บทที่ 467: ตัวหายนะ
หัวหน้าบอดี้การ์ดมองกลุ่มคนจากฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาเย็นชา พวกนั้นดูสิ้นท่าไม่ต่างอะไรกับสุนัขจรจัด ในใจนึกดูแคลนว่าต่อให้คุณหนูใหญ่จะสั่งเก็บพวกนี้ก็คงไม่มีใครว่าอะไรได้ แต่สุดท้ายก็ทำเพียงแค่พูดด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก
“แค่ยอมไสหัวออกไปดีๆ ก็พอ”
ภายในห้องพัก ซ่งถิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ส่วนซ่งหมิงเซิ่งก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของของตัวเองอย่างเงียบเชียบ
ผู้เฒ่ากู้ที่ตามเข้ามาขมวดคิ้วถามซ่งอวี้หน่วน “เรื่องของตระกูลอ้าย หนูรู้ข้อมูลมาบ้างใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ
เธอไม่ได้รู้แค่ข้อมูลผิวเผินของตระกูลอ้ายเท่านั้น แต่ยังรู้ลึกไปถึงขั้นที่ว่าอ้ายหนี่ไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจด้วยซ้ำ เพราะอาการป่วยของเธอยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือเธอรู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ขึ้นมาได้ เพราะเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เธอก็เพิ่งจะเห็นภาพอนาคตที่เกี่ยวข้องกับอ้ายหนี่แวบเข้ามาในหัว
แค่ย้ายห้อง ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรนัก มันก็แค่ห้องสวีทในโรงแรม ไม่ใช่บ้านของตัวเองสักหน่อย ไม่เห็นจะต้องยึดติดให้วุ่นวาย
หากไม่นับเรื่องภาพอนาคตที่เธอเห็น สาเหตุที่อ้ายหนี่ต้องมาอาละวาดอยากได้ห้องเจ้าหญิงห้องนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนัก เรื่องของเรื่องคือตอนที่อ้ายหนี่อยู่ที่สนามบิน เธอบังเอิญได้ยินผู้หญิงหลายคนคุยกันถึงห้องสวีทสุดหรูของโรงแรมในเครือตระกูลหลิ่ว พวกนั้นต่างพากันยกยอว่ามันเลิศเลอเพียงใด ราคาแพงหูฉี่แค่ไหน แถมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในก็ยังติดอันดับต้นๆ ของโรงแรมทั้งหมดในฮ่องกงเลยทีเดียว
หนึ่งในนั้นยังบอกอีกว่าห้องเจ้าหญิงมักจะว่างอยู่ตลอด เพราะราคาสูงเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง แต่อีกคนก็แย้งขึ้นมาว่าตอนนี้ไม่ว่างแล้ว เพราะมีคุณหนูคนสวยจากปักกิ่งเข้าพักในฐานะแขกคนสำคัญของตระกูลหลิ่ว
พวกนั้นยังเม้าท์กันต่ออีกว่าคุณหนูคนนั้นอายุยังน้อย แต่กลับไม่ชอบใช้ลิฟต์ เธอชอบเดินขึ้นบันไดเป็นสิบๆ ชั้นโดยที่หน้าไม่แดงแถมยังหายใจเป็นปกติ แถมเวลาลงก็ไม่ยอมเดินลงดีๆ แต่กลับใช้ตัวไถลลงมาตามราวบันได ทำเอาเหล่าพนักงานในโรงแรมพากันปรบมือชอบใจ
บทสนทนามาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ดูมีอายุหน่อยถอนหายใจออกมา “ร่างกายของคุณหนูคนนั้นต้องแข็งแรงมากแน่ๆ ถ้าคนเป็นโรคหัวใจต้องปีนบันไดสูงขนาดนั้นคงขาดใจตายไปแล้ว”
คนพูดอาจไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับเก็บมาใส่ใจ
วินาทีที่ได้ยินคำว่า ‘โรคหัวใจ’ อ้ายหนี่ก็เกิดอาการฉุนกึกขึ้นมาทันที เธอเกลียดที่สุดเวลาได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้ มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยนอกจากอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาดื้อๆ ประกอบกับอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดก็คือ อดีตคู่หมั้นของชายหนุ่มที่เธอหมายปองนั้นก็บังเอิญแซ่ซ่งเหมือนกัน ถึงแม้จะเกิดที่ฮ่องกงแต่พ่อแม่ของเธอก็มาจากแผ่นดินใหญ่
อ้ายหนี่จึงตัดสินใจพาลใส่ซ่งอวี้หน่วนอย่างไม่มีเหตุผล
คนรอบข้างไม่มีใครกล้าพอจะห้ามคุณหนูเอาแต่ใจคนนี้ แม้กระทั่งมามี้ของเธอซึ่งก็คือคุณนายท่าทางสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ชั้นล่าง ก็ยังไม่กล้าขัดใจลูกสาว ทำได้เพียงตามใจแล้วพากันมาที่โรงแรมของตระกูลหลิ่ว
แล้วก็เป็นอย่างที่ได้ยินมา ห้องเจ้าหญิงมีคนพักอยู่จริงๆ แต่ด้วยบัตรวีไอพีที่พวกเธอมี ทำให้สามารถขึ้นมาถึงชั้นบนสุดได้ จนเกิดเป็นเรื่องราวอย่างที่เห็น
คุณนายอ้ายไม่ได้ตำหนิลูกสาวตัวเองเลยสักนิด แต่กลับมองว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นฝ่ายผิดที่ไม่เจียมตัวมาพักในห้องเจ้าหญิง จนทำให้ลูกสาวสุดที่รักของเธอต้องอารมณ์เสีย
เธอหันไปพูดกับอ้ายหนี่ด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เรากลับบ้านกันดีกว่าลูก ห้องที่เคยมีคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามาอยู่แบบนี้ มันต้องมีกลิ่นเหม็นติดอยู่แน่ๆ ลูกแม่อย่าอยู่เลย”
อ้ายหนี่ตวัดสายตารังเกียจมองคนที่อยู่ในห้อง ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับพ่อบ้านหูด้วยท่าทีหยิ่งผยอง “ที่นี่ฉันจะให้เปลี่ยนของใหม่ทั้งหมด ต้องฆ่าเชื้อโรคให้เกลี้ยง แล้วก็ไล่กลิ่นเหม็นเน่าพวกนี้ออกไปให้หมด ถ้าทำไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว โรงแรมตระกูลหลิ่วของพวกแกก็เตรียมตัวโดนสั่งปิดได้เลย!”
จังหวะนั้นเอง ซ่งหมิงโปที่กำลังเก็บของอยู่ก็อุ้มซ่งหมิงเซิ่งมายืนอยู่ข้างๆ น้องสาว
เขาโน้มตัวลงไปกระซิบกับซ่งอวี้หน่วน “พี่มีความลับจะบอก”
ซ่งหมิงเซิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนของพี่ชายจึงเอียงหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของซ่งอวี้หน่วน
“เสี่ยวหรูอี้บอกว่า คนคนนี้ถึงจะเป็นโรคหัวใจ แต่ก็ไม่ได้เป็นหนัก แล้วก็ยังไม่ได้ผ่าตัดด้วยครับ”
แววตาของซ่งอวี้หน่วนวูบไหวเล็กน้อย
ซ่งหมิงโปเองก็ลดเสียงลงกระซิบเสริม “เมื่อกี้พี่ลองดูให้แล้ว เธอยังไม่มีเคราะห์ร้ายถึงชีวิต ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดที่ควบคุมไม่ได้ ตัวหายนะนี่คงอายุยืนน่าดู แต่ดูเหมือนว่าพอผ่านวันนี้ไปแล้ว เรื่องราวต่างๆ ก็จะเริ่มเปลี่ยนไป”
ซ่งอวี้หน่วนเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่ชายและน้องชายตัวน้อยของเธอ ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ทั้งคู่เป็นเชิงชื่นชม ในใจนึกว่าสองคนนี้ช่างเก่งกาจกันจริงๆ
พูดจบเธอก็เดินออกมาจากห้องทันที
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู เธอไม่ได้มองไปที่อ้ายหนี่แม้แต่น้อย แต่กลับหันไปพูดกับคุณนายอ้ายด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“คุณนายอ้ายคะ ลูกสาวของคุณเพิ่งผ่าตัดหัวใจมาไม่ใช่เหรอคะ คนที่ผ่านการผ่าตัดแบบนี้มาน่าจะต้องหลีกเลี่ยงสภาวะที่ทำให้อารมณ์แปรปรวนรุนแรงไม่ใช่หรือคะ แล้วทำไมคุณถึงไม่ปลอบให้ลูกสาวใจเย็นๆ แล้วพาเธอกลับไปพักผ่อนที่บ้าน แต่กลับตามใจให้เธอมาที่โรงแรม พอมาถึงก็ยังใช้คำพูดกระตุ้นอารมณ์เธอไม่หยุด ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะคะ”
“แล้วอีกอย่าง ตั้งแต่แรกพวกคุณก็เอาแต่พูดจาดูถูกเหยียดหยามพวกเราสารพัด คำพูดแย่ๆ พวกนั้นฉันยังไม่กล้าพูดทวนซ้ำเลยด้วยซ้ำ ท่านประธานจงอุตส่าห์เชิญฉันไปร่วมงานเลี้ยงของคุณหญิงคุณนายในวันพรุ่งนี้ ท่านอยากให้ฉันได้เห็นกิริยาท่าทางอันสง่างามและวาจาที่สูงส่งของเหล่าสตรีชั้นสูงในฮ่องกง แต่ถ้าทุกคนในงานเป็นเหมือนพวกคุณที่วันๆ เอาแต่พ่นคำพูดสกปรกและการกระทำที่ไร้น้ำใจ งานเลี้ยงก็คงไม่ต่างอะไรกับตลาดสดหรอกมั้งคะ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นฉันไม่ไปดีกว่าค่ะ ตลาดสดในฮ่องกงมีอยู่ถมไป ไม่ต้องให้ใครเชิญเป็นพิเศษฉันก็ไปเดินดูเองได้ แต่ตอนนี้ฉันชักจะรู้สึกแล้วว่าพฤติกรรมของคุณนายอ้ายมันแปลกๆ และดูไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ท่าทางกระโดดโลดเต้นขนาดนี้ ไม่เห็นเหมือนคนเพิ่งผ่าตัดมาเลย หรือว่าเรื่องนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่กันแน่คะ”
ยังไม่ทันที่คุณนายอ้ายและอ้ายหนี่จะได้เอ่ยปากโต้ตอบ ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปพูดกับพ่อบ้านหูต่อ
“ในเมื่อไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป ฉันว่าคุณควรจะรีบโทรตามหมอมาสักสองสามคน แล้วก็เรียกรถพยาบาลให้มาเตรียมพร้อมไว้เลยก็ดีนะคะ ดูทรงแล้วเหมือนจะมาจัดฉากหาเรื่องมากกว่า เพราะฉะนั้นเรียกนักข่าวมาด้วยเลยน่าจะดีที่สุด จะได้ไม่โดนใครป้ายสีเอาทีหลัง...”
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็หมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง
ซ่งถิงเก็บของได้รวดเร็วมาก อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ได้มีของวางเกะกะอะไรมากมาย ของใช้ของซ่งหมิงเซิ่งอาจจะเยอะหน่อยแต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกระเป๋าเดินทาง ไม่ได้ถูกนำออกมาทั้งหมด
พ่อบ้านหูได้แต่ยืนก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด เขาเสียใจที่ดูแลแขกของเจ้านายได้ไม่ดีพอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร พวกซ่งอวี้หน่วนก็คือแขก ต่อให้ไม่ได้จ่ายเงินค่าห้องพัก ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาขับไล่กันแบบนี้ แต่ก็นั่นแหละ ความเอาแต่ใจและอารมณ์ร้ายของอ้ายหนี่นั้นเลื่องลือไปทั่วทั้งฮ่องกง
ในที่สุดคุณนายอ้ายก็ได้สติ ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด เช่นเดียวกับอ้ายหนี่
หญิงสาวกัดฟันกรอดพลางตวาดสั่งหัวหน้าบอดี้การ์ดเสียงแหลม “ตีมัน! ตีมันให้ฉัน! จ้างร้อยล้านก็ยอม! ตั้งแต่เกิดมา อ้ายหนี่คนนี้เคยโดนใครหยามหน้าขนาดนี้ที่ไหน! ถ้ามันตาย ฉันรับผิดชอบเอง!”
ซ่งอวี้หน่วนที่ยืนอยู่ตรงประตูหันกลับมาแล้วหลุดหัวเราะพรืดออกมา “ฝันไปเถอะ ฆ่าคนตายแล้วคิดว่าจะรับผิดชอบไหวเหรอ มาสิ...ตีให้ฉันดูสักทีสิ”
พูดจบ เธอก็ค่อยๆ หยิบปืนพกออกมาอย่างใจเย็น
แสงไฟบนโถงทางเดินไม่ได้สว่างนัก แต่ก็ยังพอจะมองเห็นเงาสะท้อนสีดำทะมึนบนตัวปืนได้อย่างชัดเจน
ปากกระบอกปืนค่อยๆ เลื่อนไปหยุดนิ่ง...ชี้ไปยังคุณนายอ้ายที่ยืนอยู่ใกล้เธอที่สุด
คุณนายอ้ายถึงกับขาอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น
หัวหน้าบอดี้การ์ดเองก็นึกถึงคำพูดของผู้จัดการโรงแรมก่อนหน้านี้ได้ในเสี้ยววินาที
กองทัพปลดแอกประชาชนจีน?
หรือว่าคุณหนูซ่งคนนี้จะเป็นทหารจริงๆ ไม่อย่างนั้นเธอจะมีปืนไว้ในครอบครองได้อย่างไร
พ่อบ้านของตระกูลอ้ายรีบปรี่เข้ามาขวางหน้าคุณนายอ้ายไว้ทันที เขาทิ้งความหยิ่งผยองก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้นแล้วเปลี่ยนเป็นพูดด้วยน้ำเสียงประนีประนอมที่สุด “คุณหนูซ่ง เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วครับ ทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิด!”
เขาหันไปส่งสัญญาณให้ผู้ช่วยและสาวใช้รีบพยุงเจ้านายของตนไปที่ห้องพักอีกห้องหนึ่ง
ส่วนพ่อบ้านหูนั้นตั้งท่าจะโทรหาโรงพยาบาลและเรียกรถพยาบาลจริงๆ แล้ว
อ้ายหนี่ตกใจจนหน้าซีดเผือด เธอตะโกนออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ “แจ้งตำรวจ! ฉันจะแจ้งตำรวจ! ซ่งอวี้หน่วน ฉันจะส่งแกเข้าคุกให้ได้!”
แววตาของผู้เฒ่ากู้ฉายแววกร้าวกระด้าง เขาคาดไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์ที่นี่จะซับซ้อนได้ถึงเพียงนี้
[จบบท]