บทที่ 516: ข่าวลือลมๆ แล้งๆ
อันที่จริง เวลานี้เซี่ยซินซานกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมในตลาดหาคู่ไปแล้ว หลายครอบครัวถึงขนาดปรารถนาจะยกบุตรสาวที่ยังไม่ออกเรือนให้มาเป็นภรรยาของเขา
ก่อนหน้านี้เคยมีคนพยายามจะจับคู่ให้เขาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่สถานการณ์ในตอนนั้นยังไม่แน่นอน ย่าซ่งซึ่งได้รับการไหว้วานให้เป็นแม่สื่อจึงปฏิเสธไป เพราะยังกังวลว่าเรื่องราวของหม่าชุ่ยเฟินกับสามีเก่าที่เมืองเซี่ยงไฮ้จะยังไม่จบสิ้นดี
แต่แล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ซ่งอวี้หน่วนเก็บความสงสัยไว้ในใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องที่ตนจะเข้าไปซักไซ้ได้ตามอำเภอใจ เพราะเธอมีภารกิจมากมายรออยู่เบื้องหน้า อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องส่วนตัวของน้าใหญ่ การจะเอ่ยปากถามอะไรออกไปคงไม่เหมาะนัก
หญิงสาวจึงมุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอเพื่อจัดการเรื่องบ้านที่ย่าซ่งเคยซื้อทิ้งไว้ ที่ผ่านมาบ้านหลังนี้แทบไม่มีคนมาอยู่อาศัย ท่านจึงตัดสินใจจะปล่อยให้คนอื่นเช่า
ผู้เช่าเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งย้ายกลับมาจากต่างเมืองได้ 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่พักอาศัย ทำให้ต้องอาศัยอยู่รวมกับพ่อแม่ในบ้านหลังเล็กๆ ที่แออัด ความขัดแย้งที่นับวันยิ่งเพิ่มพูนจนมาถึงจุดแตกหักที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้อีกต่อไป ทำให้ทั้งสองจำต้องย้ายออกมาหาที่อยู่ใหม่
พวกเขาเดินสำรวจดูทั่วทั้งตัวบ้าน และแสดงความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายจึงตกลงทำสัญญาเช่ากันในราคาเดือนละ 6 หยวน ซึ่งนับว่าถูกมากสำหรับยุคสมัยนี้
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ย่าซ่งตัดสินใจเช่นนี้ เป็นเพราะท่านได้ยินจากคนรู้จักว่าภรรยาของบ้านนี้เป็นคนขยันรักสะอาดและนิสัยดี แต่ชีวิตกลับต้องมาลำบากเพราะแม่สามีที่แสนร้ายกาจ ไหนจะเหล่าพี่น้องสะใภ้ที่คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งไม่เว้นวัน
ทั้งคู่มีลูกชายหญิงอย่างละคน อายุราว 8-9 ขวบ เด็กๆ ดูสะอาดสะอ้านและว่านอนสอนง่าย ย่าซ่งจึงตัดสินใจให้ครอบครัวนี้เช่าบ้านในราคาพิเศษ
อีกอย่างท่านเองก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ตอนนี้ท่านไม่สะดวกจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นการถาวร เพราะโรงงานที่กำลังขยับขยายก็ยังต้องการให้ท่านช่วยดูแลอยู่หลายส่วน และที่สำคัญที่สุด บ้านที่ไร้ผู้อยู่อาศัยย่อมผุพังไปตามกาลเวลา จำเป็นต้องมีไออุ่นของผู้คนคอยหล่อเลี้ยงไว้
ระหว่างที่ย่าซ่งกับซุนจินหรงกำลังจัดการเรื่องสัญญาเช่า ซ่งอวี้หน่วนซึ่งเขียนเอกสารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ปลีกตัวออกมาหาโจวเสี่ยวฮวาเพื่อนรักทันที
เพียงไม่นาน เธอก็ได้คำตอบที่คาใจจากปากของโจวเสี่ยวฮวาจนหมดสิ้น ถึงสาเหตุที่น้าใหญ่ของเธอกับหม่าชุ่ยเฟินต้องรีบร้อนไปจดทะเบียนสมรสกัน
เรื่องของเรื่องก็คือ สามีเก่าของหม่าชุ่ยเฟิน ซึ่งก็คือปัญญาชนหลี่ ได้แต่งงานใหม่ไปแล้ว
ข่าวนี้ทำให้หม่าชุ่ยเฟินเสียใจอย่างหนัก เธอจึงหนีไปสงบสติอารมณ์ริมแม่น้ำ แต่กลับโชคร้ายพลัดตกลงไปในน้ำพอดีกับที่เซี่ยซินซานกำลังหาปลาอยู่แถวนั้น เขาจึงได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้
ซ่งอวี้หน่วนฟังแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง...นี่คงไม่ใช่การพลัดตกน้ำธรรมดา แต่เป็นการกระโดดน้ำฆ่าตัวตายเสียมากกว่า
โจวเสี่ยวฮวาเล่าจบก็เขย่าแขนเพื่อนสาว "เสี่ยวหน่วน เสี่ยวหน่วน เธอบอกฉันทีสิว่าน้าใหญ่ของเธอเขาบ้าไปแล้วหรือเปล่า แค่ช่วยชีวิตคนขึ้นมาได้ จำเป็นต้องรับผิดชอบถึงขั้นแต่งงานด้วยเลยเหรอ ดูยังไงป้าชุ่ยเฟินก็ยังตัดใจจากสามีเก่าไม่ได้ชัดๆ"
ซ่งอวี้หน่วนปรายตามองเพื่อน "เธอนี่ช่างรอบรู้ไปเสียทุกเรื่องจริงๆ ว่าแต่เรื่องเรียนของเธอเป็นยังไงบ้าง สอบปลายภาคผ่านหรือเปล่า ตอนจบการศึกษาจะได้ใบรับรองไหม"
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะยิงคำถามชุดต่อไป "แล้วรายงานไตรมาสที่แล้วทำเสร็จหรือยัง ฉันบอกให้เธอวิเคราะห์เหตุผลของผลกำไรไม่ใช่เหรอ วิเคราะห์ไปถึงไหนแล้ว"
โจวเสี่ยวฮวาทำหน้าเบ้ทันควัน
เธอเป็นแค่พนักงานขายคนหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้ตอนนี้จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม มีเงินเดือนสูงกว่าคนอื่นอยู่หลายช่วงตัว แต่สถานะของเธอก็ยังคือพนักงานขายอยู่ดี
ทำไมเธอต้องมานั่งทำรายงานอะไรแบบนี้ด้วย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานราชการเสียหน่อย เสี่ยวหน่วนช่างเรียกร้องจากเธอมากเกินไปแล้ว แต่กระนั้นเธอก็ไม่กล้าปริปากเถียง
"...กำลังทำอยู่จ้ะ แค่มันยังไม่เสร็จดี"
"งั้นลองวิเคราะห์กำไรช่วงฤดูร้อนให้ฉันฟังสักหน่อยสิ" ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามเรียบๆ
"โธ่ เรื่องแค่นี้ต้องวิเคราะห์ด้วยเหรอ ก็เพราะทั้งอำเภอหนานซานมีโรงงานเสื้อผ้าของเราอยู่แค่ที่เดียวน่ะสิ"
"แล้วสถานการณ์แบบนี้เรียกว่าอะไร"
"ของดีมีน้อย? หรือว่าการผูกขาด? ก็น่าจะประมาณนั้นแหละมั้ง"
"แล้วเธอเชื่อไหมว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โรงงานเสื้อผ้าจะผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ถึงตอนนั้นเธอจะทำยังไง"
โจวเสี่ยวฮวาใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างฉะฉาน "ก็ต้องทำให้เสื้อผ้าของโรงงานเรามีคุณภาพดีกว่าใครเพื่อน ออกแบบให้ทันสมัยกว่าใครทั้งหมด ทำให้ไม่มีใครสามารถตามเราทันได้"
ซ่งอวี้หน่วนตบไหล่เพื่อนเบาๆ พร้อมกับเอ่ยชมไม่หยุดปาก
แท้จริงแล้วโจวเสี่ยวฮวาเป็นเด็กสาวที่ทั้งฉลาดและมีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ มิเช่นนั้นในวันแรกๆ คงไม่สามารถติดตามเธอไปทำนั่นทำนี่ได้อย่างคล่องแคล่ว
ติดอยู่เพียงอย่างเดียวคือบางครั้งก็แอบมีมุมขี้เกียจอยู่บ้าง เป็นประเภทที่ต้องรอให้คนอื่นคอยสะกิดเตือน จึงจะยอมขยับตัวก้าวไปข้างหน้า
หากได้รับการฝึกฝนและขัดเกลาอย่างดี เด็กสาวคนนี้จะเป็นกำลังสำคัญให้เธอในอนาคตได้อย่างแน่นอน
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าเรื่องราวระหว่างน้าใหญ่กับหม่าชุ่ยเฟินคงไม่ได้เรียบง่ายเพียงเท่านี้ เบื้องหลังต้องมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
และก็เป็นเช่นที่เธอคาดการณ์ไว้…
ณ หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ
หม่าชุ่ยเฟินเดินเข้าไปหาเซี่ยซินซานด้วยหัวใจที่สั่นระรัว ทั้งสองหยุดยืนสนทนากันใต้ร่มไม้ใหญ่ "พี่ซินซาน...เรื่องของเรา...ฉันว่าอย่าเลยดีกว่าค่ะ นี่มันยุคสมัยใหม่แล้ว การที่พี่ช่วยชีวิตฉันไว้ ถือว่าพี่คือผู้มีพระคุณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะต้องแต่งงานเพื่อตอบแทนเสมอไป”
“ส่วนเสียงนินทาของชาวบ้าน เราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย พวกเขาอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะค่ะ พอเวลาผ่านไป เรื่องมันก็เงียบหายไปเอง"
แม้หัวข้อสนทนาจะชวนให้กระดากอายอยู่บ้าง แต่ในเมื่อต่างก็เป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาพอสมควร ทั้งยังมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว ความเขินอายจึงไม่ได้มีมากนัก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้จะมีการพูดคุยเรื่องการแต่งงาน แต่คนในครอบครัวเซี่ยรวมถึงเซี่ยกุ้ยหลานก็ไม่เคยแสดงท่าทีคัดค้าน ตรงกันข้าม ทั้งจูเฟิ่งและเซี่ยกุ้ยหลานต่างก็ให้การต้อนรับเธออย่างอบอุ่น ไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจที่เธอเป็นแม่ม่ายลูกติดแม้แต่น้อย
ทว่ายิ่งพวกเขาดีกับเธอมากเท่าไหร่ หัวใจของหม่าชุ่ยเฟินก็ยิ่งสั่นคลอนและไม่มั่นคงมากเท่านั้น แม้ว่าเซี่ยซินซานจะเคยอธิบายเหตุผลที่แท้จริงให้เธอฟังแล้วก็ตาม
เซี่ยซินซานเกาหัวแกรกๆ "ตอนนั้นผมก็บอกคุณไปแล้ว ว่าผมแค่กังวลว่าแม่ของสี่เชว่จะกลับมาหาเรื่องอีก ผู้หญิงคนนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายคนใหม่อย่างมีความสุขดี แต่ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่เจอผมที่คอมมูน เป็นต้องเข้ามาทักทาย อ้ำๆ อึ้งๆ ถามไถ่เรื่องสี่เชว่อยู่ร่ำไป มันน่ารำคาญสิ้นดี”
“ผมไม่มีวันยอมให้เธอกลับมาแน่นอน แต่คุณก็น่าจะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าหนาเกินกว่าใครจะหยั่งถึง ผมเลยคิดว่าถ้าผมแต่งงานไปแล้ว เธอคงไม่กล้ามาวอแวกับผมอีก แต่การทำแบบนี้มันก็ไม่ยุติธรรมกับคุณ ผมเองก็กลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะพาลไปหาเรื่องคุณเข้า"
บนใบหน้าของหม่าชุ่ยเฟินปรากฏแววตาเห็นใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขมขื่น ชะตาชีวิตของเธอก็ไม่ต่างอะไรกับเขานักหรอก
มารดาของเธอยังพอโอบอุ้มเธอไว้ได้ แต่เหล่าพี่สะใภ้และน้องสะใภ้กลับแสดงท่าทีไม่พอใจอยู่เสมอ ถึงเธอจะไม่ได้ขอข้าวกินฟรีๆ แต่พวกนั้นก็ยังมองว่าเธอและลูกๆ เป็นเหมือนหนามยอกอก
พวกเขาพยายามหาคู่ครองให้เธอ เป็นชายแก่คราวพ่อจากหมู่บ้านอันห่างไกล เพียงเพื่อจะผลักไสเธอออกไปให้พ้นทาง
เธอไม่อยากให้มารดาต้องมาคอยทะเลาะเบาะแว้งกับใครต่อใครเพราะเรื่องของเธออีกแล้ว
ตอนที่พี่ซินซานช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำจนฟื้นคืนสติ วินาทีนั้นเธอเสียใจกับการกระทำของตัวเองจนแทบขาดใจ
เหตุใดถึงได้โง่เขลาเช่นนี้ เหตุใดถึงคิดสั้นทิ้งลูกน้อยทั้งสองไปได้ลงคอ เพียงเพราะผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นค่าของเธอเลย
ในห้วงเวลานั้น หัวใจของเธอหวาดผวาอย่างถึงที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เธอตาสว่างขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ราวกับได้ตายไปครั้งหนึ่งถึงได้เข้าใจสัจธรรมของชีวิต
เพื่อรักษาเกียรติของเธอ เซี่ยซินซานจึงบอกกับทุกคนว่าเธอแค่พลัดตกน้ำโดยอุบัติเหตุ ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการฆ่าตัวตายแม้แต่น้อย
แต่ในป่าใหญ่ย่อมมีนกนานาชนิดฉันใด ในหมู่บ้านก็ย่อมมีคนปากเสียปะปนอยู่ฉันนั้น แม้ภาพรวมของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจะดูสงบสุขและสามัคคี แต่ก็ยังมีคนบางประเภทที่จ้องแต่จะจับผิดเรื่องของผู้อื่น
ไม่ถึงหนึ่งวันหลังเกิดเหตุ ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในหมู่บ้าน แม้แต่ฉู่จื่อโจวซึ่งอยู่ที่คอมมูนยังได้ยินเรื่องนี้
เพราะถึงแม้ตัวเซี่ยซินซานจะไม่ใช่บุคคลมีชื่อเสียง แต่น้องชายของเขาอย่างเซี่ยซินตงนั้นเป็นที่รู้จักของทุกคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซ่งอวี้หน่วน หลานสาวคนเก่งที่โด่งดังไปทั่วทั้งอำเภอ
เรื่องราวถูกแต่งแต้มสีสันจนเกินจริง สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าคนทั้งสองไปอาบน้ำด้วยกันในแม่น้ำในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันในสายน้ำ พอขึ้นมาบนบกก็ยังตัวติดกันเป็นตังเมไม่ยอมห่าง…
ช่างเป็นภาพที่อุจาดตาและไร้ยางอายสิ้นดีสำหรับคนอายุรุ่นนี้
[จบบท]