บทที่ 476: ก่อเรื่องมันสะใจกว่าเยอะ
จงต้าเฉียวกับอ้ายหนี่กำลังยืนสนทนากันอยู่ตรงหน้า แม้จะพยายามรักษาระยะห่างเอาไว้ตามมารยาท แต่ก็ยังอยู่ในระยะที่ใกล้พอสมควร
ซ่งอวี้หน่วนค่อยๆ ล้วงหยิบลูกเหล็กกลมก้อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือหนังแท้สีส้มสดใสที่เธอทำขึ้นเองอย่างเงียบเชียบ ภายในกระเป๋าใบเล็กที่ดูงดงามนั้น นอกจากจะมีทั้งลูกดินเหนียว ลูกเหล็ก และหนังสติ๊กแล้ว ยังซ่อนปืนพกเอาไว้อีกหนึ่งกระบอกด้วย
เธออาศัยจังหวะที่สายตาทุกคู่ รวมทั้งของจงต้าเฉียวและเซวียเหม่ยโหรวกำลังจับจ้องไปยังอ้ายหนี่เป็นตาเดียว แล้วจึงโน้มตัวไปกระซิบข้างหูจงเส้าชิง
"อีก 5 วินาที นายพุ่งเข้าไปถีบจงต้าเฉียวกับเซวียเหม่ยโหรวให้กระเด็นไปคนละทาง เริ่มนับได้เลย"
จงเส้าชิงรู้ทันทีว่าเสี่ยวหน่วนกำลังจะเปิดฉากสร้างความวุ่นวาย เขารู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่ได้พิสมัยการเข้าร่วมงานเลี้ยงจอมปลอมพวกนี้เลยสักนิด
ก็การหาเรื่องให้ชาวบ้านมันสะใจกว่าตั้งเยอะนี่นา จริงไหม?
ซ่งอวี้หน่วนดีดลูกเหล็กในมือออกไปอย่างไร้ร่องรอย พอครบ 5 วินาทีพอดิบพอดี จงเส้าชิงก็พุ่งปราดเข้าไปใช้เท้าถีบร่างของจงต้าเฉียวและเซวียเหม่ยโหรวจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ขณะเดียวกันซ่งอวี้หน่วนก็กระชากแขนของอ้ายหนี่เข้ามาหาตัวอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันที่ทั้งสามคนจะทันได้ตั้งตัว เสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหวก็ดังลั่นขึ้นจากเบื้องบน
โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดมหึมาที่แขวนประดับอยู่กลางห้องโถงพลันร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของแขกเหรื่อในงาน มันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ แต่โชคยังดีที่พื้นเบื้องล่างปูด้วยพรมขนสัตว์อย่างหนา เศษแก้วจึงไม่ได้กระเด็นไปไกลนัก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในห้องจัดเลี้ยงจนพูดอะไรไม่ออก ชั่วอึดใจต่อมา เสียงกรีดร้องจากคนเกือบทั้งงานก็ดังประสานกันขึ้นราวกับนัดหมาย
อ้ายหนี่ซึ่งถูกซ่งอวี้หน่วนดึงตัวมามีใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เธอยกมือกุมหน้าอก รู้สึกได้ถึงอาการโรคหัวใจที่สงบมานานจู่ๆ ก็กำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องของเธอจึงดังแหลมเสียดแก้วหูยิ่งกว่าใครทั้งหมด
จงเส้าชิงนึกเสียดายอยู่ลึกๆ แต่เขาก็รู้ดีว่าเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาตายของจงต้าเฉียว หากพ่อของเขาเป็นอะไรไปในตอนนี้ มรดกทั้งหมดจะตกไปอยู่ในมือของจงเทียนซื่อ ซึ่งการจะทวงสมบัติคืนจากคนคนนั้นดูท่าจะยากเย็นกว่าการชิงมาจากจงต้าเฉียวหลายเท่านัก
เมื่อผู้คนเริ่มได้สติ ความหวาดผวาก็เข้าครอบงำ หลายคนแหงนหน้ามองเพดานด้วยความไม่ไว้วางใจ ไม่มีใครสนใจไยดีสามีภรรยาจงต้าเฉียวที่ยังนอนกองอยู่บนพื้นเลยสักคน บางคนเริ่มวิ่งหนีตายออกจากห้องโถง บางคนก็ตะโกนโหวกเหวกอย่างไร้ทิศทาง จากงานเลี้ยงที่เคยหรูหรากลับกลายเป็นความโกลาหลในพริบตา
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา "สวรรค์ นี่มันอะไรกัน หรือว่าวิญญาณของคุณไห่หมิงจูทนเห็นลูกชายถูกจงต้าเฉียวต่อว่าไม่ไหว เลยแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาสั่งสอน"
แน่นอนว่าเป็นเสียงที่ซ่งอวี้หน่วนดัดขึ้นมาเอง
และเมื่อมีคนเปิดประเด็น จงเส้าชิงก็ไม่รอช้าที่จะรับลูกต่อ เขาทรุดตัวลงกับพื้นแล้วร่ำไห้อย่างน่าเวทนา "แม่...นั่นใช่แม่หรือเปล่าครับ แม่กลับมาหาผมแล้วใช่ไหม...ผมคิดถึงแม่เหลือเกิน ฮือ..."
คำพูดของเขายิ่งโหมกระพือความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ให้ลุกลาม แขกคนหนึ่งถึงกับหน้าถอดสี "เรื่องจริงเหรอเนี่ย คุณหนูใหญ่ไห่ พวกเราแค่มาดื่มฉลองเท่านั้นนะคะ ถ้าคุณไม่พอใจ ดิฉันกลับเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน" มีเสียงคนค้านขึ้นมา
"ถ้าเหลวไหล แล้วทำไมจู่ๆ จงต้าเฉียวถึงล้มลงพร้อมกับที่โคมไฟตกลงมาพอดีล่ะ"
"นั่นสิ น่ากลัวจะตายไป ถ้าข้างล่างมีคนยืนอยู่เยอะกว่านี้ ป่านนี้คงโดนทับแบนเป็นกล้วยทับไปแล้ว"
"เออใช่ เมื่อกี้นี้ฉันเห็นกับตาเลยนะว่าเป็นนายน้อยรองจงนั่นแหละที่ผลักพ่อกับแม่เลี้ยงตัวเองหลบไป ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงกลายเป็นศพไปแล้วจริงๆ"
"คุณหนูอ้ายหนี่ก็เหมือนกัน ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ถ้าหลบไม่ทันต่อให้ไม่ตายก็คงเจ็บหนัก"
บทสนทนาเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความหวาดผวาให้กับทุกคน จนไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ดีอีกต่อไป ทุกคนต่างสูญสิ้นมาดคุณหญิงคุณชายที่เคยยืนจิบไวน์ฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ไปโดยสิ้นเชิง หลายคนจึงเริ่มทยอยขอตัวกลับบ้านทันที
อ้ายหนี่ยังคงใช้มือกุมหน้าอก ความหวาดผวาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่เริ่มถาโถมเข้ามาในความรู้สึกของเธออย่างช้าๆ
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เธอหันขวับไปมองซ่งอวี้หน่วนที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับตื่นตกใจกับเหตุการณ์ไม่ต่างจากคนอื่น
เหงื่อเย็นเยียบสายหนึ่งพลันไหลซึมไปทั่วแผ่นหลังของอ้ายหนี่จนรู้สึกได้ ขาของเธอเริ่มสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่
โคมไฟนั่น...เป็นฝีมือของซ่งอวี้หน่วนใช่ไหม? ถ้าเมื่อครู่เธอไม่ดึงฉันออกมา ป่านนี้ฉันคงไม่ตายก็สาหัสสินะ? ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวจริงๆ ทั้งร้ายกาจและน่าสะพรึงกลัวไปพร้อมกัน
อ้ายหนี่จ้องมองซ่งอวี้หน่วนเขม็ง อยากจะหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยปากขอตัว ในใจของเธอกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ขัดแย้งกันผุดขึ้นมา…
เมื่อสักครู่ ซ่งอวี้หน่วนจะเลือกถีบเธอให้ล้มลงไปกองกับพื้นเหมือนที่เคยทำกับสือเค่อก็ย่อมได้ แต่เธอกลับเลือกที่จะดึงแขนฉันเบาๆ แทน
หรือว่า...ถึงเธอจะร้าย แต่ก็ไม่ได้ร้ายกับฉันถึงขนาดนั้น?
หารู้ไม่ว่า ตามนิสัยของซ่งอวี้หน่วนแล้วน่ะหรือจะใจดีดึงเธอ? เตะให้ล้มไปเลยนั่นแหละง่ายกว่า การที่อ้ายหนี่ดูเชื่องเชื่อขึ้นก็เป็นเพราะอำนาจของซ่งอวี้หน่วนที่เหนือกว่าก็เท่านั้น แต่เหตุผลที่แท้จริงที่เธอไม่เลือกที่จะเตะ ก็เพราะวันนี้อ้ายหนี่สวมกระโปรงบานฟูฟ่องความยาวแค่ระดับเข่า หากถูกถีบล้มลงคงได้หวอออกกลางงาน และในงานก็มีผู้ชายตั้งมากมาย ซ่งอวี้หน่วนไม่มีทางเปิดโอกาสให้พวกนั้นได้กำไรทางสายตาหรอก
ก็แหม...เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กสาวที่จิตใจดีที่สุดในโลกนี่นา
ดังนั้น การดึงจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า แต่การกระทำเพียงเล็กน้อยนี้กลับทำให้อ้ายหนี่เก็บไปคิดฟุ้งซ่านไปไกล
ขณะที่อ้ายหนี่ยังจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ซ่งอวี้หน่วนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย "คุณหนูอ้ายหนี่ คุณกุมหน้าอกแบบนั้น โรคหัวใจกำเริบรึไงะ? ไหนว่าเพิ่งผ่าตัดมา ตกใจแรงขนาดนี้จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอ? ฉันว่าคุณรีบไปให้หมอตรวจที่โรงพยาบาลดีกว่า"
อ้ายหนี่รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ในที่สุดนางปีศาจก็ยอมปล่อยเธอไปเสียที
เธอหันไปจ้องหน้าจงต้าเฉียวที่ยังคงยืนงงอยู่ แล้วตวาดแหว "ฉันอุตส่าห์ให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงของตระกูลจง แต่ดูสิ่งที่ประธานกรรมการจงทำสิคะ! นี่คุณจงใจจะเล่นงานฉันใช่ไหม! หรืออยากจะประกาศตัวเป็นศัตรูกับตระกูลอ้ายของฉัน! ได้เลยค่ะ เรื่องนี้ฉันจะกลับไปเรียนท่านปู่ให้ทราบ!"
พูดจบเธอก็จับชายกระโปรงแล้วเดินกระทืบเท้าปึงปังออกไปจากงานทันที
พ่อบ้านของตระกูลอ้ายกับสือเค่อซึ่งยังขวัญหนีดีฝ่อรีบเดินตามไป แต่ก่อนจะไป พ่อบ้านอ้ายยังหันกลับมาพูดกับจงต้าเฉียวด้วยใบหน้าขาวซีดและน้ำเสียงที่แข็งกร้าว "ประธานจง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณจัดงานเลี้ยง ทำไมถึงเกิดความผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้ได้? เรื่องนี้คุณต้องให้คำอธิบายกับตระกูลอ้ายของเราด้วย"
แล้วทั้งสองก็รีบเดินตามคุณหนูของตนออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้จงต้าเฉียวหรือเซวียเหม่ยโหรวได้อธิบายอะไรทั้งสิ้น
ซึ่งอันที่จริง พวกเขาก็ไม่มีเวลาจะอธิบายอะไรอยู่แล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วและกะทันหันเกินไป แถมยังพัวพันกับเรื่องวิญญาณของคุณหนูใหญ่ไห่และศักดิ์ศรีของคุณหนูอ้ายหนี่อีก เรื่องมันจึงทั้งแปลกประหลาดและซับซ้อนเกินกว่าจะหาคำตอบได้ในตอนนี้
แขกในงานต่างพากันซุบซิบไปต่างๆ นานา บางคนก็คิดว่าจงต้าเฉียวคงไปขัดใจอะไรคุณหนูอ้ายหนี่เข้า เลยไม่อยากเอาตัวเข้าไปยุ่งกับน้ำขุ่นๆ บางคนก็ถือว่าโคมไฟร่วงเป็นลางร้าย จึงรีบฉวยโอกาสนี้ขอตัวกลับไปก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปกว่านี้
ไม่นานนัก ทีมช่างซ่อมบำรุงของคฤหาสน์พร้อมด้วยบอดี้การ์ดและพ่อบ้านก็รีบเข้ามาเก็บกวาดซากโคมไฟระย้า พวกเขาทำงานกันอย่างรวดเร็วจนพื้นที่กลับมาสะอาดสะอ้านเหมือนเดิมในเวลาไม่นาน แต่ถึงตอนนั้น แขกเหรื่อก็ทยอยกลับกันไปเกือบหมดแล้ว
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาตบไหล่จงต้าเฉียวเบาๆ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม "เมื่อกี้นี้ผมเห็นกับตาเลยนะ ตอนที่โคมไฟกำลังจะร่วงลงมา ลูกชายคนเล็กของคุณนั่นแหละที่ถีบพวกคุณสองคนกระเด็นออกไป"
เขาพูดต่อ "ถ้าเขาไม่ทำแบบนั้นป่านนี้พวกคุณคงโดนทับเละเป็นโจ๊กไปแล้ว ในยามคับขันแบบนี้ สายเลือดย่อมข้นกว่าน้ำจริงๆ แถมเส้าชิงยังไหวตัวเร็วมาก ยอดเยี่ยมจริงๆ ลูกชายคนนี้ไม่ได้เลี้ยงมาเสียเปล่าเลยนะ ในยามคับขันก็ช่วยชีวิตคุณไว้ได้"
[จบบท]