บทที่ 526: ปล่อยให้เสียสติไปสักพัก
หัวใจของหลัวซูซิ่วสั่นสะท้าน ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกอยากร้องไห้ถาโถมเข้ามา
เธอรีบปรามความคิดของลูกชาย “ลูกโง่ของแม่ จะพาแม่ย้ายออกไปได้ยังไงกัน ต่อไปห้ามพูดอะไรแบบนี้อีกนะ คุณย่ากับคุณอาจะว่ายังไงก็ปล่อยไปเถอะ แม่ไม่เคยเอามาใส่ใจอยู่แล้ว ที่สำคัญคุณย่ากับคุณอาก็รักลูกจะตายไป ถ้าลูกพาแม่ย้ายออกไปจริงๆ คุณย่าต้องเสียใจมากแน่ๆ”
อันที่จริงหลัวซูซิ่วไม่ได้แยแสเลยว่าหญิงชราคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร
ทว่าเธอเพียงปรารถนาให้ลูกชายได้เติบโตในครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมหน้าพร้อมตา
เธอไม่ใช่ไม่เคยเห็นครอบครัวที่แตกแยก ไม่ว่าจะขาดพ่อหรือขาดแม่ไป ชีวิตของเด็กคนนั้นย่อมไม่สมบูรณ์
ตราบใดที่เธอยังทนได้ และยังคงอยู่ที่บ้านหลังนี้ ลูกชายของเธอก็จะมีทั้งปู่ย่าพ่อแม่ครบทุกคน
ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็จะไม่มีใครมาหัวเราะเยาะหรือตั้งคำถามซอกแซกให้ลำบากใจ
เพราะในยุคสมัยนี้ ชีวิตของคนที่หย่าร้างนั้นไม่ได้ราบรื่นนัก
หลัวซูซิ่วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที เธอเลี่ยงที่จะพูดถึงประเด็นอ่อนไหวนี้ แล้วหันไปไถ่ถามเรื่องการเรียนของลูกชายแทน ซึ่งก็ได้ผล หลินเฮ่าเจ๋อเลิกพูดถึงเรื่องย้ายบ้านไปโดยปริยาย
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้น ก่อนที่รถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งจะเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูร้านหม้อไฟอย่างสง่างาม
ร่างของหญิงสาวเจ้าของรถที่ก้าวลงมา ดึงดูดทุกสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา
ในยุคที่สตรีขับรถยังเป็นภาพแปลกตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสาวหน้าตาสะสวยที่ขับรถจี๊ปสีเขียวทหารซึ่งบ่งบอกสถานะได้เป็นอย่างดี
รถยนต์คันนี้เป็นของขวัญที่เซี่ยโป๋เหวินหามาให้ซ่งอวี้หน่วนในราคา 500 หยวน พอผู้เฒ่ากู้ทราบเรื่อง ก็ต่อว่าเซี่ยโป๋เหวินเป็นการใหญ่ หาว่าเขาคิดไม่ซื่อ
ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ ถึงจะมีใบขับขี่แล้วก็ไม่ควรจะมาขับรถเลย การขับรถมันอันตรายจะตายไป โดยเฉพาะกับเด็กใจกล้าอย่างหลานสาวของเขา
ในมุมมองของผู้เฒ่ากู้ การขี่จักรยานดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและปลอดภัยกว่ามาก
แน่นอนว่าเซี่ยโป๋เหวินไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายหลานสาว เขารู้ดีกว่าใครว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นคนอย่างไร ด้วยความสามารถระดับนั้น เรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
ช่วงนี้ซ่งอวี้หน่วนมีภารกิจรัดตัว นอกจากจะต้องไปเรียนแล้ว เธอยังมีบริษัทในความดูแลถึงสองแห่ง ไหนจะเรื่องการแลกเปลี่ยนธัญพืชที่ใกล้เข้ามา ไหนจะโรงงานเสื้อผ้าที่อำเภอหนานซานซึ่งต้องคอยสอดส่องดูแลอีก
ถึงเด็กสาวคนนี้จะมีพลังงานเหลือเฟือพอจะจัดการทุกอย่างได้ แต่การมีรถยนต์สักคันย่อมช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายขึ้นอีกมาก
เซี่ยโป๋เหวินมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมเสมอ เขามองสถานการณ์ในปัจจุบันและคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จำนวนรถยนต์บนท้องถนนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ตัวเขาเองก็มีแผนที่จะผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะกำลังจะมีการติดตั้งสายการผลิตรถยนต์ ซึ่งต้องขอบคุณซ่งอวี้หน่วนที่ทำให้สายการผลิตนี้เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด
และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ช้าก็เร็วซ่งอวี้หน่วนก็ต้องมีรถเป็นของตัวเองอยู่ดี ด้วยนิสัยของเธอแล้ว ถ้าเขาไม่หามาให้ ในที่สุดเธอก็จะขวนขวายหามันมาเองจนได้ สู้เขายอมเสียเงินตอนนี้เพื่อซื้อใจหลานสาวยังจะดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ ซ่งอวี้หน่วนจึงได้เป็นเจ้าของรถจี๊ปคันงาม ซึ่งโดยปกติจะจอดเก็บไว้ที่บ้านในซอยจี๋เสียง หลังจากซื้อรถมา เซี่ยโป๋เหวินก็จัดการสร้างประตูและโรงรถให้ใหม่เสร็จสรรพ
พูดถึงเซี่ยโป๋เหวิน ตอนนี้เขาก็กำลังวุ่นวายอยู่ไม่น้อย มีข่าวลือว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีมีอาการทางจิต แต่ในยุคนี้ การจะอ้างว่าตนเองเสียสตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านการวินิจฉัยจากโรงพยาบาลเสียก่อน และด้วยอาการคุ้มดีคุ้มร้ายของเธอ ประกอบกับสถานะที่ยังไม่ได้หย่าร้างกัน เซี่ยโป๋เหวินจึงต้องเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมด
เขาไม่มีเวลาพอที่จะทิ้งงานไปดูแลเธอด้วยตัวเองได้แน่นอน ลูกๆ ทั้งหลายจึงตกลงที่จะผลัดเปลี่ยนกันไปดูแล
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย อยากบ้าก็บ้าไป ปล่อยให้เสียสติไปสักพัก คนแบบนั้นสมควรจะได้ลิ้มรสชาติของการเป็นบ้าจริงๆ ดูบ้าง ต่อให้ทั้งหมดเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง แต่สภาพจิตใจของเธอก็คงพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนดับเครื่องยนต์และจอดรถในที่ที่ปลอดภัย เธอลงจากรถแล้วล็อคประตูอย่างเรียบร้อย ขณะเดียวกันหลัวซูซิ่วก็เดินยิ้มเข้ามาต้อนรับเธอพอดี
ย่าซ่งเองก็ยังแปลกใจในความใจกล้าของตัวเอง ที่กล้ามานั่งรถซึ่งขับโดยหลานสาววัยเพียง 18 ปี ตะลอนไปทั่วมหานครแห่งนี้ โดยไม่มีความคิดที่จะห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย
หลัวซูซิ่วไม่ได้เรียกย่าซ่งว่าป้า แต่เลือกที่จะเรียกว่าคุณน้าแทน โดยให้เหตุผลว่าพ่อแม่ของเธออายุมากกว่าท่าน
ทันทีที่ซ่งอวี้หน่วนก้าวลงจากรถ หลินเฮ่าเจ๋อก็ตกตะลึงไปแล้ว และเมื่อได้ยินจากปากผู้เป็นแม่ว่าหญิงสาวตรงหน้าคือพี่ซ่งอวี้หน่วน ดวงตาของเด็กหนุ่มก็พลันเปล่งประกายเจิดจ้า แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
พอเห็นซ่งหมิงเซิ่งตัวน้อยขาวอวบ เขาก็ยื่นมือเข้าไปหาพร้อมเอ่ยถาม “เจ้าตัวเล็ก ให้พี่อุ้มหน่อยได้ไหม”
ซ่งหมิงเซิ่งถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
ก่อนจะยื่นแขนป้อมๆ ทั้งสองข้างออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย “พี่เสี่ยวเจ๋อ อุ้มได้ครับ”
ในใจของเด็กน้อยได้แต่ครุ่นคิด เมื่อไหร่กันนะที่เขาจะได้เป็นฝ่ายอุ้มคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ถูกใครต่อใครขออุ้มอยู่แบบนี้
หลินเฮ่าเจ๋อโอบอุ้มร่างเล็กขึ้นมาด้วยความยินดี เด็กคนนี้ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง แก้มยุ้ยๆ ผิวขาวผ่อง ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับผลองุ่นดำ ไหนจะน้ำเสียงเล็กๆ ที่ใช้เจรจาอีก
การทักทายของเด็กทั้งสองช่วยทลายกำแพงความแปลกหน้าระหว่างผู้ใหญ่ลงได้อย่างง่ายดาย บรรยากาศที่เคยเกร็งอยู่บ้างจึงผ่อนคลายลง
แล้วย่าซ่งก็ตบที่หน้าขาของตัวเองเบาๆ “เออใช่! ย่านึกออกแล้ว ตอนไปหมู่บ้านหลิ่วซู่ ย่าเคยเห็นหนูมาก่อน ย่ายังถามคนแถวนั้นอยู่เลยว่านั่นลูกสาวบ้านไหนกัน รูปร่างสูงโปร่ง ผมเปียเส้นใหญ่สองข้าง คิ้วเข้มตาโต ใบหน้างามรูปไข่ ดูแววแล้วเป็นคนขยันขันแข็งแน่นอน”
หากจะไม่เรียกว่าพรหมลิขิตแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก
เรื่องที่ย่าซ่งไม่ได้เล่าออกมาคือ ในตอนนั้นที่เธอไปเยือนหมู่บ้านหลิ่วซู่ เธอเห็นกลุ่มหญิงสาวกำลังแบกจอบมุ่งหน้าไปยังทุ่งนา และหลัวซูซิ่วก็โดดเด่นออกมาจากกลุ่มชนจนเธอสังเกตเห็น
ด้วยลักษณะของหญิงสาวที่มีคิ้วเข้มตาโตและใบหน้ารูปไข่ ทำให้ดูเป็นคนมีบุญวาสนา
ตอนแรกเธอเข้าใจว่าหลัวซูซิ่วเป็นคนในหมู่บ้าน จึงคิดจะทาบทามให้กับซ่งเหอ ลูกชายคนที่สองที่ยังเป็นโสด แต่เมื่อได้เอ่ยปากถามไถ่ คนแถวนั้นกลับบอกว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นปัญญาชนที่มาจากในเมืองและดูเหมือนว่าจะมีคนรักอยู่แล้ว
เพียงแค่ได้ยินเช่นนั้น หญิงชราก็ต้องพับความคิดนั้นเก็บไป
เธอคาดไม่ถึงเลยว่า ‘น้าซิ่ว’ ที่ซ่งอวี้หน่วนชื่นชม จะเป็นคนเดียวกับหญิงสาวที่เธอเคยพบที่หมู่บ้านหลิ่วซู่เมื่อวันวาน
ย่าซ่งนึกถึงคำกล่าวที่ว่าด้วย 4 ความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตขึ้นมาโดยพลัน นั่นคือคืนวันเข้าหอ คราเมื่อสอบได้ตำแหน่งราชการ ฝนโปรยปรายหลังความแห้งแล้งยาวนาน และการได้พบพานสหายเก่าในต่างถิ่น
การได้พบคนบ้านเดียวกันในที่ห่างไกลเช่นนี้ ทำให้ความรู้สึกคุ้นเคยและเป็นกันเองก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกแปลกหน้าในใจของหลัวซูซิ่วสลายไปเช่นกัน
เธอย้อนนึกถึงอดีต สมัยที่พ่อแม่ยังมีชีวิตและมีอำนาจอยู่บ้าง เธอคือปัญญาชนรุ่นแรกที่ถูกส่งตัวไปยังชนบท และด้วยเส้นสายของครอบครัว เธอจึงถูกส่งไปยังหมู่บ้านหลิ่วซู่
เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ ประกอบกับบารมีของพ่อแม่ ‘ป้าจูเฟิ่ง’ ผู้ที่เธอไปอาศัยอยู่ด้วยชั่วคราวจึงเป็นคนดีมีน้ำใจ ในตอนนั้นเซี่ยซินซาน ลูกชายของป้าจูยังไม่ได้แต่งงาน เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหา ป้าจูจึงให้ลูกชายย้ายไปนอนที่คอกวัวแทน
หากจะพูดถึงความยากลำบาก ในช่วงเวลานั้นเธอก็ไม่ได้เผชิญกับมันมากนัก
ราวกับว่าความทุกข์ระทมทั้งหมดในชีวิต เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เธอแต่งงาน
ชั่วแวบหนึ่ง หลัวซูซิ่วรู้สึกเคว้งคว้างในห้วงความคิด เธอไม่เข้าใจว่าการแต่งงานนั้นมีไว้เพื่อสิ่งใดกันแน่
แล้วเธอก็หันไปมองลูกชาย...อ้อ คงเป็นเพื่อ ‘เสี่ยวเจ๋อ’ ของเธอนี่เอง
หลินเฮ่าเจ๋อเอ่ยขอบคุณซ่งอวี้หน่วนอย่างเขินอาย “พี่เสี่ยวหน่วนครับ ชุดวอร์มที่พี่ให้ผมใส่ได้พอดีเลย ขอบคุณมากนะครับ”
ซ่งอวี้หน่วนแย้มยิ้มตอบ เด็กหนุ่มคนนี้ช่างเป็นคนที่ฉลาดเฉลียว
ในระยะที่ไม่ไกลนัก กู้หวยอันซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์มองเห็นกลุ่มคนที่ยืนอยู่บริเวณหน้าร้านหม้อไฟ เขาเห็นพวกเธอกำลังพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ในกลุ่มนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กหนุ่มอีกคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ย่าซ่งดูจะพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้นอย่างถูกคอและมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา
เพียงครู่เดียว ทั้งหมดก็พากันเดินเข้าไปในร้าน
เด็กหนุ่มคนนั้นยังพูดคุยกับเสี่ยวหน่วนด้วยท่าทีเขินอายอีกงั้นเหรอ
[จบบท]