บทที่ 493: ลิขิตสวรรค์?
พอแผ่นหลังของกู้หวยอันหายลับไปจากประตู ซ่งอวี้หน่วนก็หันมาหาน้องชายของเธอ
“เราต้องเปลี่ยนปิ่นโตนะหมิงเซิ่ง แต่ปิ่นโตใบเก่าเราก็ต้องเก็บไปด้วย พอมีคนเข้ามา ห้ามพูดอะไรเด็ดขาดเลยนะ รู้ไหมจ๊ะ?”
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน “ครับ ผมจะไม่พูด จริงๆ แล้วเสี่ยวหรูอี้ก็ไม่ค่อยพูดอะไรหรอกครับ มันไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่มันรู้สึกว่าเด็ก 3 คนนั้นมีบุญสัมพันธ์กับพี่สาวอยู่บ้าง มันเลยให้ผมบอกพี่”
หัวใจของซ่งอวี้หน่วนสะท้านไหว
พลังงาน 3 กลุ่มที่กำลังจะสลายไป... แฝดสามของอ้ายยุ่ยเฟิงกับฉางตันอย่างนั้นเหรอ? นี่หมายความว่าพลังของเนื้อเรื่องเดิมมันยังแข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือไงนะ?
แต่เดี๋ยวก่อน นี่มันยุค 80 แล้วไม่ใช่หรือไง บทบาทที่เธอควรจะได้รับมันต้องเป็นการสร้างตัวสร้างฐานะให้ร่ำรวย เพื่อผลักดันการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยโดยเร็วที่สุดไม่ใช่หรือ?
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะระบายอารมณ์กับใครสักคน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปลงที่ใครดี เธอจึงหันไปมองหมิงเซิ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มนุ่มนิ่มของน้องชายเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว
เด็กชายก็ช่างรู้ความ รีบยื่นแก้มอีกข้างให้พี่สาวหยิกอย่างว่าง่าย
เขารู้ว่าพี่สาวกำลังอารมณ์ไม่ดี
“พี่ครับ ผมเพิ่งเรียนท่าเต้นใหม่ๆ มาจากคุณอาจิ่งหลัน พี่อยากดูผมเต้นไหมครับ?” หมิงเซิ่งเอ่ยชวนอย่างเอาใจ
ซ่งอวี้หน่วนคลี่ยิ้มออกมาได้ในที่สุด “เต้นเลยสิ จะได้ช่วยย่อยไง ไม่แน่พอกลับไปอาจจะกินขนมได้อีกหลายชิ้นเลยนะ”
ว่าแล้วหมิงเซิ่งก็เริ่มขยับแข้งขยับขาเต้นรำสไตล์ทุ่งหญ้าสเตปป์ให้พี่สาวดูอย่างจริงจัง ท่าทางของเขาดูคล่องแคล่วทะมัดทะแมงไม่เบาเลย
ซ่งอวี้หน่วนมองภาพนั้นแล้วก็อดใจไม่ไหว เธอรวบตัวน้องชายขึ้นมาอุ้มแล้วหอมแก้มยุ้ยๆ ไปหลายฟอด ดวงตาของเธอทอประกายอ่อนโยนขึ้นมาอีกครั้ง
หมิงเซิ่งเห็นพี่สาวอารมณ์ดีขึ้นก็ถอนหายใจโล่งอก “พี่สาวไม่โกรธแล้วใช่ไหมครับ?”
“หมิงเซิ่งทั้งน่ารักทั้งเชื่อฟังขนาดนี้ พี่จะไปโกรธเราลงได้ยังไง มีแต่จะรักจนไม่รู้จะรักยังไงแล้วต่างหาก” ซ่งอวี้หน่วนยิ้มตาหยี แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน
“แล้วการบ้านที่น้าเล็กสั่งไว้ล่ะ ทำหรือยัง?”
หมิงเซิ่ง “...”
พี่สาวนี่ช่างหาเรื่องมาขัดจังหวะได้เสมอจริงๆ
แต่คำถามนั้นก็ช่วยทำลายบรรยากาศที่อึดอัดในห้องให้จางหายไปได้
เมื่อผู้จัดการโรงแรมรู้ว่าคุณหนูซ่งต้องการขนมเพิ่ม เขาก็ดีใจรีบโทรศัพท์ไปรายงานลิ่วเย่ทันที
ปลายสายตอบกลับมา “ไปถามคุณหนูซ่งดูสิว่าลำบากรึเปล่า ถ้าเธอไม่ว่าอะไร ก็ให้เชฟทำขนมของเราไปที่โรงแรมตระกูลหลิ่วสักสองสามวัน ไอ้คนแซ่หลิ่วนั่นมันไม่ได้เรื่องจริงๆ ขนาดของว่างง่ายๆ ยังทำออกมาไม่ได้เรื่อง”
แน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนปฏิเสธข้อเสนอนี้ นั่นมันเท่ากับไปสร้างศัตรูให้กับคนของเธอชัดๆ พูดกันตามตรง ฝีมือการทำอาหารของโรงแรมตระกูลหลิ่วก็ถือว่าอยู่ในระดับสูงแล้ว อาหารแต่ละอย่างก็รสชาติดีถูกปาก นับว่าพวกเขาใส่ใจดูแลคณะผู้แทนจากทั่วทุกสารทิศเป็นอย่างดี
สุดท้าย ทางโรงแรมจึงจัดเตรียมปิ่นโตขนม 5 ชั้นชุดใหม่มาให้แทน ครั้งนี้หมิงเซิ่งเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวก็เบือนหน้าหนี แสดงว่าไม่มีปัญหาอะไร
ขากลับ กู้หวยอันเป็นคนอุ้มหมิงเซิ่งออกมา ผู้จัดการโรงแรมตั้งใจจะเดินมาส่งด้วยตัวเอง แต่ซ่งอวี้หน่วนก็กล่าวปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล เธอจัดการนำปิ่นโตใบที่มีปัญหาไปเก็บไว้ที่ท้ายรถ ขนมที่อยู่ข้างในนั้นต่อให้เคยน่ากินเพียงใด ตอนนี้ก็ดูไม่น่าแตะต้องอีกต่อไปแล้ว
ก่อนที่ทั้งสองจะลงจากรถที่หน้าโรงแรม กู้หวยอันก็เอ่ยขึ้นว่าเขาได้ติดต่อเพื่อนคนหนึ่งให้มาจัดการเรื่องนี้แล้ว ขอแค่เธอมอบปิ่นโตเจ้าปัญหานั่นให้เขาก็พอ ส่วนเรื่องที่เหลือไม่ต้องเป็นห่วง
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่ได้หวาดกลัวอะไร ส่วนหมิงเซิ่งก็คงลืมเรื่องนี้ไปตั้งนานแล้ว สองพี่น้องไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจนัก เรื่องแบบนี้ ถ้าเชื่อมันก็มีจริง ถ้าไม่เชื่อมันก็ไม่มีอะไร
ทว่าสิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็คือ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องรับแขกบนชั้นสูงสุดของโรงแรม เธอกลับได้พบกับอ้ายยุ่ยเฟิงและฉางตัน สองสามีภรรยาที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ทั้งสองคนซูบผอมไปมาก ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด เหมือนกับคนที่เพิ่งผ่านการเจ็บป่วยครั้งใหญ่มาหมาดๆ ร่างกายดูไม่มีเรี่ยวแรงหรือชีวิตชีวาหลงเหลืออยู่เลย คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่กว่าสภาพจิตใจของพวกเขาจะฟื้นฟูขึ้นมาได้
ไม่ว่าใครก็ตามที่ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ คงยากที่จะทำใจให้สงบได้ในเร็ววัน พวกเขาทั้งสองคงต้องจมอยู่กับความทุกข์ทรมานและเต็มไปด้วยความเกลียดชังต่อครอบครัว 3 คนนั่นจนแทบกระอักเลือด
ผู้เฒ่าอ้ายอาจจะเป็นคนเด็ดขาดและเลือดเย็นเมื่ออยู่กับคนนอก แต่เมื่อเป็นเรื่องของลูกหลานตัวเองแล้ว ท่านคงไม่สามารถทำใจแข็งได้ลงคอเป็นแน่
อีกอย่าง กฎหมายของที่นี่ก็ใช่ว่าจะเข้มงวดอะไรนักหนา ต่อให้จับคนพวกนั้นเข้าคุกไปได้จริง ก็ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีพวกมันอาจจะหาทางหนีออกมาได้อยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ อ้ายยุ่ยเฟิงจึงไม่ได้มุ่งเป้าที่จะลากคอคนเหล่านั้นไปส่งสถานีตำรวจเพียงอย่างเดียว
เขาอธิบายถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ โดยไม่ได้ซักไซ้หรือตั้งคำถามเลยว่าซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างไร เขาเพียงแค่ต้องการมาเพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริง และกล่าวขอโทษที่ไม่ได้มาพบเร็วกว่านี้ เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมา สภาพจิตใจของพวกเขาย่ำแย่เกินกว่าจะมาพบใครได้
ฉางตันที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พยายามควบคุมอารมณ์อย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายน้ำเสียงของเธอก็ยังสั่นเครือจนฟังแทบไม่เป็นคำ “ขอบคุณคุณหนูซ่งมากนะคะ... ถ้าไม่ได้คุณ... ป่านนี้เราสองคนก็ยังคงถูกปิดหูปิดตา ยังคงตามหาพวกเขาไปทั่วทุกสารทิศ ฉัน... ฉัน...”
เธอคงอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ก็จุกอยู่ในอกจนพูดไม่ออก ซึ่งซ่งอวี้หน่วนเองก็พอจะเดาได้
ในห้องรับแขกตอนนี้มีเพียงซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอันที่นั่งอยู่เป็นเพื่อนสองสามีภรรยา ปิ่นโตใส่ขนมที่ไม่มีปัญหาถูกส่งไปที่ห้องของหมิงเซิ่งเรียบร้อยแล้ว ส่วนปิ่นโตเจ้าปัญหานั้น กู้หวยอันได้นำไปเก็บไว้ที่ห้องของเขาเพื่อรอให้เพื่อนเดินทางมาถึงแล้วค่อยจัดการ
กู้หวยอันเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของวงการวิจัยในปัจจุบัน แต่เขาไม่ใช่คนหัวแข็งทื่อมะลื่อ สำหรับเรื่องราวที่วิทยาศาสตร์ยังหาคำอธิบายไม่ได้ เขาก็พร้อมที่จะเปิดใจยอมรับ ดังนั้นเขาจึงนั่งอยู่ข้างๆ ซ่งอวี้หน่วนอย่างเงียบๆ เพื่อเป็นเพื่อนเธอ
อ้ายยุ่ยเฟิงและฉางตันหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังมาด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นของขวัญที่ตั้งใจนำมามอบให้กับซ่งอวี้หน่วน
ฉางตันหยิบกล่องเครื่องประดับล้ำค่าออกมามอบให้ มันเป็นชุดเครื่องประดับที่เข้ากัน สร้อยคอทำจากทองคำบริสุทธิ์ ส่วนจี้ที่ห้อยอยู่เป็นทับทิมเม็ดงามที่ส่องประกายแดงระเรื่อแวววาวจับตา ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ทองคำก็ยังคงเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกงเสมอ
ดังนั้นนอกจากชุดทับทิมนี้แล้ว เธอยังเตรียมชุดเครื่องประดับทองคำล้วนมาให้อีกหนึ่งชุด
ครอบครัวของซ่งอวี้หน่วนทำธุรกิจโรงงานเสื้อผ้า สไตล์การแต่งตัวของเธอจึงนำสมัยและดูดีกว่าสาวๆ ในฮ่องกงด้วยซ้ำ ทั้งสองคนจึงตัดสินใจมอบเครื่องประดับให้เป็นของขวัญ เพราะต่อให้เธอไม่สวมใส่ การเก็บสะสมไว้ก็มีแต่จะเพิ่มมูลค่า ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากใจจริงของพวกเขา
ซ่งอวี้หน่วนมองของขวัญล้ำค่าตรงหน้าแล้วอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นความจริงใจที่ฉายชัดในแววตาของทั้งคู่ เธอก็ทำไม่ลง บางครั้งการปฏิเสธน้ำใจที่อีกฝ่ายตั้งใจมอบให้ ก็อาจเป็นการทำร้ายความรู้สึกกันได้โดยไม่ตั้งใจ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลที่เธอบอกไปนับว่าสำคัญต่อชีวิตของพวกเขาอย่างยิ่ง
บางที... การปรากฏตัวของปิ่นโตใบนั้นอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น หมิงเซิ่งเดินเข้ามาอย่างมีมารยาทและไม่ได้พูดจาอะไรผิดแปลกต่อหน้าแขก แต่กลับส่งสัญญาณเรียกให้ซ่งอวี้หน่วนออกไปคุยกันข้างนอก ปล่อยให้กู้หวยอันทำหน้าที่พูดคุยกับอ้ายยุ่ยเฟิงไปก่อน
ส่วนฉางตันนั้นดูเหมือนสติจะล่องลอยไปอีกครั้ง แต่ลึกๆ ในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไปก่อตัวขึ้น
เมื่อออกมาที่โถงทางเดิน ซ่งอวี้หน่วนจึงก้มตัวลงนั่งยองๆ เพื่อคุยกับน้องชายในระดับสายตาเดียวกัน หมิงเซิ่งรีบกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่เบาที่สุด “เมื่อกี้เสี่ยวหรูอี้แอบบอกผมว่า ถ้าไม่ลำบากเกินไป ให้พี่เอาของ 3 สิ่งเล็กๆ ในปิ่นโตใบนั้นมาที่นี่ด้วย พวกเขามีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวอ้ายครับ”
อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ของพายุฝนฟ้าคะนองในคืนนั้น หรืออาจจะเป็นเพราะลิขิตสวรรค์ ที่ทำให้พวกเขายังคงวนเวียนอยู่ตรงนี้
เสี่ยวหรูอี้บอกว่า ทำไปก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่เป็นไรเช่นกัน แต่ไหนๆ ก็ช่วยแล้ว ก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ในเมื่อทุกอย่างมันประจวบเหมาะขนาดนี้ ก็ยื่นมือเข้าช่วยอีกสักครั้งคงจะดีกว่า
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองน้องชายที่วันนี้ไม่ได้พกกระเป๋าสะพายข้างใบเก่งมาด้วยจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ทันใดนั้นซ่งถิงก็เดินเข้ามาพอดี เธอกำชับหลานสาวสองสามคำก่อนจะอุ้มหมิงเซิ่งกลับเข้าห้องไป
ซ่งอวี้หน่วนยังไม่รู้เลยว่า ‘ผู้มีวิชา’ ที่กู้หวยอันติดต่อมานั้นเป็นใครกันแน่ แถมเรื่องนี้ยังต้องคิดให้รอบคอบอีกครั้งว่าจะหาทางพูดออกไปอย่างไรให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด...
[จบบท]