บทที่ 494: หนทางรอดสุดท้าย
ซ่งอวี้หน่วนก้าวเข้ามาในห้องรับรอง บรรยากาศภายในห้องช่างหนักอึ้งเหลือเกิน
ฉางตันพยายามรวบรวมกำลังใจฝืนยิ้มให้ซ่งอวี้หน่วน ทว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับซุกซ่อนความเกลียดชังและความรวดร้าวที่ยากจะปิดบังเอาไว้ได้มิด สองสามีภรรยาซึ่งอายุมากกว่าซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอัน บัดนี้กลับดูเปราะบางราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
อาจเป็นเพราะคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือซ่งอวี้หน่วน หรืออาจเพราะความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามานั้นมันมากเกินกว่าจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้
อ้ายยุ่ยเฟิงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน “โดยนิสัยแล้วผมไม่ใช่คนที่จมอยู่กับความแค้นนะครับ แต่ครั้งนี้ผมเกลียด ไม่ใช่แค่เกลียดอ้ายจื้อเฟิงที่ใจคอโหดเหี้ยม แต่ผมยังเกลียดไอ้ปรมาจารย์จอมปลอมที่คอยยุยงพวกมันด้วย”
กู้หวยอันไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพราะเสี่ยวหน่วนเคยเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังแล้ว
“ชายคนนั้นชื่อตงเหลียง เป็นศิษย์เอกของหานซาน และยังเป็นน้องชายภรรยาของอ้ายจื้อเฟิงอีกด้วย มันบอกว่าลูกๆ ทั้งสามคนของผมมีวาสนาดี ถ้าแย่งชิงมาได้ก็จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ช่วงนั้นอ้ายจื้อเฟิงติดหนี้ก้อนโตจนไม่กล้าบอกพ่อ ส่วนผมก็อยู่ต่างประเทศ เขาคงเก็บความอิจฉาที่ผมได้ดูแลกิจการของครอบครัวและไม่ยอมให้เขาเข้ามาทำงานในสำนักงานใหญ่มานานแล้ว ดังนั้นในคืนที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเป็นเวลาที่ไอ้สารเลวนั่นอ้างว่าเป็นฤกษ์ดีฟ้าดินเป็นใจ มันวางแผนให้หลานเซ่าเสียหลอกฉางตันออกไปข้างนอก แล้วก็ให้อ้ายหนี่วิ่งไปหาลูกๆ ของผม พอถึงเวลาที่เหมาะสม ก็ให้อ้ายหนี่ออกมา จากนั้นอ้ายจื้อเฟิงที่ซุ่มรออยู่ก็ทำตามที่ตงเหลียงบอก คือทำให้ลูกๆ ของผมหยุดหายใจไปชั่วขณะ พวกมันบอกว่านี่เป็นการหลอกฟ้าดิน เพื่อขโมยวาสนาของเด็กๆ มา”
อ้ายยุ่ยเฟิงเล่ามาถึงตรงนี้ก็จุกในอกจนพูดอะไรไม่ออก
ฉางตันพูดด้วยน้ำเสียงแหบเครือ “ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ เด็กที่เกิดในบ้านเราจะไม่มีวาสนาได้ยังไง ต่อให้เป็นเด็กปัญญาอ่อนก็ยังมีชีวิตสุขสบายได้ไม่ใช่เหรอ แล้วอ้ายหนี่ล่ะ ไม่มีวาสนาหรือไง”
อ้ายยุ่ยเฟิงปาดน้ำตาออกจากหางตา แววตาของเขาฉายชัดถึงความชิงชัง “น่าเจ็บใจที่ผมไม่รู้ความจริงเลยสักนิด แถมหลังจากนั้นหนี้สินของอ้ายจื้อเฟิงกลับเป็นผมที่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยจัดการให้”
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง การเป็นผู้ฟังที่ดีในสถานการณ์เช่นนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด สองสามีภรรยาคงไม่เคยได้ระบายความอัดอั้นตันใจนี้ให้ใครฟัง และคนที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่คือซ่งอวี้หน่วน ผู้มีพระคุณที่ช่วยพวกเขาชำระแค้นครั้งนี้
เมื่อรู้สึกได้ถึงความเงียบที่น่าอึดอัด อ้ายยุ่ยเฟิงจึงเอ่ยขอโทษ “ขอโทษด้วยครับ พอดีผมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ เลยเสียมารยาทไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ” กู้หวยอันตอบ “เจอเรื่องแบบนี้ ใครก็คงทำใจให้สงบไม่ได้หรอกครับ”
ซ่งอวี้หน่วนมองคนทั้งสองแล้วอึกอัก สีหน้าของเธอทำให้หัวใจของสองสามีภรรยาหล่นวูบ
“คุณ… คุณหนูซ่งคะ” ฉางตันถามขึ้นด้วยความกังวล
ซ่งอวี้หน่วนยกมือขึ้นเกาศีรษะเบาๆ “ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ถ้าพวกคุณไม่เชื่อก็อย่าฟังเลยจะดีกว่า แต่ถึงจะเชื่อ มันก็อาจจะทำให้พวกคุณทุกข์ทรมานยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เสียอีก แต่โบราณว่าไว้ สวรรค์มี 50 หนทาง ในนั้น 49 คือหายนะ แต่ยังคงเหลือไว้ซึ่งทางรอดหนึ่งสายเสมอ”
อ้ายยุ่ยเฟิงและฉางตันต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น
อ้ายยุ่ยเฟิงเงียบไปอึดใจ ก่อนจะตอบกลับไปว่า “สิ่งที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้มันก็เลวร้ายที่สุดแล้ว ถึงจะมีเรื่องที่แย่กว่านี้ เราก็พร้อมจะรับมัน” แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ หัวใจของเขากลับเต้นรัวขึ้นมา
กู้หวยอันมองเสี่ยวหน่วนแวบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน “รอสักครู่นะครับ ผมไปเอาของก่อน”
ไม่นานกู้หวยอันก็กลับมาพร้อมกับกล่องอาหารในมือ เขาเดินมาวางมันลงบนโต๊ะ
ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ “ถ้าจะเปรียบว่าจิตวิญญาณของคนเราเป็นเหมือนพลังงานรูปแบบหนึ่ง ในบางกรณีหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว พลังงานนั้นจะยังคงอยู่ ฉันคิดว่าลูกๆ ของคุณคงจะชอบขนมของภัตตาคารหงเยี่ยนมาก พวกเขาเลยยึดติดอยู่กับกล่องอาหารใบนี้ แต่ฉันไม่รู้รายละเอียดหรอกนะ รู้แค่ว่าพวกเขาใกล้จะสลายไปแล้ว”
สิ้นเสียงของซ่งอวี้หน่วน อ้ายยุ่ยเฟิงและฉางตันก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟาในทันใด ทั้งสองจับจ้องไปยังกล่องอาหารบนโต๊ะด้วยแววตาตื่นตะลึงและเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
คำพูดของหญิงสาวราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ ร่างกายของทั้งคู่สั่นสะท้าน สมองพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ
ซ่งอวี้หน่วนได้แต่กะพริบตาปริบๆ เฝ้ารอดูว่าคนทั้งสองจะรับมือกับความจริงที่น่าเหลือเชื่อนี้ได้อย่างไร
ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือตงฟางหงในกระเป๋าเสื้อของกู้หวยอันก็สั่นขึ้นมาเบาๆ เสียงของมันไม่ได้ดังจนรบกวนสมาธิของสองสามีภรรยา กู้หวยอันพยักหน้าให้ซ่งอวี้หน่วนเป็นสัญญาณ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปรับโทรศัพท์ข้างนอก
การเคลื่อนไหวของเขาทำให้สองสามีภรรยาได้สติกลับคืนมา ทั้งสองถลาเข้าไปคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าโต๊ะกาแฟที่วางกล่องอาหารไว้ ดวงตาแดงก่ำ มือไม้สั่นเทาขณะเอื้อมไปสัมผัสกล่องใบนั้น แต่ในหัวกลับยังคงสับสนอลหม่านไปหมด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าช่างดูเหมือนความฝันเหลือเกิน
ใช่แล้ว นี่ต้องเป็นความฝันแน่ๆ หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาจมดิ่งอยู่กับความทุกข์ทรมานเกินกว่าจะยอมรับความจริงได้ มันรู้สึกราวกับฟ้าดินถล่มทลาย ก่อนหน้านี้ในใจยังแอบหวังลมๆ แล้งๆ ว่าลูกๆ อาจจะแค่ถูกลักพาตัวไปและยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ แต่ความจริงกลับโหดร้ายเกินกว่าจะรับไหว
ถึงจะเป็นอย่างนั้น พวกเขาก็ต้องขอบคุณซ่งอวี้หน่วนจากใจจริง ถ้าไม่ได้เธอ พวกเขาก็คงยังถูกปั่นหัว ยังต้องคอยตามเช็ดตามล้างให้ศัตรู ปล่อยให้ฆาตกรที่พรากชีวิตลูกๆ ของพวกเขาไปได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย และคอยหัวเราะเยาะความโง่เขลาเบาปัญญาของพวกเขาอยู่ลับหลัง พวกเขาคิดและวางแผนที่จะมาขอบคุณเธออยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำเสียที
ดังนั้น นี่คงเป็นแค่ความฝัน...
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “พวกคุณพอจะรู้จักผู้มีวิชาอาคมบ้างไหมคะ ถ้ามีก็ลองเชิญเขามาดูหน่อยก็ดี”
ในที่สุดอ้ายยุ่ยเฟิงและฉางตันก็ได้สติกลับมาเต็มตัว อ้ายยุ่ยเฟิงส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าของเขาซีดเผือด “เมื่อก่อนผมรู้จักคนพวกนั้นเยอะแยะ แต่ก็ไม่มีใครช่วยตามหาลูกๆ ของผมเจอ แต่ตอนนี้ผมกลับไปทำลายตงเหลียงกับสำนักจอมปลอมของมันเสียแล้ว”
ทันใดนั้นเอง กู้หวยอันก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับชายอีกสองคน หนึ่งในนั้นดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่แววตาของเขากลับมีประกายคมปลาบซ่อนอยู่ แถมท่าทีของเขายังดูโอ้อวดไม่น้อย
เมื่อชายคนนั้นเห็นซ่งอวี้หน่วน เขาก็ยกมือขึ้นมาป้องตาด้วยท่าทีตกใจสุดขีด ในใจของเขารู้สึกปั่นป่วนราวกับคลื่นลมในทะเล กู้หวยอันคนเมื่อครู่ก็ทำให้เขาประหลาดใจมากพอแล้ว แต่เด็กสาวคนนี้กลับยิ่งกว่า
ด้วยวิชาชีพที่ติดตัว บางครั้งเขาก็อดไม่ได้ที่จะใช้สายตาสำรวจผู้คน แต่คนสองคนนี้กลับมีรัศมีบางอย่างบดบังใบหน้าอยู่ทำให้เขามองไม่ทะลุปรุโปร่ง และไม่กล้าที่จะจ้องมองนานเกินไป
ชายคนนี้อ้ายยุ่ยเฟิงรู้จักดี เพราะเพิ่งเจอกันเมื่อวานซืน แต่ตอนนั้นเขาไม่อยากพบหน้าและไล่ให้กลับไปพร้อมกับบอกว่าไม่ต้องติดต่อกันอีก เขาตราหน้าชายคนนี้ว่าเป็นนักต้มตุ๋น ขนาดเรื่องแค่นี้ยังทำนายไม่ได้ ยังจะมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าปรมาจารย์อีกหรือ
การพบกันครั้งนี้จึงค่อนข้างกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย
ยังไม่ทันที่อ้ายยุ่ยเฟิงจะได้เอ่ยปาก จางฉวนก็ก้าวเข้ามาจ้องมองกล่องอาหารอย่างพินิจพิเคราะห์ พร้อมกับพึมพำไม่หยุด “เป็นอย่างนี้นี่เอง เป็นอย่างนี้นี่เอง”
คานหิ้วของกล่องอาหารทำมาจากไม้ที่ถูกฟ้าผ่า!
มิน่าเล่าเขาถึงทำนายหาที่อยู่ของเด็กๆ ไม่เจอ ที่แท้ก็ถูกสวรรค์บดบังเอาไว้นี่เอง
ในที่สุด สองสามีภรรยาที่น้ำตานองหน้าก็ตัดสินใจเดินทางออกจากโรงแรมไปพร้อมกับจางฉวน และแน่นอนว่า พวกเขาไม่ลืมที่จะนำกล่องอาหารใบนั้นติดตัวไปด้วย
เรื่องนี้กลายเป็นความลับระหว่างซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอัน โดยมีข้อยกเว้นเพียงคนเดียวคือซ่งหมิงเซิ่ง ซ่งอวี้หน่วนกำชับน้องชายอย่างหนักแน่นว่าห้ามนำเรื่องกล่องอาหารไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด
ซ่งอวี้หน่วนมานั่งคิดดูแล้ว หากจะบอกว่าพวกเขามีวาสนาต่อกันจริงๆ ก็คงมีเพียงหนทางเดียวคือให้เด็กๆ ได้กลับมาเกิดเป็นลูกของพวกเขาอีกครั้ง ซึ่งสำหรับคนทั้งสองแล้ว นี่คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดในชีวิต
ในขณะเดียวกัน การเจรจาเรื่องโรงงานยาของเซี่ยซินตงก็ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยไม่เกี่ยวข้องกับสามตระกูลที่เป็นคู่แข่งเลยแม้แต่น้อย ครั้งนี้เป็นเพราะตระกูลหลิ่วที่ช่วยเป็นธุระจัดการให้ทุกอย่างราบรื่น
[จบบท]