บทที่ 512: ทางรอดของคนบ้า
สำหรับเซี่ยจื้อ...คงหวังพึ่งอะไรไม่ได้อีกแล้ว เรื่องบริษัทลงทุนครั้งนั้นสร้างรอยร้าวในใจเขาเกินกว่าจะประสานได้
ส่วนลูกชายคนโต แม้จะยังพอพูดคุยกันได้ แต่สะใภ้ใหญ่กลับร้ายกาจเกินทน
แววตากับท่าทีของสะใภ้ใหญ่ยามมาเยี่ยมเยียน ช่างยโสโอหังจนน่าโมโห ชวนให้เธออยากจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้านั้นสักครั้ง ตอนนี้ป่านนี้แม่ของหล่อนคงกำลังหัวเราะเยาะเย้ยเธออย่างสนุกปากอยู่เป็นแน่
พอคิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาข่วนในอก ทรมานจนแทบทนไม่ไหว
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง งานของลูกชายคนโตก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เธอไม่อยากให้เขาต้องมาทำอะไรเพื่อเธอจนส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและอนาคตที่กำลังรุ่งโรจน์
ซ่างกวนอวิ๋นฉีตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในใจ เซี่ยโป๋เหวิน ไอ้สารเลวคนนั้นอยากจะหย่ากับเธองั้นเหรอ...ฝันไปเถอะ! เธอไม่มีวันยอมเด็ดขาด
แล้วจู่ๆ เธอก็ได้รับกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่ง ที่ถูกส่งมาให้เธออย่างลับๆ
ข้อความบนนั้นมีเพียงประโยคสั้นๆ...ให้เธอแกล้งบ้า
หากเธอกลายเป็นคนป่วยทางจิต ก็จะสามารถหลุดพ้นจากการลงโทษทั้งปวงและได้กลับบ้าน ที่สำคัญคือเซี่ยโป๋เหวินจะไม่มีวันกล้าเอ่ยปากขอหย่ากับเธออีกต่อไป
มือของซ่างกวนอวิ๋นฉีสั่นเทาขณะที่อ่านข้อความนั้น เธอรีบทำลายหลักฐานด้วยการยัดกระดาษเข้าปากและกลืนลงท้องไปอย่างรวดเร็ว
ภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม ที่นี่มีการป้องกันแน่นหนาถึงเพียงนี้ ใครกันที่สามารถส่งข่าวสารเข้ามาให้เธอได้ แล้วทำไมถึงต้องให้เธอแกล้งบ้า
แต่ใครก็ตามที่สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ ย่อมต้องเป็นคนของเธอหรือพี่ชายอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในยามนี้คงไม่มีใครอื่นที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธออีกแล้ว
แต่ถ้าแกล้งทำเป็นบ้าแล้วถูกจับได้ขึ้นมา โทษทัณฑ์ที่รออยู่คงจะหนักหนาสาหัสกว่าเดิมเป็นแน่
กระนั้น...ข้อเสนอนี้ก็ช่างหอมหวานจนยากจะต้านทาน หากแกล้งบ้าแล้วทำให้เธอได้ออกไปจากที่นี่ มันก็น่าเสี่ยงไม่ใช่หรือ
แล้วจะแกล้งบ้าอย่างไรดีล่ะ ซ่างกวนอวิ๋นฉีขบคิดอย่างหนัก จะต้องทำตัวบ้าๆ บอๆ ทุกอย่างเลยใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะอย่างไร้สติ นั่งเหม่อลอย ตะโกนโวยวาย ร้องไห้ฟูมฟาย หรืออาละวาดอย่างบ้าคลั่ง
ในขณะที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีกำลังวางแผนหาทางรอดให้กับตัวเอง ซ่งอวี้หน่วนและซ่งถิงผู้เป็นอา ก็กำลังเดินทางไปพร้อมกับโหลวเมิ่งจวินและผู้เฒ่ากู้ เพื่อไปยังสถานที่ซึ่งมู่หรงเฟิงใช้พักฟื้นร่างกายอยู่ในปัจจุบัน
ที่นี่คือเรือนสี่ประสานอันเงียบสงบที่ทางหน่วยงานจัดหาให้มู่หรงเฟิงเป็นพิเศษ แค่ดูทำเลที่ตั้งก็รู้แล้วว่าเขาได้รับการดูแลอย่างดี
มู่หรงเชียนเชียนและมู่หรงเฟิงซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น ต่างก็จับจ้องไปยังประตูใหญ่หน้าบ้านอย่างใจจดใจจ่อ
แม้จะรู้ว่าน้าหกปลอดภัยดีแล้ว แต่หากยังไม่ได้เห็นหน้าด้วยตาตัวเอง หัวใจของมู่หรงเชียนเชียนก็ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย จนกระทั่งได้พูดคุยผ่านโทรศัพท์นั่นแหละ ความกังวลถึงได้ทุเลาลงบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงร้อนใจอยู่ดี
ทันทีที่เห็นโหลวเมิ่งจวินก้าวลงจากรถ มู่หรงเชียนเชียนก็โผเข้าไปกอดร่างนั้นไว้แน่นแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ทั้งสองคนต่างพึ่งพาอาศัยกันและกันมาโดยตลอด สำหรับเธอแล้ว น้าหกก็เปรียบเสมือนแม่แท้ๆ คนหนึ่ง
มู่หรงเฟิงที่นั่งอยู่บนรถเข็นถึงกับขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดไหลรินอาบแก้ม กาลเวลาหลายสิบปีได้พรากความสาวสะพรั่งไปจากหญิงงามในวันวาน เหลือทิ้งไว้เพียงริ้วรอยแห่งความเหนื่อยยากและโชกโชนบนใบหน้า
ทั้งหมดเป็นความผิดของเขา ความผิดของเขาทั้งหมด เขาคือคนบาปของตระกูลมู่หรง
ยังไม่ทันที่บรรยากาศเศร้าสร้อยและซาบซึ้งจะได้ดำเนินไปนานนัก หญิงชราคนหนึ่งก็เดินถือไม้เท้าออกมาจากในบ้าน สุขภาพของเธอดูดีขึ้นมาก ผิดกับตอนที่ถูกลูกชายหามเข้ามาที่นี่ลิบลับ อย่างน้อยตอนนี้เธอก็สามารถเดินเหินได้ด้วยตัวเองแล้ว
เธอคือหวังซิ่วเหนียง
สายตาที่มองมายังกลุ่มผู้มาเยือนเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร เธอได้ยินมาว่าน้องสาวของภรรยาคนแรกกำลังจะมา...เหอะ คงไม่ได้มาเพื่อหวังสมบัติพัสถานหรอกนะ
อย่าลืมสิว่าที่นี่คือปักกิ่ง การมีเรือนสี่ประสานหลังใหญ่อยู่ในครอบครองนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไหนจะเงินเดือนที่ตาแก่นั่นได้รับทุกเดือน แถมยังเงินชดเชยก้อนโตที่จ่ายย้อนหลังให้อีก
แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่เห็นเงินก้อนนั้น แต่หวังซิ่วเหนียงก็ไม่เดือดร้อนใจ เพราะเธอเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็ว เงินทั้งหมดจะต้องตกเป็นของเธอและลูกชายแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนนังเด็กมู่หรงเชียนเชียนนั่นก็เป็นแค่เด็กผู้หญิง ถึงจะแก่จนป่านนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องแต่งออกไปอยู่ดี ช่างไม่รู้จักอายเอาเสียเลย อายุขนาดนี้แล้วยังไม่แต่งงาน ยังมีหน้ามาเกาะพ่อกินอยู่ที่บ้านอีก ไว้สนิทกับเพื่อนบ้านเมื่อไหร่ เธอจะหาตาแก่โสดๆ สักคนจับคู่ให้ซะเลย
หวังซิ่วเหนียงหรี่ตามองหญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้ามาในบ้านอย่างพิจารณา
นี่คงจะเป็นคนที่ใครๆ เรียกว่าน้าหกสินะ...นังแก่ไร้ยางอาย
หวังซิ่วเหนียงคิดในใจพลางกวาดตามองกลุ่มคนที่เดินตามหลังโหลวเมิ่งจวินเข้ามา ทุกคนล้วนมีบุคลิกและท่าทางที่ดูไม่ธรรมดา โดยเฉพาะชายชราคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ...ผู้เฒ่ากู้...เธอถึงกับตัวแข็งทื่อไปชั่วครู่ ไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตา
แต่แล้วเธอก็คิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตมู่หรงเฟิงเอาไว้ และในเมื่อคนพวกนี้ตามหาเขากันแทบพลิกแผ่นดิน เธอก็ถือเป็นผู้มีพระคุณของพวกเขาเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงทำอะไรเธอไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ หวังซิ่วเหนียงก็เชิดหน้าขึ้น ทำท่าเป็นเจ้าของบ้านเต็มตัว ก่อนจะเอ่ยกับโหลวเมิ่งจวินด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด “โอ๊ย! เธอนี่เองสินะ น้องสาวของเมียคนแรกของมู่หรงเฟิง ตามธรรมเนียมแล้วเธอก็ต้องเรียกฉันว่าพี่สาวนะ เข้ามาสิ ห้องพักของเธอเตรียมไว้ให้แล้ว”
“แต่ยังไงเธอก็ต้องไปหาบ้านเช่าอยู่ที่อื่นนะ ถึงยังไงมู่หรงเฟิงก็เป็นพี่เขยของเธอ เป็นน้องเมียมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับพี่เขยมันดูไม่งาม ถ้าเป็นที่หมู่บ้านซิ่งฮวาบ้านฉันล่ะก็ ป่านนี้คงถูกชาวบ้านด่าว่าหน้าไม่อายไปแล้ว”
หวังซิ่วเหนียงเป็นหญิงแกร่งกร้านมาแต่ไหนแต่ไร สมัยที่สามีตายใหม่ๆ ต้องเลี้ยงลูกถึงสามคนก็ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้ารังแกเธอ ยิ่งตอนนี้มีคนให้ท้าย เธอก็ยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้นไปอีก
ที่สำคัญคือ โหลวเมิ่งจวินคนนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงอันตรายบางอย่าง จะปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นบ้านหลังนี้อาจจะตกไปเป็นของหล่อนก็เป็นได้ และหากจะมาขอส่วนแบ่งทรัพย์สินของมู่หรงเฟิงด้วยแล้ว...ยิ่งไม่มีทางเสียหรอก
เรือนสี่ประสานหลังนี้ เงินเก็บทั้งหมดของมู่หรงเฟิง ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในบ้าน ล้วนต้องเป็นของเธอกับลูกชายเท่านั้น
คำพูดของหวังซิ่วเหนียงทำให้บรรยากาศในลานบ้านเปลี่ยนไปในพริบตา
มู่หรงเฟิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธ แต่เขารู้จักหวังซิ่วเหนียงดีเกินไป หล่อนจงใจยั่วโมโหเขา รอให้เขาด่าทอ แล้วหล่อนก็จะทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ตบขาฉาดๆ ร้องห่มร้องไห้ประจานว่าเขาเป็นพวกเนรคุณอกตัญญู
ผิดกับโหลวเมิ่งจวินที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เธอผ่านชีวิตที่ตกต่ำมาจนถึงจุดที่คลุกเคล้าอยู่ในโคลนตม คำพูดหยาบคายแค่นี้ไม่อาจทำร้ายจิตใจเธอได้เลยแม้แต่น้อย
แต่แล้วหญิงชราคนนี้เป็นใครกัน คิดจะมาแทนที่พี่สาวของเธองั้นรึ แล้วยังจะให้เธอเรียกว่าพี่สาวอีก เธอมีสิทธิ์อะไร
ความคิดนั้นทำให้โทสะแล่นพล่านขึ้นมาจนแทบอยากจะกระโจนเข้าไปจัดการให้รู้แล้วรู้รอด แต่เธอก็ยังเหลือบไปมองมู่หรงเฟิงเพื่อรอดูท่าทีของเขาก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่ามีตัวละครเช่นนี้ปรากฏอยู่ในเรื่อง แต่น่าเสียดายที่มองไม่เห็นเส้นเรื่องอะไรจากตัวของหญิงชราคนนี้ อีกทั้งสถานะ ‘ผู้มีพระคุณ’ ก็เป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้จัดการได้ยาก แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบอยู่นิ่งเฉยของซ่งอวี้หน่วน หากให้เธอเงียบอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คงอึดอัดใจจนทนไม่ไหว
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจสถานการณ์ ก่อนจะหันไปถามมู่หรงเชียนเชียนว่า “คุณย่าคนนี้เป็นใครเหรอคะ”
หวังซิ่วเหนียงขมวดคิ้วมุ่น แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึง 60 ด้วยซ้ำ เหตุใดจึงต้องเรียกกันว่าคุณย่า
ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปาก มู่หรงเชียนเชียนก็ชิงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เรียกย่าหวังก็ได้ เมื่อก่อนเคยเป็นภรรยาของพ่อฉัน แต่พอพ่อแก่ตัวลงแล้วล้มป่วย เธอกับลูกๆ ก็รังเกียจว่าพ่อเป็นภาระ เลยบังคับให้หย่าแล้วไล่พ่อออกจากบ้านไป”
ซ่งอวี้หน่วนทำตาโต “อ้าว! ถ้ายังไม่ได้กลับมาคืนดีกัน ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้สิคะ แบบนี้มันผิดกฎหมายนะ”
คำพูดนั้นแทงใจดำหวังซิ่วเหนียงอย่างจัง เธอมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาขุ่นเคือง เด็กสาวคนนี้หน้าตาก็สะสวยดี แต่เหตุใดจึงปากคอเราะรายเช่นนี้ ไม่มีใครสั่งสอนหรืออย่างไร
“ถึงจะหย่าแล้ว แต่ฉันก็ยังเป็นเมียของเขา ฉันเป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ เป็นผู้มีพระคุณของเขา มู่หรงเฟิงก็ต้องเลี้ยงดูฉัน! พอร่ำรวยขึ้นมาหน่อยก็คิดจะสลัดฉันทิ้ง แล้วไปอยู่กินกับน้องเมียอย่างมีความสุขงั้นเหรอ ถุย! ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”
“แล้วเธอล่ะ นังเด็กเหลือขอ! เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน ผู้ใหญ่เขากำลังคุยกันอยู่ นังเด็กไร้ค่าอย่างเธอมายุ่งอะไรด้วย ไม่มีการสั่งสอนหรือยังไง”
[จบบท]