วนเรื่องที่คณะการแสดงจะมาเปิดการแสดง ผมก็จะไม่ไปก่อกวนแน่นอน แล้วก็นะเสี่ยวหน่วน งานเลี้ยงบ้านตระกูลจงเธออย่าไปเด็ดขาด เซวียเหม่ยโหรว เมียใหม่ของจงเส้าชิงถึงขนาดไปเชิญนักข่าวจากสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ มาด้วย กะจะเล่นงานให้เธออับอายขายหน้า”
“ที่ผมพูดนี่เรื่องจริงนะ ยกโทษให้ผมเถอะ ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของผม ผมจะชดเชยให้คุณอย่างดีที่สุด ซินตง แค่คุณบอกมาว่าอยากได้อะไร ผมจะหามาให้ทุกอย่าง!”
เซี่ยซินตงมองร่างของซ่างกวนเหิงที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้กลับคุกเข่าร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่แทบเท้าของเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
เขาหยิบขวดยาอีกขวดขึ้นมา เขย่าเบาๆ ให้พอได้ยินเสียงเม็ดยาด้านในกระทบกัน
“คุณยังจำเฮ่ออวิ๋นเฟยได้ไหม”
คำถามนั้นทำให้ซ่างกวนเหิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขาต้องใช้เวลาเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ คนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตและถูกเขากำจัดทิ้งไปมันมีมากเกินกว่าจะจดจำได้หมดในเวลาสั้นๆ
เซี่ยซินตงจึงใจดีช่วยเตือนความจำ “ผู้ช่วยที่ถูกส่งมาให้ผมตอนฉันอายุ 17 ปีไง คนที่มาจากหนานหยางแล้วตอนหลังก็อ้างว่าที่บ้านมีธุระจนต้องลากลับไป เฮ่ออวิ๋นเฟยคนนั้น”
ซ่างกวนเหิงเค้นสมองอย่างหนัก ในที่สุดภาพใบหน้าของชายคนนั้นก็ปรากฏขึ้นมาในหัว พร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสลากคนอื่นลงมาเปื้อนโคลนไปกับเขาด้วย
ให้มันได้อย่างนี้สิ! ถ้าจะให้ว่ากันตามกฎหมาย เขาอาจจะเป็นตัวการหลัก แต่ประธานหวังกับประธานจงก็ไม่ต่างอะไรกับผู้สมรู้ร่วมคิด โดยเฉพาะเฮ่ออวิ๋นเฟยที่ถูกหวังข่าย ลูกชายของประธานหวังลากตัวไปจัดการ เป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครไถ่ถามถึงอีก
“หวังข่าย! ก็หวังข่ายคนที่ชอบ...ทุบตีคุณบ่อยๆ นั่นแหละ” เขารีบโพล่งออกมา
“เขาเป็นคนจับตัวเฮ่ออวิ๋นเฟยไปเอง ตอนนั้นเขาบอกว่าจะจัดการเอง พวกเราก็เลยไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรอีก คุณไปถามเขาได้เลย”
“แต่ว่า...ประธานหวังส่งตัวเขาไปประเทศ X แล้ว ผมเองก็ไม่ได้เจอเขานานมากแล้วเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมออกไปแล้วจะรีบติดต่อหาคนให้พวกคุณทันที”
ท่าทีให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีของซ่างกวนเหิงช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยาก
เซี่ยซินตงยังคงยืนนิ่งถือขวดยาไว้ในมือ “แสดงว่าที่เฮ่ออวิ๋นเฟยพยายามจะช่วยผม มันคือความจริง เขาไม่ได้ทรยศผมอย่างที่คุณเคยบอกใช่ไหม”
ครั้งนี้ซ่างกวนเหิงไม่ลังเลเลยสักนิด “ใช่ เขาไม่ได้ทรยศ ตอนนั้นพวกเราแค่กุเรื่องขึ้นมาหลอกคุณ”
ใบหน้าของเซี่ยซินตงพลันซีดขาวไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ยาของผมพัฒนายากมาก วัตถุดิบหลายอย่างก็ราคาสูงลิ่ว ขวดนี้มี 30 เม็ดพอดีสำหรับหนึ่งคอร์สการรักษา โรคของคุณต้องใช้ยาปีละสองคอร์ส ขวดนี้ก็คิดราคาคุณแค่หนึ่งล้านก็แล้วกัน”
ความเกลียดชังถาโถมเข้าใส่หัวใจของซ่างกวนเหิงอย่างบ้าคลั่ง
เขานึกเจ็บใจในความใจอ่อนของตัวเองที่ไม่ยอมฆ่าไอ้เด็กนี่ทิ้งไปเสียตั้งแต่ตอนนั้น และนึกโทษน้องสาวที่วางแผนทำร้ายคนอื่นไม่สำเร็จจนเรื่องย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
หากวันนั้นเธอไม่คิดทำเรื่องชั่วช้า วันนี้ก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
เขายังนึกเกลียดจงต้าเฉียวกับประธานหวัง โดยเฉพาะหวังข่ายลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของประธานหวัง ไอ้สารเลวนั่นยิ่งเลวร้ายกว่าใครเพื่อน มันชอบทรมานเซี่ยซินตงเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าไม่ใช่เพราะมันเข้ามายุ่ง หลังจากที่เขาพัฒนายาได้สำเร็จ เขาก็ไม่เคยคิดจะลงไม้ลงมือกับเซี่ยซินตงอีกเลย
ส่วนเหตุผลที่ต้องทำรุนแรงกับเขาน่ะเหรอ ก็เพราะเด็กนี่เอาแต่คิดจะหนีกลับบ้านยังไงล่ะ ในตอนนั้นจะปล่อยให้เขากลับไปได้ยังไงกัน ขืนกลับไปเรื่องที่เขากับน้องสาวทำไว้ก็แตกหมดสิ
ที่สำคัญคือเด็กนี่เป็นอัจฉริยะที่สามารถผลิตยาได้ การทำรุนแรงก็เพื่อต้องการให้เขาสิ้นหวังและยอมสวามิภักดิ์เท่านั้น
ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของเขาในชั่วพริบตา
ในที่สุดซ่างกวนเหิงก็ตระหนักได้ว่าช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตของเขาคงจะจบสิ้นลงแล้ว การแสดงอะไรนั่นมันก็เป็นแค่ฉากบังหน้า แท้จริงแล้วมันคือข้ออ้างที่คนสองคนนี้สร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมและแก้แค้นเขาต่างหาก
แต่ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือเขาไม่สามารถทำอะไรเพื่อตอบโต้ได้เลย
ไม่ว่าจะคิดหาทางออกสักกี่ครั้งก็ไม่เจอหนทางที่จะเอาคืนคนพวกนี้ได้เลยสักทาง
จะแจ้งตำรวจงั้นเหรอ ไม่มีทางเป็นไปได้! จะหาคนมาช่วยเจรจาเหรอ ก็ไม่มีใครโง่พอที่จะยื่นเท้ายุ่งเรื่องนี้หรอก
วันนี้ท่าทีเพิกเฉยของเซี่ยโป๋เหวินก็ชัดเจนอยู่แล้ว พอคนอื่นรู้เรื่องเข้า ถึงจะไม่พูดอะไร แต่คุณอาเจี่ยถึงกับโทรมาต่อว่าเขาเสียยกใหญ่ หาว่าเขาใจแคบ ทำตัวไม่น่าเคารพ นิสัยมีปัญหา แถมยังด่าว่าเขาเป็นคนไร้มนุษยธรรมอีกด้วย
ประธานหวังคงนึกว่าแค่ส่งลูกชายตัวเองหนีไปแล้วเรื่องทุกอย่างจะจบสิ้น ส่วนจงต้าเฉียวก็เอาตัวเองแทบไม่รอด
ในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้อีกแล้ว นอกจากจะลองเสี่ยงจ้างนักฆ่าไปจัดการซ่งอวี้หน่วนกับเซี่ยซินตง
แต่ความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปแทบจะในทันที ด้วยความเร็วที่ว่องไวปานภูตผีกับพละกำลังมหาศาลปานเทพเจ้าของซ่งอวี้หน่วน ใครหน้าไหนจะไปสู้เธอได้ ที่สำคัญกว่านั้นคือเด็กสาวคนนี้เป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างร้ายกาจ!
ดังนั้น เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมนี้แต่โดยดี
เพราะหากไม่มีใครสามารถผลิตยาชนิดนี้ขึ้นมาได้อีก การฆ่าเซี่ยซินตงก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายดีๆ นี่เอง
เห็นได้ชัดว่าสองน้าหลานนี่วางแผนทุกอย่างมาเป็นอย่างดี การแสดงอะไรนั่นก็เป็นแค่ข้ออ้างที่สร้างขึ้นมาเพื่อล่อให้เขาติดกับโดยเฉพาะ เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาคือตัวเขา…ซ่างกวนเหิงคนนี้ต่างหาก
ตราบใดที่มีนางมารน้อยอย่างซ่งอวี้หน่วนอยู่ ต่อให้ไม่ได้มาที่นี่ เขาก็ไม่มีทางหนีพ้นยาที่ถูกปรุงขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะได้เลย
“ผมจ่าย ผมจะจ่ายเงินให้” ซ่างกวนเหิงรีบตอบรับ “เดี๋ยวออกไปแล้วผมจะโอนให้เลย ใช้บัญชีเดิมใช่ไหมครับ”
เซี่ยซินตงพยักหน้า แต่แทนที่จะยื่นขวดยาให้ เขากลับเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้ออย่างแน่นหนา
ทันใดนั้นซ่งอวี้หน่วนก็ยื่นบางสิ่งให้เขา มันคือแส้หนังสีดำขลับที่สะท้อนแสงวูบวาบอยู่ในความมืดสลัว เป็นฝีมือการทำของปู่ซ่ง
เซี่ยซินตงรับแส้มาพิจารณาด้วยความประหลาดใจระคนตกตะลึง เพราะเขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
ในห้วงสำนึก ‘หานเฉิน’ กำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง มันก่นด่าว่าเซี่ยซินตงเป็นไอ้ขยะที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี พร้อมกับเรียกร้องให้เขาเอาอย่างซ่งอวี้หน่วน มีแค้นต้องชำระ มีหนี้ต้องสะสาง หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ต้องให้ซ่างกวนเหิงได้ลิ้มรสความเจ็บปวดจากปลายแส้ดูบ้าง
เรื่องใช้คุณธรรมเอาชนะใจคนน่ะเหรอ ใช้กับคนสารเลวอย่างซ่างกวนเหิงไม่ได้ผลหรอก ต่อให้มีคุณธรรมสูงส่งแค่ไหน มันก็เห็นเป็นแค่เรื่องตลกอยู่ดี
หากไม่มีพลังของซ่งอวี้หน่วนค้ำคอไว้ มีหรือที่เขาจะยอมกินยาแต่โดยดี แค่เข้าใกล้ตัวยังยากเลย มีแต่ต้องฟาดให้ยับจนกว่าจะรู้จักกลัวเท่านั้น ถึงจะได้สำนึก!
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองน้าชายที่มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็พอจะเดาได้ว่า ‘น้าหานเฉิน’ คงอยากจะออกมาสั่งสอนคนเต็มแก่แล้ว
“น้าคะ หนูจะพาคุณตาเซี่ยออกไปข้างนอกก่อน น้าจะได้ ‘คุยกัน’ กับประธานซ่างกวนให้เต็มที่” เธอจงใจเน้นเสียงคำว่า ‘คุยกัน’ เป็นพิเศษ
หญิงสาวเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่แฝงความนัยลึกล้ำแล้วพูดต่อ “โอกาสแก้แค้นมาถึงแล้วนะคะน้าหานเฉิน แต่อย่ามือหนักเกินไปล่ะ เขากระดูกกระเดี้ยวไม่ค่อยดีแล้ว เดี๋ยวพิการไปจะแย่เอา ที่สำคัญคือ...เขายังต้องหาเงินมาจ่ายค่ายาให้เราอีกนะคะ”
เซี่ยโป๋เหวินมองดูลูกชายที่บุคลิกเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันด้วยความตื่นตระหนก เขาอ้าปากค้างราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็หุบปากฉับ เหลือไว้เพียงแววตาที่ฉายประกายความเจ็บปวดรวดร้าวออกมาวูบหนึ่ง
ซ่งอวี้หน่วนจูงแขนคุณตาเซี่ยที่ยังคงยืนนิ่งตะลึงงันให้ออกมาจากห้องมืด ก่อนจะปิดและลงกลอนประตูจากด้านนอกอย่างแน่นหนา
ในห้องนั้นจึงเหลือเพียงเซี่ยซินตงและซ่างกวนเหิงตามลำพัง
ห้องนี้เก็บเสียงได้อย่างดีเยี่ยม ทันทีที่ประตูปิดลง โลกภายนอกก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากข้างในอีกเลย
ซ่งอวี้หน่วนกวาดตามองไปตามทางเดินที่ไม่เหลือใครแล้ว เห็นได้ชัดว่าคนของซ่างกวนเหิงคงพากันไปที่โรงพยาบาลหมด
เธอขยับเท้าเดินไปข้างหน้าเพียงสองก้าว
เหล่าบอดี้การ์ดที่คอยสังเกตการณ์อยู่ถึงกับหน้าถอดสี ก่อนจะพากันถอยกรูดไปหลายก้าวโดยพร้อมเพรียง
[จบบท]