บทที่ 469: มองอะไร?
ใบหน้าของสือเค่อบูดบึ้ง เขารู้สึกเสียหน้าอย่างแรง
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับซ่งอวี้หน่วน ประสบการณ์โดนซ้อมเมื่อวานนี้มันอาจจะดูเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ตอนนั้นเพื่อนบอดี้การ์ดของเขาโดนเธอเตะทีละคนจนปลิวว่อน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเคยเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ มีพละกำลังมหาศาลขนาดนี้
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมแบบนั้นจะไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหน
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกับเขา วันนี้เธอมีเรื่องต้องทำอีกเยอะแยะ นอกเหนือจากการไปเดินเที่ยวเล่น
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือที่เหน็บอยู่ตรงเอวของสือเค่อก็ดังขึ้น
เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะหยิบมันออกมาถือไว้ในท่าทางที่จงใจให้ดูโดดเด่น
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบตามองเพียงนิด ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือตงฟางหงเครื่องเล็กกะทัดรัดออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างของตัวเอง เธอแกว่งมันไปมาตรงหน้าเขาแล้วหัวเราะเยาะออกมา “ทำไมคุณยังใช้ของรุ่นดึกดำบรรพ์ที่ตกรุ่นไปแล้วอยู่อีกล่ะ ใหญ่เทอะทะอย่างกับก้อนอิฐ แต่ดูไปดูมามันก็เข้ากับสถานะและหัวของคุณดีนะ”
กำปั้นของสือเค่อกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ถ้าเป็นคนอื่นที่พูดจายียวนกวนประสาทแบบนี้ เขาคงซัดให้ร่วงไปกองกับพื้นแล้ว
แต่คู่กรณีของเขาคือซ่งอวี้หน่วน…
นอกเหนือจากคำสั่งที่กำชับลงมาว่าต้องดูแลแขกกลุ่มนี้อย่างดีแล้ว พลังยุทธ์ที่เธอสำแดงออกมาเมื่อวานก็ทำให้เขาไม่กล้าหือด้วยประการทั้งปวง คนมีฝีมือจริงแค่ขยับตัวก็รู้แล้วว่าของจริงหรือของเก๊ คำกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยสักนิด นั่นไม่ใช่เรื่องฟลุค แต่เป็นฝีมือของเธอล้วนๆ
สือเค่อกดรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าขรึมจัด หลังจากฟังปลายสายพูดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตอบกลับไปเพียงว่า “เข้าใจแล้ว”
เขาหมุนตัวเตรียมจะเดินไปยังห้องพักขององค์หญิงน้อย แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นซ่งอวี้หน่วนอีกครั้ง เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเก็บคำพูดนั้นกลับลงคอไป
ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าไปยังห้องเป้าหมาย ไม่นานนัก เขาก็กลับออกมาพร้อมกับคำสั่งใหม่
สือเค่อเดินฉับๆ กลับมาทางเดิม แต่พอจะผ่านหน้าซ่งอวี้หน่วน เขาก็ชะงักฝีเท้าอย่างลังเล แล้วเอาแต่จ้องหน้าเธอ
ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วถามอย่างไม่เกรงใจ “มองอะไร?”
สือเค่อถึงกับพูดไม่ออก คำพูดสั้นๆ ห้วนๆ นี่มันช่างชวนให้หาเรื่องชกต่อยเสียจริง
แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังมีภารกิจเร่งด่วน จึงรีบปลีกตัวหายเข้าไปในลิฟต์อย่างรวดเร็ว
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ขยับไปไหน
เธอเป็นคนตื่นสายที่สุดในกลุ่ม ตอนนี้พวกน้าเล็กคงลงไปรวมตัวกันที่ชั้นล่างหมดแล้ว ที่เธอมาอยู่ตรงนี้ก็เพราะได้ยินพนักงานโรงแรมซุบซิบกันถึงเรื่องน่าสนใจบางอย่างแถวนี้ เลยแวะมาดูให้เห็นกับตาสักหน่อย
เมื่ออ้ายหนี่รู้ว่าซ่งอวี้หน่วนทำได้เพียงยืนอยู่นอกเขตที่เธอกั้นไว้ ความรู้สึกสะใจก็ผุดขึ้นมาในอก
เธอลงทุนสั่งเปลี่ยนแม้กระทั่งพรมบนโถงทางเดินทั้งหมด ตระกูลอ้ายของเธอร่ำรวยล้นฟ้า เงินทองบางส่วนก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง แล้วทำไมเธอจะใช้มันปรนเปรอตัวเองไม่ได้กันล่ะ
ไม่ว่าจะไปที่ไหน เธอต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ นี่แหละคือโลกของคนรวยที่คนธรรมดาไม่มีวันเข้าใจ
ตอนนี้ก็เช่นกัน ถึงโรงแรมนี้จะเป็นของตระกูลหลิ่ว แต่ด้วยอิทธิพลและบารมีของตระกูลอ้าย เมื่ออ้ายหนี่ต้องการจะเหมาพื้นที่ส่วนนี้ ก็ไม่มีใครกล้าก้าวล้ำเข้ามาแม้แต่ปลายเท้า ข้างๆ นั่นยังมีป้ายเขียนเตือนไว้อย่างชัดเจน
ซ่งอวี้หน่วนก็เป็นเด็กดีที่เชื่อฟัง เธอยืนนิ่งๆ ไม่ได้คิดจะก้าวข้ามเส้นเข้าไป
ครู่ต่อมา เธอก็เห็นอ้ายหนี่เดินออกมาจากห้องด้วยท่าทางสง่างามราวกับนางพญา หญิงสาวยืนกอดอกอยู่ที่หน้าประตูห้องของตนเองแล้วทอดสายตามายังเธอด้วยแววตาหยิ่งผยอง
อ้ายหนี่ในวัยราว 23-24 ปี ทุกอณูบนร่างกายของเธอราวกับจะตะโกนออกมาว่า ‘ฉันเกิดมาในตระกูลสูงส่งและแพงระยับ’
แต่สายตาของซ่งอวี้หน่วนกลับจับจ้องไปยังแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่ไม่ไกล ตั้งแต่ที่เธอมาถึง ผู้หญิงคนนั้นก็แทบไม่ขยับตัวเลย
นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ยังมีการใช้วิธีโบราณคร่ำครึแบบนี้อยู่อีกเหรอ
แต่ในเมื่อเธอไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวทั้งหมด การผลีผลามเข้าไปยุ่งอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิมก็ได้
ซ่งอวี้หน่วนตัดสินใจหยั่งเชิง เธอค่อยๆ ยกมือขึ้น ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำท่าเป็นรูปปืนเล็งตรงไปยังอ้ายหนี่ ก่อนจะขยับปากทำเสียงล้อเลียน “ปัง!”
ท่าทางและเสียงปืนจำลองนั้น อ้ายหนี่มีหรือจะไม่เข้าใจ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจพลันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
ซ่งอวี้หน่วนหมดความสนใจในตัวเธอ เธอหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
ทว่าวินาทีต่อมา เสียงสบถด่าทอของอ้ายหนี่ก็ดังตามมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานของหญิงสาวนิรนามคนนั้น
ซ่งอวี้หน่วนจำต้องหันกลับไปมอง
ภาพที่เห็นคืออ้ายหนี่กำลังระบายอารมณ์ด้วยการเตะหญิงสาวคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะหันไปสั่งให้คนของตนกระชากผมของหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้น แล้วฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเธออย่างแรง
ซ่งอวี้หน่วนล้วงหยิบเม็ดดินเหนียวออกมาจากกระเป๋า แล้วดีดมันออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ผู้หญิงที่ชื่ออ้ายหนี่คนนี้มันโรคจิตชัดๆ เธอจงใจทำร้ายคนให้เธอเห็น
เม็ดดินเหนียวพุ่งไปแตกกระจายตรงหน้าของอ้ายหนี่พอดิบพอดี ละอองฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นมาบดบังทัศนวิสัยของเธอจนพร่าเลือน
อ้ายหนี่ทั้งกระทืบเท้า ทั้งสบถด่าอย่างหัวเสียพลางใช้มือขยี้ตา ก่อนจะเรียกให้สาวใช้พยุงตัวเองกลับเข้าไปในห้อง
ซ่งอวี้หน่วนเดินตรงไปยังลิฟต์ เมื่อประตูเลื่อนเปิดออก เธอก็พบว่ามีคนอยู่ข้างในถึงสามคน
เธอชะงักไปเล็กน้อย
ในลิฟต์นอกจากสือเค่อแล้ว ยังมีชายหนุ่มอีกคนในวัยยี่สิบกว่าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นน่ากลัว และเด็กชายตัวเล็กอายุราว 5-6 ขวบ
เด็กน้อยดูสะอาดสะอ้านดี แต่แววตากลับฉายชัดถึงความหวาดผวา มือเล็กๆ ของเขาถูกชายหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นกุมเอาไว้แน่น
ดวงตาของชายหนุ่มคนนั้นสวยมาก ถึงขนาดที่ทำให้รู้สึกว่าหากใบหน้านี้ไม่ถูกทำลาย เขาคงเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาและดูสง่างามคนหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่แม้ดวงตาคู่นั้นจะงดงาม กลับนิ่งสนิทไร้ชีวิตชีวาราวกับผืนน้ำในบ่อที่ตายแล้ว
ถึงแม้ลิฟต์นี้จะไม่ใช่ลิฟต์ส่วนตัวของห้องสวีท แต่เนื่องจากทั้งชั้นถูกเหมาไปแล้ว บรรยากาศจึงเงียบสงัดวังเวง
ซ่งอวี้หน่วนก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย สือเค่อพอเห็นสีหน้าของเธอก็รีบขยับตัวหลบไปอยู่มุมลิฟต์โดยอัตโนมัติ
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเข้าไปข้างในจนประตูลิฟต์ปิดสนิท สือเค่อก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะพึมพำด่าทอ “ไอ้เด็กสารเลวนั่น พอตกอยู่ในกำมือฉันเมื่อไหร่ล่ะก็ จะทำให้…”
แต่คำพูดของเขายังไม่ทันขาดคำ ประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทกลับถูกใครบางคนใช้แรงมหาศาลแงะออกจากกัน!
ซ่งอวี้หน่วนก้าวเท้าออกมาจากลิฟต์ จ้องเขม็งไปยังสือเค่อที่หน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบ “...จะทำให้ฉันเป็นอะไรเหรอ?”
สือเค่อไม่คาดคิดมาก่อนว่าคำพูดของเขาจะดังไปเข้าหูเธอได้ เขานึกอยากจะตบปากตัวเองแรงๆ สักหลายที ทำไมไม่รอให้ลิฟต์ลงไปถึงชั้นล่างก่อนแล้วค่อยด่าก็ไม่ได้ แถมหูของยัยเด็กนี่มันจะดีเกินไปแล้ว
เขาได้สติกลับคืนมาก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นประจบสอพลอ “คุณซ่ง คุณฟังผิดไปแล้วครับ ผมไม่ได้พูดอะไรเลยจริงๆ”
จากที่เคยทำท่าหยิ่งผยอง ตอนนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่องๆ ไปเสียแล้ว
ดวงตาที่เคยสงบนิ่งดุจน้ำไร้คลื่นของชายหนุ่มหน้าแผลเป็นปรากฏระลอกคลื่นไหววูบขึ้นเป็นครั้งแรก เขาทอดสายตามองไปยังร่างของซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวคนนี้ไม่เพียงแต่หน้าตาสะสวย แต่ท่วงท่าและบารมีของเธอยังไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนจัดการเตะสือเค่อจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ก่อนจะเริ่มระดมเท้าใส่ไม่ยั้งราวกับกำลังเตะลูกฟุตบอล พลางบ่นอย่างหัวเสีย “อยู่อย่างสงบสุขมันจะตายหรือไง ต้องปากดีให้ฉันไม่ได้กินข้าวเช้าอย่างสบายใจใช่ไหม”
และในจังหวะนั้นเอง เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของผู้หญิงคนนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้งจากทางเดิน
สีหน้าของชายหนุ่มหน้าแผลเป็นและเด็กชายตัวเล็กพลันเปลี่ยนเป็นขาวซีด เขารีบช้อนตัวเด็กชายขึ้นอุ้ม แล้ววิ่งตรงไปยังทิศทางของห้องพักเจ้าปัญหา
บอดี้การ์ดสองคนยืนคุมเชิงอยู่ที่ปลายสุดของทางเดิน ชายหนุ่มหน้าแผลเป็นอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนแล้วทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
เขาร้องขอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “คุณอ้าย เธออาการหนักขนาดนี้แล้ว ได้โปรดเมตตาปล่อยเธอไปเถอะครับ ผมขอร้องล่ะครับ ได้โปรดเถอะ…”
ซ่งอวี้หน่วนหยุดการกระทำทั้งหมดลง
เธอกลอกตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในใจ นี่คงเป็นหนึ่งในคดีตัวอย่างที่กู้หวยอันเคยให้ข้อมูลเธอกับเธอไว้ คู่หมั้นหนุ่มสาวที่กำลังจะวิวาห์ แต่เพียงเพราะฝ่ายชายไปเข้าตาอ้ายหนี่เข้า ฝ่ายหญิงจึงต้องพบกับชะตากรรมอันโหดร้ายถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาด
ในเอกสารข้อมูล ไม่ได้ระบุชื่อของพวกเขาสองคนเอาไว้…
[จบบท]