บทที่ 478: สงบเสงี่ยมเจียมตัวหน่อย
ร่างของเซวียเหม่ยโหรวสั่นสะท้านไปทั้งตัว ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองซ่งอวี้หน่วนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ริมฝีปากของเธอสั่นระริก พยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่คำเดียว แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นจนรู้สึกหนาวเยือก เธอถึงกับยืนไม่มั่นคงจนเกือบจะล้มลง
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งถามด้วยความเป็นห่วง “คุณนายจงดูไม่ค่อยสบายนะคะ หาที่นั่งพักสักหน่อยดีไหมคะ”
เซวียเหม่ยโหรวแยกไม่ออกเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือเป็นเพียงฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัว
“ถ้าคุณยังไม่แน่ใจตัวเอง” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยต่อ “ฉันว่าให้คุณจงต้าเฉียวกับเทียนซื่อไปตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกกันดีกว่า ที่ฮ่องกงทำเรื่องแบบนี้ได้รวดเร็วแล้วก็แม่นยำมาก หรือถ้าอยากไปต่างประเทศ พวกคุณก็คงมีช่องทางอยู่แล้วนี่คะ”
คำพูดนั้นทำให้เซวียเหม่ยโหรวได้สติกลับคืนมา เธออยากจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ก็กลัวว่าเด็กสาวตรงหน้าจะตะโกนความจริงทั้งหมดออกมาให้คนอื่นได้ยิน โดยเฉพาะจงต้าเฉียวที่ยืนมองมาทางนี้จากมุมที่ไม่ไกลนัก
แล้วทำไมเด็กนี่ถึงรู้จักชื่อเฉินโหย่วไฉ มันเป็นไปได้อย่างไรกัน น่ากลัวเกินไปแล้ว
เธอไม่มีวันยอมให้มีการตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกเด็ดขาด ถ้าทำแบบนั้น ชีวิตที่เธอสร้างมาทั้งหมดคงพังทลายลงไม่มีชิ้นดี
“เธอ...เธอต้องการอะไรกันแน่” เซวียเหม่ยโหรวเค้นเสียงถามอย่างยากลำบาก
ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่เปิดโปงเรื่องนี้ทันที ก็แสดงว่ายังไม่คิดจะบอกจงต้าเฉียว ไม่อย่างนั้นคงไม่เสียเวลาลากเธอมาคุยกันตามลำพังแบบนี้
ซ่งอวี้หน่วนแค่นเสียงหัวเราะ “ก็แค่ต้องการให้คุณสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นมาหน่อย เลิกพูดจาเหน็บแนมกระทบกระเทียบคนอื่นเสียที คุณคิดว่าคุณหนูใหญ่ไห่จะเป็นคนใจแคบปากร้ายเหมือนคุณหรือไงคะ”
“ผู้หญิงที่อ่อนโยนจิตใจดีอย่างเธอ ถ้ารู้ว่าฉันเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายของเธอไว้ มีแต่จะซาบซึ้งใจ ไม่ใช่มาคอยจับผิดจู้จี้จุกจิกแบบนี้หรอกค่ะ”
“อีกอย่าง ผู้หญิงที่เพียบพร้อมอย่างฉันน่ะ บนโลกนี้หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะคะ อย่าว่าแต่ฉันกับจงเส้าชิงเป็นแค่เพื่อนกันเลย ต่อให้เราคบกันจริงๆ ก็ถือว่าเขาโชคดีมากแล้วที่ได้ฉันเป็นแฟน”
ซ่งอวี้หน่วนยื่นนิ้วชี้ไปจิ้มที่หน้าผากของเซวียเหม่ยโหรวเบาๆ “จำไว้นะคะ ต่อไปนี้ถ้าจะพูดอะไรที่เกี่ยวกับฉัน ช่วยใช้สมองคิดก่อนพูดด้วย ไม่ใช่คิดอะไรก็พล่ามออกมา”
ใบหน้าของเซวียเหม่ยโหรวซีดเผือด แต่ด้วยความที่เป็นคนมีไหวพริบและจิตใจแข็งแกร่ง เธอจึงตั้งสติได้อย่างรวดเร็วแล้วมองซ่งอวี้หน่วนกลับอย่างพินิจพิเคราะห์
“เธอจะไม่บอกเรื่องนี้กับจงต้าเฉียวใช่ไหม”
“หึๆ” ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะในลำคอ “ประธานจงรวยจะตายไป จงเส้าชิงคนเดียวใช้เงินไม่หมดอยู่แล้ว แบ่งให้เทียนซื่อบ้างจะเป็นไรไปคะ”
“อีกอย่าง การที่เขาอุตส่าห์ช่วยคนอื่นเลี้ยงลูกจนโต แถมยังผลักไสลูกชายแท้ๆ ของตัวเองจนเสียสติกลายเป็นคนบ้าเนี่ย คุณว่ามันเป็นเรื่องตลกที่น่าดูชมขนาดไหนกันล่ะ”
เซวียเหม่ยโหรวกำหมัดแน่น จ้องซ่งอวี้หน่วนเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ อยากจะกระโจนเข้าไปบีบคอให้ตายคามือ ทำไมบนโลกนี้ถึงมีคนน่ารังเกียจแบบนี้อยู่ได้
“มองฉันแบบนี้ไปก็เท่านั้นแหละค่ะ แค่คุณทำตัวให้น่ารัก หุบปากของคุณซะ แล้วอย่าลากฉันเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณอีก ฉันสัญญาว่าจะไม่พูดอะไรแน่นอน จะช่วยคุณเก็บความลับนี้ไว้จนกว่าคุณจงต้าเฉียวจะนอนรอวันสิ้นลมหายใจเลย”
สมองของเซวียเหม่ยโหรวปั่นป่วนไปหมด สับสนระหว่างความจริงกับความฝัน เธออยากจะหาที่เงียบๆ เพื่อทบทวนเรื่องราวทั้งหมด
“เธอจะไม่พูดจริงๆ ใช่ไหม”
“ถ้าคุณทำตัวดีๆ ฉันก็รับประกันว่าจะไม่พูด”
เซวียเหม่ยโหรวกัดฟันกรอด “ก็ได้ ฉันตกลง แต่เธอต้องสาบานให้ฉันก่อน”
สีหน้าของซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนเป็นเย็นชา “คุณนี่หน้าไม่อายเลยนะคะ ทำไมฉันต้องสาบานเพื่อคุณด้วย คุณมีค่าพอขนาดนั้นเลยเหรอ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เรื่องของคุณ”
พูดจบซ่งอวี้หน่วนก็หมุนตัวจะเดินจากไปทันที เซวียเหม่ยโหรวตกใจจนหน้าถอดสี รีบคว้าแขนของเธอเอาไว้แน่น
“ก็ได้ๆ ฉันตกลง”
“ทีนี้คุณคงรู้แล้วสินะคะว่าต้องทำยังไงต่อ” ซ่งอวี้หน่วนถามเรียบๆ
“อะไร...ทำอะไรเหรอ”
“ของทุกชิ้นที่เป็นของคุณหนูใหญ่ไห่ คุณต้องเอาออกมาให้ครบ”
ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะชี้ขึ้นไปด้านบนแล้วพูดด้วยความจริงใจ “เงยหน้าขึ้นไปก็เห็นฟ้าเห็นดินนะคะ ของที่คุณมีอยู่หลายชิ้นก็เป็นของคุณหนูใหญ่ไห่ โคมไฟระย้านั่นเป็นแค่คำเตือน ถ้าคุณไม่ยอมคืนของให้คุณชายรอง จุดจบของคุณก็คงอีกไม่ไกลหรอกค่ะ เรื่องบางเรื่องไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ แต่ถ้าคุณดึงดันจะไม่เชื่อ ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้”
ว่าจบเธอก็หมุนตัวเดินกลับไปหาจงเส้าชิง ปล่อยให้เซวียเหม่ยโหรวยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
หัวใจของเซวียเหม่ยโหรวกระหน่ำรัวรุนแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมอยู่รอมร่อ แต่ก็กัดฟันข่มความรู้สึกที่ปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ในใจเอาไว้ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วฝืนยิ้มเดินตามไป ทว่าหัวใจกลับเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
ในเมื่อซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องนี้แล้ว ไอ้เด็กนอกคอกนั่นจะรู้ด้วยหรือเปล่า แล้วเธอควรจะทำอย่างไรดี
จะต้อง...ปิดปากงั้นเหรอ ฆ่าทั้งซ่งอวี้หน่วนและจงเส้าชิงทิ้งซะดีไหม แต่ความคิดนั้นก็ถูกปัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะถ้ามันทำได้ง่ายขนาดนั้น คนอย่างซ่างกวนเหิงกับจงต้าเฉียวคงลงมือไปนานแล้ว
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น
จงเส้าชิงรู้รหัสตู้เซฟของไห่หมิงจูแม่ของเขาอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีระบบสแกนลายนิ้วมือที่ทันสมัย เขาจึงเปิดมันออกได้อย่างง่ายดาย
ภายในตู้เซฟนั้นบรรจุของมีค่ามากมาย ทั้งชุดเครื่องประดับหยกที่ประเมินค่าไม่ได้ ทองคำแท่งบริสุทธิ์ 30 แท่ง สร้อยคอประดับอัญมณีล้ำค่า และแหวนเพชรอีกสองวง
พอเห็นแหวนเพชร สีหน้าของจงต้าเฉียวก็เปลี่ยนเป็นทะมึนด้วยความโกรธ ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาฉายชัด ตอนนั้นไห่หมิงจูบอกว่าเธอซื้อแหวนเพชรมาจากต่างประเทศ เป็นงานฝีมือชั้นเลิศประดับเพชรเม็ดโต สำหรับเธอวงหนึ่งและเขาอีกวงหนึ่ง
แต่พ่อของเธอกลับไม่เห็นด้วยและยืนกรานให้เขาหาเงินซื้อด้วยตัวเอง เขาเข้าใจมาตลอดว่าของพวกนั้นไม่อยู่แล้ว ที่แท้มันก็ถูกเก็บไว้ในบ้านหลังนี้มาโดยตลอด
ดวงตาของจงต้าเฉียวลุกวาวด้วยความโลภ เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่ก็ถูกจงเส้าชิงฟาดเข้าที่หลังมืออย่างแรง
จงต้าเฉียวร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดและจำต้องชักมือกลับ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองลูกชายด้วยความเคียดแค้น นี่คงกำลังโทษแม่ของเขาอยู่สินะที่ไม่ยอมยกสมบัติพวกนี้ให้
“ของทุกอย่างก็อยากจะได้ไปหมด นี่เป็นของที่แม่ผมทิ้งไว้ให้ภรรยาในอนาคตของผม คุณยังกล้าเอื้อมมือมาอีกเหรอ ไม่อายบ้างหรือไง” จงเส้าชิงเอ่ยเยาะ
จงต้าเฉียวกำลังจะอาละวาด แต่พลันเห็นเซวียเหม่ยโหรวอุ้มหีบไม้ใบใหญ่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าฝืนทน เธอข่มความเจ็บใจพูดกับจงเส้าชิงว่า “เส้าชิง นี่คือของของแม่เธอ ตอนนี้ป้าคืนให้เธอครบทุกชิ้นแล้วนะ”
จงเส้าชิงเปิดหีบออกดูเงียบๆ
จงต้าเฉียวตกใจจนนิ่งงัน นี่มันต้องเป็นของปลอมแน่ๆ ไม่อย่างนั้นภรรยาสุดที่รักของเขาจะยอมคืนของพวกนี้ให้ง่ายๆ ได้อย่างไร
ซ่งอวี้หน่วนกระแอมเบาๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณ
เซวียเหม่ยโหรวรีบเข้าไปดึงแขนจงต้าเฉียวไปคุยที่มุมหนึ่ง เธอคงกระซิบอะไรบางอย่างกับเขาสักพัก แม้สีหน้าของจงต้าเฉียวจะยังคงบูดบึ้ง แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาขัดขวางอีก
จงเส้าชิงอุ้มหีบไม้เดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลจงไป
ที่หน้าประตู เซวียเหม่ยโหรวฝืนยิ้มกว้างแล้วพูดกับซ่งอวี้หน่วนอย่างเป็นมิตร “หนูอยากไปเที่ยวที่ไหน บอกป้าได้เลยนะ เดี๋ยวจะพาไปเที่ยวเอง”
จงเส้าชิงไม่รู้ว่าเสี่ยวหน่วนไปพูดอะไรกับผู้หญิงใจร้ายคนนี้ แต่ในเมื่อเธอไม่บอก เขาก็ไม่คิดจะถาม อย่างไรก็ตาม เสี่ยวหน่วนได้ขยิบตาให้เขาเป็นนัยๆ
เขาก็เข้าใจความหมายได้ทันที ใช่...เมื่อครู่ในงานเลี้ยงเขาก็ประกาศไปแล้วว่าอาการป่วยของเขายังไม่หายดี ยังต้องใช้เวลาในการรักษาและฟื้นฟูอีกนาน เพราะฉะนั้นตอนนี้ เขายังคงเป็นแค่ ‘คนบ้า’ ในสายตาของทุกคน
ขณะเดียวกันนั้น ที่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลจง มีรถคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกล ที่หน้ารถมีชายสามคนยืนอยู่ คือเซี่ยซินตง ผู้เฒ่ากู้ และเซี่ยโป๋เหวิน
พวกเขาเป็นห่วงซ่งอวี้หน่วนจึงมารอ แต่กลับพบว่างานเลี้ยงเพิ่งเริ่มได้ไม่นานก็เลิกเสียแล้ว แขกส่วนใหญ่ขับรถออกมา ผ่านหน้าพวกเขาไปพลางพูดคุยกัน แม้จะได้ยินเพียงเศษเสี้ยวของบทสนทนา
แต่เมื่อนำมาปะติดปะต่อกันก็พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด พวกเขายิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความรู้สึกนั้นไว้เงียบๆ
[จบบท]