บทที่ 481: ได้คืบเอาศอก
สายตาของคุณนายสามอ้ายจับจ้องอยู่ที่ซ่งอวี้หน่วนไม่วางตา แต่หญิงสาวกลับเพียงส่งยิ้มมุมปากให้ ดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์อย่างไม่ทุกข์ร้อน
แน่นอนว่าคุณนายสามอ้ายรู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนคนนี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา แต่ในเมื่ออีกฝ่ายกล้ามารังแกลูกสาวของเธอ เธอก็ต้องสั่งสอนให้หลาบจำ ไม่ถึงกับต้องเอาชีวิต แต่ก็ต้องทำลายชีวิตที่เหลืออยู่ของมันซะ เพื่อให้มันได้รู้สำนึกว่าต่อให้เก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคนหนุนหลังก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่พร้อมจะถูกขยี้ได้ทุกเมื่อ
เมื่อกลับเข้าไปในห้องนอนของลูกสาวแล้วเล่าแผนการให้ฟัง อ้ายหนี่ถึงกับเบิกตากว้างโพลง เธอรีบคว้าแขนแม่ไว้แล้วร้องห้ามเสียงหลง
“มามี้คะ อย่าเด็ดขาดนะคะ! เราไปยุ่งกับเธอไม่ได้นะคะ ห้ามเด็ดขาดเลย!”
คุณนายสามอ้ายขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ไหนลูกบอกว่าเกลียดมันเข้ากระดูกดำไม่ใช่เหรอ แม่ไม่ได้จะฆ่าแกงอะไรมันซะหน่อย แค่จะสั่งสอนให้มันรู้สำนึกนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง”
“ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้เด็ดขาด!” อ้ายหนี่ลุกพรวดขึ้นมาตะโกนลั่นห้อง “มามี้รีบไปยกเลิกคำสั่งเดี๋ยวนี้เลยนะคะ ซ่งอวี้หน่วนคนนั้นน่ากลัวจะตายไป เราอย่าไปหาเรื่องเธอเลยจะดีกว่า”
พอเห็นลูกสาวแสดงท่าทีหวาดกลัวออกมาขนาดนั้น คุณนายสามอ้ายก็ยิ่งเดือดดาล
พ่อแม่ที่ไหนเห็นลูกตัวเองโดนข่มขู่จนไม่กล้าแม้แต่จะเอาคืนแล้วจะทนอยู่เฉยได้ ที่สำคัญพวกเธอก็ไม่ได้เป็นฝ่ายผิด กลับเป็นซ่งอวี้หน่วนที่ไม่ยอมจบเรื่องและยังทำตัวกร่างไม่เลิกรา
“ก็ได้ๆ แม่จะไปบอกให้คนของเราหยุดเอง” เธอรับปากส่งๆ ไปอย่างนั้น
แต่พอคล้อยหลังลูกสาว เธอก็ติดต่อชายคนเดิมอีกครั้ง
“ฉันจะเพิ่มเงินให้อีกหนึ่งหมื่น จัดการพาตัวมันไปซะ พาไปให้ไกลที่สุด ไม่ต้องฆ่า แต่ที่เหลือนอกเหนือจากนั้นพวกแกจะทำอะไรก็ตามสบายเลย”
ปลายสายตอบรับด้วยความยินดี งานง่ายๆ แค่ลักพาตัวเด็กผู้หญิงคนเดียวแบบนี้ ต่อให้หลับตาทำก็ยังได้
ซ่งอวี้หน่วนเดินออกจากห้องหรูหราของอ้ายหนี่ เธอถามทางกับพนักงานจนรู้ชั้นที่พักของตัวเอง แต่หญิงสาวไม่ได้กลับเข้าห้อง แต่กลับเดินตรงไปยังห้องพักของแม่บ้าน เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบหลินเฉินและหวงหมิงเชี่ยนนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ข้างใน
“ฉันไปเตือนอ้ายหนี่มาแล้วค่ะ เธอรับปากว่าจะไม่มายุ่งกับพวกคุณอีก” ซ่งอวี้หน่วนเปิดประเด็นขึ้นก่อน แล้วถามต่อ “แล้วพวกคุณสองคนมีแผนจะทำยังไงกันต่อไปคะ”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสริม “แน่นอนว่าพวกคุณคงไม่เชื่อคำพูดของเธอ เพราะฉันเองก็จะออกจากฮ่องกงในอีกไม่ช้า และอาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยก็ได้”
“แต่ฉันขอบอกอะไรไว้อย่างนะคะ ฉันเองก็ไม่เชื่อคำพูดของอ้ายหนี่เหมือนกัน แต่ที่ต่างกันคือ ฉันไม่ได้คิดว่าจะไม่กลับมาที่นี่อีก ตรงกันข้าม ฉันกำลังจะมาเปิดบริษัทสาขาของฟานหัวที่ฮ่องกงนี่แหละค่ะ”
“สำนักงานใหญ่ของเราอยู่ที่ปักกิ่ง ทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออก งานประมูลหยกที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ก็เป็นผลงานของบริษัทเรา ฉันได้ดูประวัติของพวกคุณแล้ว ทั้งสองคนเป็นถึงนักศึกษาหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง น่าเสียดายความสามารถจริงๆ ค่ะ”
หวงหมิงเชี่ยนจ้องมองซ่งอวี้หน่วนเขม็ง เธอรู้ได้ในทันทีว่าคำพูดเหล่านี้มีความหมายแฝงอยู่
หลินเฉินเป็นคนหัวไว เขาวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ตราบใดที่อ้ายหนี่ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ เขากับคนรักก็จะไม่มีวันได้พบกับความสงบสุข แต่จะให้ไปสู้กับเธอตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ข้างกายเธอมีสือเค่อ บอดี้การ์ดฝีมือฉกาจที่ผู้เฒ่าอ้ายส่งมาคอยคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเขาลงมือพลาดพลั้งไป คนที่จะเดือดร้อนก็คือเสี่ยวเชี่ยนกับตงตง
แม้จะอยากอดทนรอวันแก้แค้น แต่ทุกครั้งที่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น ความเกลียดชังและขยะแขยงก็ตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ผู้หญิงที่ทำลายชีวิตเขาจนพังพินาศ ยังจะหวังให้เขายิ้มให้เธออีกอย่างนั้นเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะห่วงเด็กน้อยที่ยังเล็กนัก เขาคงตัดสินใจฆ่าอ้ายหนี่แล้วตายตกไปพร้อมกับคนรักแล้ว
แต่ตอนนี้...ดูเหมือนจะมีเส้นทางใหม่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
“คุณซ่งครับ” หลินเฉินเอ่ยขึ้น “ถ้าคุณไม่รังเกียจ และไม่กลัวว่าจะต้องเดือดร้อนเพราะพวกเรา สองคนผมกับเสี่ยวเชี่ยนก็พร้อมจะทำงานรับใช้คุณทุกอย่างครับ”
หวงหมิงเชี่ยนพยักหน้าทั้งน้ำตา “ใช่ค่ะคุณซ่ง ฉันก็ด้วยค่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนเผยรอยยิ้มที่มุมปาก ดวงตาของเธอทอประกายสดใส “งั้นฉันจะเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทให้ฟัง แล้วภายในบ่ายนี้ พวกคุณช่วยร่างแผนการดำเนินงานของบริษัทสาขาฟานหัวมาให้ฉันดูหน่อย ถ้าแผนของคุณเป็นที่พอใจ พวกคุณทั้งคู่ก็คือพนักงานใหม่ของบริษัท”
“ได้ครับ! พวกเราจะรีบไปทำเดี๋ยวนี้เลย!” หลินเฉินตอบรับอย่างกระตือรือร้น
หลังจากซ่งอวี้หน่วนอธิบายภาพรวมของบริษัทจบ หลินเฉินที่กำปากกาในมือแน่นก็อดถามคำถามที่คาใจออกมาไม่ได้ “ผมกับเสี่ยวเชี่ยนยังอยากจะถามคุณซ่งอยู่ดีครับว่า... ทำไม... ทำไมถึงช่วยพวกเราครับ”
แม้หญิงสาวตรงหน้าจะอายุน้อยกว่า แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเธอ หลินเฉินกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อาจจะเป็นเพราะคุณเลือกที่จะทำลายใบหน้าของตัวเอง ดีกว่าต้องลดตัวลงไปประจบสอพลออ้ายหนี่มั้งคะ”
ใบหน้าของหลินเฉินเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่น่ากลัว เขาจึงต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อปกปิดมันไว้เสมอ
“นั่นเป็นเพราะผมมันไร้ความสามารถ เป็นคนขี้ขลาดตาขาว” หลินเฉินแค่นยิ้มขมขื่น “เมื่อไม่สามารถแก้แค้นได้อย่างที่ใจต้องการ ก็ทำได้แค่หันมาทำร้ายตัวเอง”
“ใช่ค่ะ นิสัยแบบคุณจริงๆ แล้วฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่” ซ่งอวี้หน่วนยอมรับตรงไปตรงมา
“ไม่ว่าเมื่อไหร่ การได้ชำระแค้นอย่างสาสมย่อมดีกว่าเสมอ คนซื่อๆ มัวแต่ยอมให้คนอื่นรังแกมันน่าอึดอัดจะตายไป สู้ตาต่อตาฟันต่อฟันไม่ดีกว่าเหรอคะ สะใจกว่ากันเยอะ”
แววตาของหวงหมิงเชี่ยนทอประกายชื่นชม การได้ใช้ชีวิตแบบนั้นมันจะดีแค่ไหน แต่เธอกลับไม่มีพลังอำนาจพอที่จะทำเช่นนั้นได้
“แต่นั่นมันเป็นความคิดของคนนอกที่มองดูเรื่องสนุก” ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อ “ส่วนฉันไม่ใช่คนนอกค่ะ ฉันกำลังจะเปิดบริษัทและกำลังหาคนมาบริหาร เดิมทีตั้งใจจะขอความช่วยเหลือจากผู้เฒ่หลิ่ว แต่เพราะเรื่องของฉันแท้ๆ พี่เชี่ยนเลยต้องถูกอ้ายหนี่ลากมาหยามกันถึงที่นี่อีก”
หวงหมิงเชี่ยนนิ่งงันไป เด็กสาวที่แม้แต่อ้ายหนี่ยังต้องเกรงกลัว กลับเรียกเธอว่า ‘พี่เชี่ยน’
หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลรินลงมาอาบสองแก้ม
ซ่งอวี้หน่วนยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลลง “คนจำนวนมากพอตัวเองต้องเปียกฝน ก็ทนเห็นคนอื่นกางร่มไม่ได้ แล้วบางครั้งผู้ถูกกระทำก็กลับกลายเป็นผู้กระทำเสียเอง”
“พี่รู้ไหมคะ ตอนที่อ้ายหนี่ข่มขู่พี่ขนาดนั้น แต่พี่ยังอุตส่าห์เรียกฉันว่าน้องสาวแล้วไล่ให้ฉันหนีไป แทนที่จะร้องไห้ฟูมฟายแล้วใช้ศีลธรรมมาบีบคั้นให้ฉันช่วย เรื่องนั้นฉันยังจำได้ดี”
เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยแต่ละคำอย่างชัดเจน “แล้วก็...บางทีอาจจะยังได้แก้แค้นนะคะ”
หวงหมิงเชี่ยนยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้น บางทีวิญญาณของพ่อแม่บนสวรรค์อาจกำลังคุ้มครองเธออยู่ จึงได้ส่งผู้มีพระคุณมาให้เธอในยามที่สิ้นหวังที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนปล่อยให้ทั้งสองคนได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเอง และกำชับให้ตั้งใจทำแผนธุรกิจให้ดีที่สุด โดยให้รวมแผนการจัดการประมูลหยกครั้งนี้เข้าไปด้วย
เพราะการจะหยั่งรากในฮ่องกงได้นั้น ลำพังแค่เงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทั้งอำนาจและเส้นสายด้วย ซึ่งการพึ่งพาแค่ลุงหลิ่วเพียงคนเดียวคงไม่พอเสียแล้ว เมื่อมาถึงที่นี่เธอถึงได้รู้ว่าเขาเองก็กำลังถูกกดดันอย่างหนัก แทบจะเอาตัวเองไม่รอดอยู่แล้ว
ได้ยินว่าอีกสองวันกู้หวยอันก็จะมาถึงฮ่องกงแล้ว คืนนี้เธอน่าจะหาที่ไปเที่ยวเล่นสักหน่อยดีไหมนะ
ความคิดนั้นทำให้กลางดึกคืนนั้น ซ่งอวี้หน่วนแอบย่องออกจากโรงแรมอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังสถานบันเทิงที่ใหญ่และทำกำไรได้มากที่สุดของลิ่วเย่
เธออยู่ในชุดสีดำทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะสวมหน้ากากอนามัย แต่บอดี้การ์ดก็สัมผัสได้ว่าเธอไม่ใช่แขกประจำ แต่แค่ได้สบดวงตาคู่นั้น ก็ต้องยอมรับว่างดงามจนน่าทึ่ง บอดี้การ์ดกลับไม่กล้าทำรุ่มร่าม เพราะรัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวซ่งอวี้หน่วนนั้นทรงพลังจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากล้อเล่น
“มาทำอะไรครับคุณผู้หญิง” เขาเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองบรรยากาศคึกคักในห้องโถงกว้าง “ก็ต้องมาเล่นสิคะ”
“เอ่อ...เล่นอะไรดีครับ”
“อันไหนสนุกก็เล่นอันนั้น” เธอตอบเรียบๆ พร้อมกับชูกระเป๋าถือในมือซึ่งอัดแน่นไปด้วยเงินสดที่นายน้อยรองจงเบิกมาให้ ตอนนี้เขาอ้างว่าป่วยหนักเพราะโดนเธอเล่นงานจน ‘โรคเก่ากำเริบ’ และเก็บตัวรักษาอาการโดยไม่ให้ใครรบกวน แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการเบิกเงินก็ยังพอจัดการได้
เมื่อแขกมาถึงที่ก็ต้องต้อนรับ ซ่งอวี้หน่วนจึงได้เข้าไปนั่งที่โต๊ะพนัน เธอไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร เริ่มเล่นตาแรกก็ลงเงินก้อนใหญ่ทันทีในเกมทายสูงต่ำ ด้วยความเร็วของมือและสายตาที่เฉียบคม ไม่นานโต๊ะพนันในห้องโถงนี้ก็กลายเป็นเวทีของเธอแต่เพียงผู้เดียว
แต่เธอก็ยังได้คืบจะเอาศอก ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ
เรื่องจึงไปถึงหูของผู้จัดการทั่วไปในที่สุด และแล้ว บอดี้การ์ดท่าทางถมึงทึงกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาหา พร้อมกับจะตรงเข้ามารวบตัวซ่งอวี้หน่วนไว้
[จบบท]