บทที่ 466: ห้องปริ๊นเซส ไม่ใช่ที่ของคนอย่างเธอ
ซ่งอวี้หน่วนจ้องหน้าประธานหวังเขม็ง นิ้วเรียวชี้ตรงไปที่เขาพลางเอ่ยย้ำชัดถ้อยชัดคำ “ถ้าเฮ่ออวิ๋นเฟยยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดี แต่ถ้าเขาเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ รับรองได้เลยว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณก็จะไม่ได้อยู่ดูโลกเหมือนกัน!”
ประธานหวังถึงกับหน้าชา นี่ซ่งอวี้หน่วนกล้าขู่เขาซึ่งๆ หน้าเลยอย่างนั้นหรือ แต่ก็น่าแปลกที่ลึกๆ ในใจกลับรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
หลังจากจัดการเรื่องวุ่นวายจบ ซ่างกวนเหิงก็อาสาขับรถมาส่งทั้งสามคนกลับถึงโรงแรมด้วยตัวเองอย่างนอบน้อม
พอมาถึงโรงแรมยังไม่ทันจะได้ก้าวขึ้นห้องพัก ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุที่รออยู่ตรงล็อบบี้ บนโซฟารับแขกมีหญิงสูงวัยท่าทางสูงศักดิ์นั่งหน้าตาบึ้งตึงอยู่ ข้างๆกันนั้นหญิงสาวอีกคนในชุดหรูหราราคาแพงกำลังชี้นิ้วต่อว่าชายที่แต่งตัวเหมือนพ่อบ้านอย่างเกรี้ยวกราด
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าคนที่ควรจะอยู่ก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งผู้เฒ่ากู้ หัวหน้าคณะหนิว จงเส้าชิง และซ่งหมิงโป
ซ่งหมิงเซิ่งที่กอดกระเป๋านักเรียนใบเล็กของตัวเองไว้แน่น ดวงตากลมโตแดงก่ำพยายามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดความสามารถ พอเห็นซ่งอวี้หน่วนก้าวเข้ามา ก็รีบวิ่งถลาเข้าไปหาทันที
พ่อบ้านคนนั้นพอเห็นซ่งอวี้หน่วนก็มีสีหน้าเหมือนเห็นพระมาโปรด เขารีบก้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งซ่งอวี้หน่วนก็จำได้ว่าทุกคนเรียกเขาว่าพ่อบ้านหู
“คุณซ่งครับ ต้องขออภัยจริงๆ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน “คือว่า...ทางนั้นเป็นหลานสาวคนเดียวของตระกูลอ้าย เพิ่งกลับมาจากการผ่าตัดที่ต่างประเทศ แล้วเธอก็ยืนกรานว่าจะพักห้องปริ๊นเซสให้ได้ ท่านผู้เฒ่าของเราออกไปข้างนอกตั้งแต่หลังมื้อค่ำแล้ว ตอนนี้ก็ยังติดต่อไม่ได้เลยครับ”
พ่อบ้านหูรู้สึกกลุ้มใจจนแทบจะบ้าตาย จะมาเวลาไหนไม่มา ดันมาปรากฏตัวตอนที่ท่านผู้เฒ่าไม่อยู่ แถมห้องปริ๊นเซสก็มีแขกคนสำคัญพักอยู่แล้ว คุณหนูอ้ายผู้เอาแต่ใจคนนี้เป็นใครกัน จู่ๆ ก็นึกอยากจะมาพักที่นี่ ตระกูลอ้ายของเธอมีทั้งคฤหาสน์และวิลล่าอยู่ทั่วฮ่องกง หรือต่อให้ไม่มี ก็ยังมีทั้งเรือยอชต์ส่วนตัวและเครื่องบินเจ็ต อยากจะไปที่ไหนบนโลกนี้ก็ไปได้ทั้งนั้น แล้วจะมาที่นี่ให้วุ่นวายทำไมกัน
ซ่งอวี้หน่วนชะงักไปเล็กน้อย...ตระกูลอ้าย?
นี่คือตระกูลมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของฮ่องกงที่กู้หวยอันเคยให้ข้อมูลไว้ไม่ใช่หรือ
ถ้าเทียบกันแล้ว คนอย่างซ่างกวนหรือจงต้าเฉียวก็เป็นแค่มหาเศรษฐีธรรมดา ไม่ใช่มหาเศรษฐีที่กุมอำนาจที่แท้จริงเอาไว้ และไม่เคยกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นเบอร์หนึ่งของฮ่องกง
ว่ากันว่าตระกูลอ้ายนั้นมีเส้นสายอยู่ทุกหนแห่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ธุรกิจของพวกเขาแผ่ขยายไปทั่วโลก แถมยังมีบรรดาศักดิ์ขุนนางติดตัว เป็นชนชั้นสูงที่แท้จริงอย่างไม่ต้องสงสัย และในสายเลือดหลักของผู้เฒ่าอ้ายก็มีหลานสาวอยู่เพียงคนเดียว นั่นก็คืออ้ายหนี่คนนี้
เธอคือแก้วตาดวงใจของตระกูลที่ทุกคนต่างก็ตามใจจนเคยตัว น่าเสียดายที่ร่างกายกลับไม่ค่อยแข็งแรงนัก คนในแวดวงสังคมชั้นสูงของฮ่องกงต่างรู้กันดีว่าคุณหนูที่ห้ามไปมีเรื่องด้วยเด็ดขาด ก็คืออ้ายหนี่ผู้เอาแต่ใจและเหย่อหยิ่งคนนี้
เคยมีข่าวลือว่าเธอไปถูกใจผู้ชายคนหนึ่งที่มีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็บีบให้ทั้งสองต้องเลิกรากันไป ฝ่ายหญิงเองก็รู้ดีว่าตระกูลอ้ายนั้นน่ากลัวแค่ไหนจึงยอมถอนหมั้นแต่โดยดี เรื่องควรจะจบลงแค่นั้น แต่เพียงเพราะเห็นว่าอดีตคู่หมั้นของตัวเองไปยืนคุยกับผู้ชายคนนั้นบนถนนไม่กี่ประโยค เธอก็สั่งให้คนไปทำลายครอบครัวของฝ่ายหญิงจนล่มจม สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็เหลือตัวคนเดียวแถมยังตาบอดไปข้างหนึ่ง ชะตากรรมของเธอน่าเวทนาอย่างยิ่ง
หากจะเทียบกันจริงๆ แล้ว คนอย่างซ่างกวนเหิงหรือจงต้าเฉียวก็คงเป็นแค่คนธรรมดาในสายตาของตระกูลอ้าย และคนทั่วไปก็ไม่มีวันได้เข้าใกล้พวกเขาอย่างแน่นอน
พ่อบ้านหูจึงไม่กล้าที่จะไปขัดใจเธอ เขาไม่อยากให้ซ่งอวี้หน่วนต้องไปเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้ แต่ก็ยังไม่ทันได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้น
เขาปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผากพลางเอ่ยอย่างนอบน้อม “ต้องขอโทษจริงๆ นะครับคุณซ่ง เดี๋ยวผมจะเปลี่ยนห้องพักให้ใหม่ เป็นห้องสวีทชั้นดีเลยนะครับ รับรองว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าห้องนี้เลย ไม่ทราบว่าคุณซ่งจะพอรับได้ไหมครับ”
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้ตอบอะไร เธอก้มลงมองน้องชายแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หมิงเซิ่ง บอกพี่สิว่าเกิดอะไรขึ้น”
ซ่งหมิงเซิ่งรีบฟ้องพี่สาวทันที “จริงๆ แล้วจะให้พวกเราย้ายไปพักที่ไหนก็ได้นะครับ แต่ห้องนี้คุณปู่หลิ่วเป็นคนจัดให้ เรายังไม่ทันได้พูดอะไรเลย ผู้หญิงคนนั้นก็ชี้หน้าด่าพวกเราฉอดๆ”
“เธอพูดหลายภาษาจนผมฟังไม่ทัน แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนมาใช้ภาษาที่ผมพอจะฟังออก เธอด่าว่าผมเป็นคนชั้นต่ำ ทำให้พื้นห้องปริ๊นเซสสกปรก ไล่ให้พวกเราไสหัวกลับไปที่ที่จากมา แล้วยังบอกอีกว่าฮ่องกงไม่ต้อนรับพวกเรา...ที่แย่ที่สุดคือ เธอบอกว่าคนอย่างพวกเรามันก็เหมือนหนูในท่อระบายน้ำ เห็นแล้วน่าขยะแขยง...”
พ่อบ้านหูเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาห้ามทัพ เหงื่อกาฬแตกพลั่กพลางอธิบายตะกุกตะกักว่า “...อย่าโกรธไปเลยครับคุณหนู คุณอ้ายเธอ...เธอป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด จะโกรธหรือตื่นเต้นไม่ได้เด็ดขาด ผมขอร้องล่ะครับ ถือว่าพวกคุณยอมเธอสักครั้ง รอท่านผู้เฒ่าของเรากลับมา ทุกอย่างจะเรียบร้อยเองครับ”
แต่ในใจเขาก็รู้ดีว่าต่อให้ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้วจะทำอะไรได้ ในเมื่อตระกูลอ้ายนั้นเป็นตระกูลที่แม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่กล้าไปมีเรื่องด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ “แล้วอาการป่วยของเธอมาเกี่ยวอะไรกับฉันไม่ทราบ”
พ่อบ้าน “...” ‘อย่าให้เกิดเรื่องทะเลาะกันเลยนะครับ’
ในตอนนั้นเอง เซี่ยซินตงกลับเป็นคนที่ใจเย็นที่สุด เขาก้มลงช้อนร่างของหมิงเซิ่งขึ้นมาอุ้มไว้ ก่อนจะหันไปพูดกับพ่อบ้านหูด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่เป็นไรครับ เราจะไม่สร้างความลำบากใจให้ตระกูลหลิ่ว แค่มาพักค้างคืน จะนอนที่ไหนก็เหมือนกัน คุณช่วยจัดการหาห้องใหม่ให้พวกเราเถอะครับ เดี๋ยวเราจะขึ้นไปเก็บของ”
แต่ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้พูดอะไร คุณหนูอ้ายก็เดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามาหา เธอกวาดสายตามองซ่งอวี้หน่วนตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาหยิ่งผยอง พอเห็นใบหน้าที่เปล่งปลั่งสดใสและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของอีกฝ่าย แววตาของเธอก็ฉายแววริษยาออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำดูแคลนออกมา
“เป็นแค่แมลงสาบในท่อระบายน้ำโสโครก กล้าดียังไงมาพักห้องปริ๊นเซส”
พูดจบเธอก็หันไปชี้นิ้วสั่งพ่อบ้านหู “ฉันให้เวลาหนึ่งชั่วโมง เอาของทุกอย่างในห้องปริ๊นเซสไปทิ้งให้หมด ถ้าทำไม่เสร็จล่ะก็ โรงแรมของตระกูลหลิ่วก็เตรียมตัวถูกสั่งปิดได้เลย”
สีหน้าของพ่อบ้านหูซีดเผือด การกระทำของเธอคือการจงใจหาเรื่องกันชัดๆ แต่การที่เธอกล้าพูดว่าจะสั่งปิดโรงแรมได้ ก็หมายความว่าเธอสามารถหาเหตุผลร้อยแปดมาทำให้โรงแรมถูกสั่งปิดได้จริงๆ และเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่มีทางปฏิเสธได้ด้วย
คนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ต่างก็กรูเข้ามาด้วยความไม่พอใจและโกรธเกรี้ยว นี่มันคุณหนูเอาแต่ใจที่ไหนกัน คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาจากไหน แต่เมื่อเห็นพ่อบ้านหูที่ผมขาวโพลนต้องก้มหัวขอร้องจนแทบจะร้องไห้ออกมา สุดท้ายก็เป็นเซี่ยซินตงกับผู้เฒ่ากู้ที่ต้องช่วยกันจับตัวซ่งอวี้หน่วนที่ทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่องไว้
เซี่ยซินตงเคยได้ยินกิตติศัพท์ของตระกูลอ้ายมาบ้าง และรู้ดีว่าคนพวกนี้รับมือยากมาก หากมีเรื่องกันคงจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ นี่ไม่ใช่เรื่องของการใช้กำลัง แต่เป็นเรื่องของอำนาจและอิทธิพล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพลักษณ์ที่ดูสุขภาพดีและสดใสของเสี่ยวหน่วนนั้น เป็นสิ่งที่อ้ายหนี่เกลียดชังที่สุด และสิ่งที่เธอโปรดปรานก็คือการทำลายเด็กสาวที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาแบบนี้ให้ย่อยยับไปกับมือ
และก็เป็นอย่างที่เขาคิด หลังจากออกคำสั่งเสร็จ อ้ายนี่ก็หันมาจ้องซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาอาฆาตแค้น เธอเกลียดผู้หญิงแบบซ่งอวี้หน่วนจับใจ ทั้งสวย ทั้งแข็งแรง มีชีวิตชีวา สดใสราวกับพระอาทิตย์ยามเช้า
สวรรค์ช่างลำเอียงนัก!
แค่ผู้หญิงแบบนี้มีสิทธิ์อะไรมาพักห้องปริ๊นเซส เธอสาบานว่าจะต้องมอบบทเรียนที่ซ่งอวี้หน่วนจะจดจำไปจนวันตายให้ได้
อ้ายหนี่เยื้องย่างเข้าไปหาซ่งอวี้หน่วนอย่างผู้ชนะ
แต่ก่อนที่เธอจะได้อ้าปากพูดอะไร ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปส่งเสียงบอกซ่งถิง “คุณอาคะ ช่วยไปเก็บของให้หนูหน่อยค่ะ”
แม้จะยังโกรธอยู่ แต่หัวหน้าคณะหนิวก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาเพิ่งจะรู้เรื่องราวของยัยคุณหนูตัวแสบคนนี้มาหมาดๆ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยง หากเกิดมีปากเสียงกันขึ้นมาจริงๆ แล้วเธอแกล้งล้มตึงลงไปกับพื้นอ้างว่าโรคหัวใจกำเริบ ใครจะรับผิดชอบไหว เรื่องไม่จำเป็นก็อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจะดีกว่า
ซ่งอวี้หน่วนไม่แม้แต่จะชายตามองอ้ายหนี่ เธอหมุนตัวแล้วก้าวฉับๆ ตรงไปยังลิฟต์ทันที
พ่อบ้านหูรีบกล่าวขอบคุณไม่หยุดปาก พลางกระซิบข้างหูเธอ “พวกเราเป็นคนกันเอง ไม่ลดตัวไปสุงสิงกับคนนอกหรอกครับ”
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าห้องพัก บอดี้การ์ดของอ้ายหนี่ก็ตามมาคุมเชิงด้วย ผู้จัดการโรงแรมที่ตามมาสมทบตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ยืนตัวสั่นเหงื่อท่วมแผ่นหลัง เขาต้องก้มหัวพูดกับบอดี้การ์ดมาดเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายเสียงเบา
“ทางนั้นก็ไม่ใช่คนที่จะไปหาเรื่องได้ง่ายๆ นะครับ ได้ยินมาว่าพวก PLA นี่ฝีมือการต่อสู้สุดยอดมาก ถ้าเกิดไปทำพวกเธอเจ็บขึ้นมา แล้วอีกฝ่ายใช้เป็นข้ออ้างได้ล่ะก็ พวกเราจะกลายเป็นตัวปัญหากันหมด!”
[จบบท]
PLA[解放军] = กองทัพปลดแอกประชาชนจีน