บทที่ 472: จะทำยังไงดี
ซ่งอวี้หน่วนหมดความสนใจที่จะยืนดูอีกต่อไป เธอรู้สึกว่าควรจะไปหาอะไรกินเป็นมื้อเช้าได้แล้ว
เธอเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก แล้วหันไปพูดกับอ้ายหนี่ที่ยังอยู่ในสระว่า “คนของเธอยังไม่มีใครเข้ามาจนป่านนี้ รู้ไหมว่าทำไม”
อ้ายหนี่เม้มปากแน่น แม้ในใจจะกรีดร้องด่าทอซ่งอวี้หน่วนด้วยถ้อยคำที่โสมมและหยาบคายที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา แต่เธอก็ต้องฝืนใจเอ่ยถามออกไปตามน้ำ
“ทะ ทำไมเหรอคะ”
ซ่งอวี้หน่วนมุมปากกระตุกยิ้มบางๆ “ก็ลองเดาดูสิ”
พูดจบเธอก็หมุนตัวเดินสับขาออกไปจากห้องอย่างไม่แยแส
อ้ายหนี่โมโหจนใช้มือฟาดลงบนผิวน้ำอย่างแรง หยดน้ำกระเซ็นสาดใส่หน้าเต็มๆ ส่วนแก้มข้างที่โดนซ่งอวี้หน่วนตบก็ยังรู้สึกเจ็บแปลบแสบร้อนไม่หาย ใจหนึ่งเธออยากจะเลิกว่าย แต่ก็กลัวว่าแม่ปีศาจร้ายกาจนั่นจะย้อนกลับมาอีก หากอีกฝ่ายเห็นว่าเธอไม่เชื่อฟัง แล้วจับเธอกดน้ำให้ตายขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไงดี
อ้ายหนี่จึงได้แต่ว่ายน้ำไปกลับในสระต่อไปอย่างจนใจ สายตาจับจ้องไปที่ประตูทางเข้าอย่างมีความหวัง ลึกๆ แล้วเธอยังภาวนาให้มีใครสักคนเข้ามาช่วยเธอได้
ทันทีที่ซ่งอวี้หน่วนเปิดประตูห้องนอนของคุณหนูออกไป เธอก็พบว่าด้านนอกมีคนกลุ่มใหญ่กำลังรุมทุบประตูกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงทุบประตูปึงปังและเสียงโหวกเหวกโวยวายดังกระหึ่มขึ้นมาทันทีที่ประตูแง้มออก ราวกับว่าก่อนหน้านี้มีม่านพลังบางอย่างกางกั้นเอาไว้ แต่ตอนนี้มันได้สลายไปแล้ว
เมื่อครู่นี้เองที่ซ่งอวี้หน่วนเกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา ตอนที่เธอล็อกประตูจากด้านใน เธอลองใช้พลังพิเศษเคลือบเอาไว้ที่ประตู ซึ่งมันก็ได้ผลดีเกินคาด
พอสือเค่อเห็นซ่งอวี้หน่วนเดินออกมา เขาก็ถึงกับตาโตด้วยความตกใจและเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
“คุณหนูใหญ่ของพวกคุณกำลังว่ายน้ำเล่นอยู่น่ะ” ซ่งอวี้หน่วนบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหันไปเตือนสือเค่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด “เจ้าก้อนโต นายอย่าเข้ามาใกล้เกินไปจะดีกว่านะ เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเอาได้”
เจ้าก้อนโต?
สือเค่อทวนคำในใจ ไม่รู้ทำไมซ่งอวี้หน่วนที่พูดจาอ่อนหวานแบบนี้กลับทำให้เขารู้สึกเกรงใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
จากนั้นซ่งอวี้หน่วนก็ชี้ไปที่พ่อบ้านตระกูลอ้าย “อ้อ จริงสิ พ่อบ้าน ฝากไปบอกคุณหนูใหญ่ของพวกคุณด้วยนะว่าอีกเดี๋ยวฉันจะแวะมาเยี่ยมใหม่”
ขณะนั้นเอง คุณนายสามอ้ายที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นก็เดินเข้ามาพอดี เธอมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัยอยู่หลายวินาที ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วแผดเสียงถาม “เธอเข้ามาอยู่ในห้องของลูกสาวฉันได้ยังไง”
ซ่งอวี้หน่วนกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นว่าทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พ่อบ้านส่วนตัวและสือเค่อ ต่างพากันหลบสายตา นี่คงไม่มีใครกล้าเล่าความจริงให้คุณนายสามอ้ายฟังสินะ
“คุณหนูอ้ายเป็นคนเชิญฉันเข้าไปคุยเล่นเองค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบหน้าตาเฉย
“จะเป็นไปได้ยังไง” คุณนายสามอ้ายสวนกลับทันควัน
“แล้วทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะคะ” ซ่งอวี้หน่วนย้อนถามกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน “ถ้าไม่เชื่อก็ลองเข้าไปถามคุณหนูใหญ่ของคุณดูเองสิคะ เอาล่ะ ฉันมีธุระต้องไปแล้ว เดี๋ยวเจอกันค่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนไม่สนใจว่าใครจะคิดหรือมองเธอยังไง เธอเดินตรงไปหาหลินเฉินและหวงหมิงเชี่ยนที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นทางเดิน
เธอพูดกับหวงหมิงเชี่ยนที่ยังคงอยู่ในอาการตื่นตกใจและไม่อยากเชื่อสายตาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “ถ้าพวกคุณอยากจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของอ้ายหนี่ล่ะก็ ตามฉันมากันทั้งสามคนเลย พอฉันจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกคุณค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเอายังไงต่อ”
เธอจะไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว ทางเลือกทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนสองคนนี้ เธออุตส่าห์แสดงให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ถ้าพวกเขายังไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นสู้ เธอก็คงจนปัญญาจะช่วยเหลือ
ริมฝีปากของหลินเฉินขยับเล็กน้อย ภาพที่เห็นตรงลิฟต์เมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวของเขา ตามมาด้วยภาพตอนที่ประตูห้องปิดสนิท และมีทั้งหัวหน้าบอดี้การ์ดอย่างสือเค่อ พ่อบ้านส่วนตัว และคนอื่นๆ อีกกว่าสิบคนรุมทุบประตู แต่ก็ไม่มีใครพังเข้าไปได้ จนกระทั่งซ่งอวี้หน่วนเป็นคนเปิดมันออกมาเอง
ที่สำคัญที่สุดคือ เธอเพิ่งจะกระชากผมของอ้ายหนี่ลากเข้าไปในห้องนั้น แต่กลับเดินออกมาโดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน แถมยังไม่ได้ยินเสียงโวยวายของอ้ายหนี่เล็ดลอดออกมาเลยสักแอะ
หลินเฉินตัดสินใจได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะช้อนอุ้มเด็กน้อยแล้วดึงแขนหวงหมิงเชี่ยนที่ยังคงสับสนงุนงงให้ลุกขึ้นตาม
ซ่งอวี้หน่วนเผยรอยยิ้มออกมา หลินเฉินเป็นคนฉลาดมาก แต่โชคร้ายที่ดันไปต้องตาอ้ายหนี่เข้า ว่ากันว่าเขาเป็นถึงนักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยฮ่องกง ส่วนหวงหมิงเชี่ยนก็เรียนอยู่ที่เดียวกัน ช่างเป็นสามชีวิตที่น่าสงสาร เด็กน้อยเองก็คงจะตกใจกลัวมากจนพูดจาไม่เป็นความแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนจึงพาทั้งสามคนไปหาพ่อบ้านหู ที่ชั้นของเธอยังมีห้องพักสำหรับแม่บ้านว่างอยู่พอดี เธอจึงให้ทั้งสามคนเข้าไปพักที่นั่นก่อนชั่วคราว
แม้พ่อบ้านหูจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ แต่เขาก็ยังทำตามที่ซ่งอวี้หน่วนบอกแต่โดยดี เขาสั่งให้คนมาเปิดห้องให้ทั้งสามคนเข้าไปพัก พร้อมทั้งนำอาหารและเสื้อผ้าสะอาดมาให้ด้วยความเอาใจใส่
หลังจากซ่งอวี้หน่วนเดินจากไปแล้ว หลินเฉินถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หวงหมิงเชี่ยนยังคงไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเขาจะรอดพ้นออกมาได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ เธอนึกย้อนไปถึงท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าก้าวออกมาของพ่อบ้านและสือเค่อเมื่อครู่แล้วก็อดสงสัยไม่ได้
เด็กสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนคนนั้นเป็นใครกันแน่ แล้วหลังจากที่เธอลากอ้ายหนี่เข้าไปในห้อง สองคนนั้นไปทำอะไรกัน
“พี่อาเฉินคะ” หวงหมิงเชี่ยนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “พวกเราหนีออกมาแบบนี้ แล้วถ้าผู้หญิงคนนั้นจะไปแก้แค้นน้องสาวคนนั้นล่ะคะ”
หากการกระทำของพวกเขาเป็นต้นเหตุให้เด็กสาวคนนั้นต้องเดือดร้อน เธอก็คงจะรู้สึกแย่ไปตลอดชีวิต ตั้งแต่ที่ครอบครัวของเธอล้มละลาย ใครๆ ก็มองพวกเขาเหมือนตัวเชื้อโรคที่ต้องรีบหนีให้ห่าง มีคนใจดีอยู่ไม่กี่คนที่พยายามช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยพวกเขาอีกเลย เธอไม่อยากลากเด็กสาวที่งดงามคนนั้นให้ต้องมาตกต่ำไปด้วย
หลินเฉินนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “การที่เธอสามารถติดตามคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมมาถึงฮ่องกงได้ ก็พิสูจน์แล้วว่าพื้นเพทางบ้านของเธอต้องไม่ธรรมดา แม้จะดูอายุน้อย แต่ทั้งคำพูดและการวางตัวกลับดูฉลาดเฉลียวเกินวัย ถ้าไม่มีอำนาจบารมีหนุนหลัง เธอคงไม่กล้าเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้หรอก”
เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปลูบผมของหวงหมิงเชี่ยนอย่างอ่อนโยน “อย่างมากก็แค่ตาย ถ้าเราเป็นต้นเหตุให้เธอต้องเดือดร้อนจริงๆ พวกเราทั้งสามคนก็คงต้องยอมตายเพื่อเป็นการไถ่โทษ”
ขณะนั้นเอง ดวงตาของเด็กน้อยจับจ้องไปยังอาหารมากมายบนโต๊ะ น้ำลายไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาเอานิ้วเข้าปากแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
หวงหมิงเชี่ยนรีบวางช้อนคันเล็กใส่มือของน้องชาย แล้วตักอาหารที่เขาชอบที่สุดใส่จานให้ เด็กน้อยคงหิวมากแล้ว และไม่ได้กินของอร่อยๆ แบบนี้มานานมากแล้ว เขาจึงรีบตักอาหารเข้าปากอย่างมีความสุข
หวงหมิงเชี่ยนพูดพลางอดกลั้นความเจ็บปวดที่จุกแน่นในอก “พี่เฉินคะ บางทีฉันอาจจะไม่มีวันได้แก้แค้นให้พ่อกับแม่แล้ว”
หลินเฉินเจ็บปวดยิ่งกว่าเธอ หัวใจของเขาในตอนนี้มันพรุนไปหมดแล้ว ที่เขายังทนมีชีวิตอยู่ก็เพราะเสี่ยวเชี่ยนกับน้องชายยังอยู่เคียงข้าง เขาจึงต้องมีชีวิตต่อไปให้ได้
“ขอโทษนะ ทั้งหมดเป็นความผิดของพี่เอง” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเจ็บปวดรวดร้าว
หวงหมิงเชี่ยนไม่ได้ตอบอะไร ก่อนที่พี่เฉินจะทำลายใบหน้าของตัวเอง เธอเคยเกลียดผู้หญิงใจร้ายคนนั้นพอๆ กับที่เกลียดเขา เธอคิดมาตลอดว่าความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่เธอเจอล้วนมีต้นเหตุมาจากเขา
เธอเคยใช้ถ้อยคำที่หยาบคายและโหดร้ายที่สุดสาปแช่งเขา เคยแม้กระทั่งใช้ไม้เท้าทุบตีเขาจนปางตาย แต่ในภายหลังเธอก็ได้รู้ว่า... พี่เฉินของเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลย โลกใบนี้ต่างหากที่ผิดพลาด
เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมคนชั่วร้ายพรรค์นั้นถึงได้มีทั้งเงินทองและอำนาจ แถมยังใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายที่สุด ในขณะที่คนจิตใจดีอย่างพวกเขากลับต้องมาลงเอยอย่างน่าอนาถ
เธอไม่เข้าใจเลย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ขณะเดียวกันนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ใช้วิธีนั่งคร่อมบนราวบันไดแล้วไถลตัวลงไปชั้นล่างด้วยความเร็วสูงสุด
เซี่ยซินตงถึงกับกุมขมับ เขาชี้หน้าหลานสาวแล้วพูดขึ้น “ฟังนะ ตั้งแต่นี้ต่อไป เธอกับหมิงเซิ่งต้องอยู่ติดกับน้า ห้ามไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เกรงว่าคงจะไม่ได้หรอกค่ะ”
เซี่ยซินตงรู้สึกว่าอีกไม่นานผมของเขาคงจะร่วงหมดศีรษะเป็นแน่ หลานทั้งสามคนของเขานี่มัน... ช่างน่าปวดหัวเสียจริง
[จบบท]