บทที่ 468: ดื้อด้านไม่ยอมไป
ผู้เฒ่ากู้กำลังจะก้าวเข้าไปจัดการ แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับรั้งแขนเขาไว้ก่อนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณปู่กู้คะ นี่เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงสองคนทะเลาะกัน ให้พวกหนูจัดการกันเองเถอะค่ะ คุณปู่อย่าเข้ามาเลย”
หัวหน้าบอดี้การ์ดที่ชื่อสือเค่อคิดในใจว่าซ่งอวี้หน่วนช่างไม่เจียมตัว วันนี้คนอื่นยังพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่คุณหนูซ่งคนนี้กลับเป็นตัวปัญหาเสียเอง
เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงที่ดูบอบบางอย่างซ่งอวี้หน่วนจะกล้ายิงปืนจริงๆ เขาจึงเดินเข้าไปยืนตรงหน้าเธอห่างออกไปไม่กี่ก้าว ทำท่าเหมือนในหนังเป๊ะๆ แล้วชี้นิ้วไปที่หน้าผากตัวเองพร้อมกับพูดท้าทายอย่างยโส “ยิงตรงนี้สิ มีปัญญาก็ยิงมาเลย ถ้าไม่กล้ายิงก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นทหาร PLA!”
ซ่งอวี้หน่วนเหนี่ยวไกปืนอย่างใจเย็น สีหน้าเรียบเฉย “คุณไม่กลัวจริงๆ เหรอ?”
“ถ้ากลัวก็ให้เรียกว่าหลานเลย!” สือเค่อสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัว
ซ่งอวี้หน่วนเบ้ปาก “ต่อให้คุณอยากเป็นหลาน ฉันก็ไม่อยากเป็นย่าหรอกนะ แต่ในเมื่อไม่กลัว งั้นฉันจะยิงจริงๆ แล้วนะ”
“ยิงเลยสิ ยิงมาเลย!”
สิ้นเสียงท้าทาย สายน้ำก็พุ่งเข้าใส่หน้าผากของสือเค่อเต็มๆ น้ำจากปืนฉีดน้ำเปียกโชกไปทั้งหน้าและหัวของเขา
ภาพที่เกิดขึ้นทำเอาทุกคนตะลึงจนพูดไม่ออก แต่ก่อนที่ใครจะได้สติ ซ่งอวี้หน่วนก็เปลี่ยนปืนในมือเป็นอีกกระบอกในชั่วพริบตา แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “แล้วคุณว่ากระบอกนี้ของจริงหรือของปลอมล่ะ?”
คราวนี้สือเค่อถึงกับตัวแข็งทื่อ เขาสัมผัสได้ถึงรังสีอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ทำอะไร ซ่งอวี้หน่วนก็เก็บปืนลงกระเป๋าแล้วหัวเราะร่า “ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ มันก็แค่ปืนฉีดน้ำ”
สือเค่อถึงกับไปไม่เป็น ใครมันจะพกปืนฉีดน้ำติดตัวถึงสองกระบอกกัน
ยังไม่ทันที่เขาจะประมวลผลเสร็จ หมัดของซ่งอวี้หน่วนก็ส่งเขาล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะเตะซ้ำเข้าไปอีกหลายทีเหมือนเตะกระสอบทรายพลางตะคอกใส่ “ขนาดฉันคนเดียวยังสู้ไม่ได้ แล้วคิดจะไปสั่งสอนใคร!”
อ้ายหนี่กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ส่วนคุณนายอ้ายก็หวาดกลัวจนต้องหลบไปอยู่หลังสาวใช้ ทุกคนต่างพากันคิดว่าคุณหนูซ่งคนนี้มีวิชาป้องกันตัวด้วยหรือ ทำไมสือเค่อถึงโดนซะจนไม่มีโอกาสได้สวนกลับเลย
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงนาที หลังจากจัดการคนเสร็จ ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปจ้องอ้ายหนี่ที่หน้าซีดเป็นไก่ต้มเขม็ง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปลากกระเป๋าเดินทางแล้วตามผู้จัดการไปยังห้องพักห้องใหม่
ห้องใหม่ยังคงอยู่ที่ชั้นบนสุดและมีสระว่ายน้ำส่วนตัวเหมือนเดิม คราวนี้หมิงเซิ่งถึงได้ยิ้มออก
ส่วนอ้ายหนี่ที่จำใจต้องย้ายเข้าห้องเจ้าหญิงก็สั่งให้คนรื้อของทุกอย่างในห้องออกให้หมด ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก็ยิ่งเจ็บใจ นังผู้หญิงชั้นต่ำนั่นเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนกันนะ น่าโมโหชะมัด!
เมื่อความเจ็บใจพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เธอก็เริ่มอาละวาดขว้างปาข้าวของในห้องจนกระจัดกระจาย
คุณนายอ้ายที่ยังขวัญเสียไม่หายได้แต่ยืนมองลูกสาวที่คลุ้มคลั่งอย่างจนปัญญา ไม่รู้ว่าควรจะกลับหรืออยู่ต่อดี
ไม่นานนัก คนจากสำนักงานก็มาถึง ส่วนทางโรงแรมก็ทำงานรวดเร็วทันใจ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงของใหม่ก็ถูกนำมาเปลี่ยน เพราะตระกูลอ้ายเป็นคนจ่ายเงิน ทุกอย่างเลยไม่มีปัญหา
สำหรับพฤติกรรมเอาแต่ใจของอ้ายหนี่ ไม่มีใครกล้าปริปากบ่น เพราะรู้ดีว่าคุณหนูจากตระกูลมหาเศรษฐีก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น เรื่องที่พวกคุณชายทำไว้มันยังหนักหนากว่านี้เสียอีก สรุปง่ายๆ ก็คือมีเงินจะทำอะไรก็ได้
อีกสิบนาทีต่อมา คนจากตระกูลอ้ายก็มาถึง เป็นป้าสะใภ้ใหญ่ของอ้ายหนี่ซึ่งมีใบหน้าเคร่งขรึม แต่ถึงอย่างนั้นอ้ายหนี่ก็ยังดื้อดึงไม่ยอมไปไหน ต่อให้แด๊ดดี้ของเธอมาด้วยตัวเองก็ไม่ยอมไป เธอนอนแผ่บนเตียงเจ้าหญิงหลังใหม่เอี่ยม กุมหน้าอกร้องไห้ฟูมฟาย
ผู้เฒ่าอ้ายต้องโทรศัพท์มาขอโทษทางสำนักงานด้วยตัวเอง เขาอธิบายว่าหลานสาวคนเดียวของเขาสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ทางบ้านประคบประหงมจนเสียคน กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ เขารู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นและจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง
ในขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าหลิ่วยังกลับมาไม่ถึงโรงแรม รถของเขาถูกชน โชคดีที่คนขับรถฝีมือดีจึงไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ดี พอทราบเรื่องทั้งหมด ผู้เฒ่าหลิ่วก็โกรธจนมือสั่น รีบต่อสายตรงถึงผู้เฒ่าอ้ายซึ่งเป็นผู้นำตระกูลทันที
ปลายสายตอบกลับมาอย่างสุภาพ เขาขอโทษขอโพยแทนหลานสาว พร้อมกับให้เหตุผลว่าเขามีหลานสาวแค่คนเดียว แถมยังเป็นเหมือนดาวนำโชคของตระกูลอีกด้วย ตอนนี้เพิ่งผ่าตัดใหญ่มา ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็เลยอยากจะตามใจให้เธอได้มีความสุขที่สุด
ส่วนเรื่องค่าเสียหายทั้งหมด เขายืนยันว่าจะรับผิดชอบอย่างแน่นอน โดยจะให้ลูกชายคนที่สี่เป็นคนจัดการให้ แต่กลับไม่มีคำพูดใดที่กล่าวถึงเรื่องการไล่ซ่งอวี้หน่วนออกจากห้องพักหรือเรื่องที่หลานสาวของเขาด่าทอคนอื่นเลยแม้แต่คำเดียว
แต่ผู้เฒ่าอ้ายก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนลงไม้ลงมือกับบอดี้การ์ดของหลานสาวเขาเลยสักนิดเช่นกัน ผู้เฒ่าหลิ่วครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ได้แต่วางสายไปด้วยความรู้สึกเจ็บใจจนจุกอก
คืนนั้นซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ออกไปไหน เธอตั้งใจจะพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้น้าเล็กนัดว่าจะพาไปเดินซื้อของ โดยเขาจะเป็นเจ้ามือให้ทุกคนเลือกซื้อของได้ตามใจชอบ ก็แน่ล่ะ ยาขวดเดียวทำเงินได้เป็นล้าน กำไรมหาศาลขนาดนี้ ตอนนี้น้าชายของเธอกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว
แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่กำลังจะลงไปทานอาหารเช้า พนักงานบริการคนหนึ่งก็แอบเข้ามากระซิบเล่าเรื่องสุดสะพรึงให้ฟัง เธอบอกว่าคุณหนูอ้ายหนี่ ไม่รู้ไปลากตัวผู้หญิงตาบอดข้างหนึ่งมาจากไหน แล้วก็ซ้อมเธอจนน่วมไปทั้งตัว ก่อนจะสั่งให้ไปคุกเข่าอยู่หน้าประตูห้องตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้
ซ่งอวี้หน่วนฟังจบก็ตรงไปยังห้องเจ้าหญิงทันที แล้วก็พบว่าบริเวณนั้นถูกเหล่าบอดี้การ์ดยืนคุมเข้มอยู่เต็มไปหมด ข้าวของในห้องก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดตามที่ได้ยินมา แสดงให้เห็นว่าตระกูลอ้ายมีฐานะร่ำรวยเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ และยังบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอ้ายหนี่มีความสำคัญต่อตระกูลนี้มากเพียงใด
เป็นเพราะเธอคือหลานสาวเพียงคนเดียวอย่างนั้นหรือ? แต่ข่าวที่ได้ยินมาบอกว่าผู้เฒ่าอ้ายก็มีหลานอยู่หลายคนนี่นา
ซ่งอวี้หน่วนหยุดยืนอยู่ที่ปลายสุดของทางเดิน แล้วเพ่งสายตามองเข้าไปด้านใน เธอเห็นแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคุกเข่าก้มหน้าอยู่ข้างประตู แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่ก็ดูออกว่าเป็นหญิงสาวที่ผอมบางมาก เธอเหลือบมองเพียงครู่เดียวก็เบนสายตาไปทางอื่น
ห้องพักของซ่งอวี้หน่วนไม่ได้อยู่ในโซนเดียวกับห้องเจ้าหญิงแห่งนี้ เธอจะต้องเดินเลี้ยวผ่านเรือนกระจกไปก่อนจึงจะถึงที่พักของตัวเอง
สือเค่อที่เพิ่งโดนอัดไปเมื่อวาน พอเห็นหน้าซ่งอวี้หน่วนก็กำหมัดแน่นขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ เขาขมวดคิ้วถามเสียงห้วน “คุณมาทำอะไรแถวนี้? ชั้นนี้ทั้งหมดพวกเราเหมาไว้แล้วนะ”
ซ่งอวี้หน่วนกระทืบเท้าเบาๆ แล้วฉีกยิ้มเย็น “แล้วพื้นตรงที่ฉันยืนอยู่เนี่ย พวกคุณเหมาไว้ด้วยหรือเปล่าล่ะ?”
“...ไม่ครับ” สือเค่อตอบเสียงอ่อย
“งั้นการที่ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ มันไปเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย?” เธอเลิกคิ้วถามกลับ
สือเค่อโกรธจนหน้าเขียว แต่พอเห็นใบหน้าบอบบางน่ารักของเด็กสาวตรงหน้า ก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องที่โดนซัดจนน่วมเมื่อคืนมันเหมือนฝันร้ายมากกว่าเรื่องจริง เขามีเรื่องหนึ่งที่คาใจมาตลอดจึงตัดสินใจมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบถาม
“คุณซ่ง... ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม ปืนกระบอกสุดท้ายที่คุณหยิบออกมาเมื่อวานน่ะ ของจริงหรือของปลอม?”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มกริ่ม “ก็ลองทายดูสิคะ!”
สือเค่อนิ่งไป ก่อนจะถามต่อ “คุณเคยฝึกวิชาป้องกันตัวมาก่อนเหรอ?”
“ใช่ค่ะ ฉันฝึกมาตั้งแต่เด็กแล้ว” เธอพยักหน้ารับ
“ฝึกวิชาอะไร? ฝึกยังไง? แล้วทำไมถึงได้แรงเยอะขนาดนี้?” เขาถามรัวๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ
ซ่งอวี้หน่วนย้อนถามอย่างกวนๆ “แล้วทำไมฉันต้องบอกคุณด้วยล่ะคะ?”
คำพูดนั้นทำให้สือเค่อได้สติว่ากำลังคุยอยู่กับใคร เขาจึงรีบหุบปากฉับ
ซ่งอวี้หน่วนหันไปมองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่อีกครั้ง แล้วหันกลับมาถามสือเค่อ “แล้วทำไมถึงมีผู้หญิงไปคุกเข่าอยู่หน้าห้องเจ้านายคุณล่ะ?”
ในที่สุดสือเค่อก็มีโอกาสเอาคืน เขาจึงสวนกลับทันควัน “แล้วทำไมผมต้องบอกคุณด้วย?”
ซ่งอวี้หน่วนที่ยืนห่างออกไปสามสี่ก้าวไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเพียงแค่เหวี่ยงหมัดออกไปในอากาศ ตรงไปยังใบหน้าของสือเค่อ
สือเค่อสะดุ้งสุดตัว รีบถอยหลังกรูดไปหลายก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อรู้ตัวว่าหมัดนั้นไม่ได้เข้ามาใกล้เลยสักนิด แถมตัวเองยังเสียท่าถอยไปตั้งหลักเพราะความกลัว เขาก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า กำลังจะพุ่งเข้าไปเอาเรื่อง แต่สุดท้ายก็ต้องเบรกตัวเองไว้กะทันหัน...
[จบบท]