บทที่ 528: ไม่มีใครเชื่อเลยสักคน
ในความคิดของหลินเฮ่าเจ๋อ ถึงเขาจะยังเป็นแค่นักเรียน แต่ก็พอจะเดาได้ว่าบนโลกนี้คงไม่มีหน่วยงานไหนที่เหมาะกับคุณอาหญิงเล็กของเขาเท่ากับการอยู่บ้านเฉยๆ ไปวันๆ อีกแล้ว
ขนาดตัวเขาที่ยังเรียนอยู่ยังต้องลำบากแทบตายในแต่ละวัน แต่คุณอากลับใช้ชีวิตราวกับเป็นนางฟ้าในเทพนิยาย
เสื้อผ้ามีคนเตรียมให้ อาหารมีคนป้อนถึงปาก บางครั้งขนาดเสื้อผ้าตัวเองยังไม่ยอมซัก ปล่อยให้เป็นภาระของแม่กับย่าเขา ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ลงมือทำให้ก็คือแม่ของเขานั่นแหละ ช่างเป็นคนที่หน้าหนาเสียจริง
ถึงอย่างนั้น คุณอาคนนี้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง คือไม่ว่าจะได้ของกินอร่อยแค่ไหน ก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งให้เขาเลยสักครั้ง
ความเงียบระหว่างทางกลับบ้านปกคลุมพวกเขาอยู่นาน ในที่สุดหลัวซูซิ่วก็เอื้อมมือไปตบไหล่ลูกชายเบาๆ “ลูกก็โตแล้วนะ เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องรู้จักรักษาหน้าตาของตัวเองบ้าง คุณอาของลูกถูกคุณย่าตามใจจนเคยตัว ไม่เคยเห็นหัวใคร ถ้าเกิดทำอะไรไม่รู้จักคิดขึ้นมา คนที่จะเสียหน้าต่อหน้าพี่หน่วนไม่ใช่ใคร แต่เป็นลูกนะ”
“แม่เป็นห่วงลูกจริงๆ แต่ถ้าลูกอยากจะบอกความจริงกับพวกเธอ แม่ก็จะไม่ห้าม อย่างน้อยพี่หน่วนก็ไม่ใช่คนน่าอับอาย ทำไมเราต้องยอมให้ใครมาว่าเขาเป็นญาติบ้านนอกจนๆ ที่คอยแต่จะมาเกาะเรากินด้วยล่ะ จริงไหม”
หลินเฮ่าเจ๋อรู้สึกสับสน เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดความจริงออกไปดีหรือไม่
ใจจริงแล้วเขาไม่อยากพูดเลยสักนิด แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็พบว่าพ่อไม่อยู่ มีเพียงคุณย่ากับคุณอาหญิงเล็กที่กำลังนั่งฟังวิทยุอยู่ในห้องโถง เมื่อทั้งสองเห็นแม่ลูกกลับมา คุณอาก็ได้กลิ่นหม้อไฟอันเป็นเอกลักษณ์ลอยมาเตะจมูก เธอเผลอกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ก่อนจะเอ่ยปากเหน็บแนมพี่สะใภ้
“แหม กินกันไปนานสองนานขนาดนั้น ญาติบ้านนอกจนๆ ของเธอคงไม่ได้หอบหิ้วอาหารของวันพรุ่งนี้กลับมาด้วยหรอกนะ เผลอๆ อาจจะเอาของมะรืนมาด้วยเลยก็ได้มั้ง กินซะจนเดินไม่ไหวเลยหรือเปล่า”
“พี่สะใภ้ไม่คิดจะเตือนเธอบ้างหรือไง ระวังจะทำลูกชาวบ้านเขาอิ่มจนตายนะ ถ้าพ่อแม่เขามาเรียกค่าเสียหายขึ้นมา ฉันบอกไว้ก่อนเลยว่าบ้านเราไม่มีเงินจ่ายให้หรอก”
หลินเฮ่าเจ๋อรู้สึกว่าคุณอาของเขาพูดจาโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองใดๆ ทั้งสิ้น คนที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ด้วยคะแนนสูงสุดของมณฑลจะเป็นคนโง่ได้อย่างไร
ต่อให้พี่หน่วนไม่เคยกินเนื้อมาก่อน ก็คงไม่มีทางตะกละตะกลามจนเดินไม่ไหวแน่ๆ ทำไมคุณอาถึงไม่รู้จักคิดก่อนพูดกันนะ
ย่าของเขาก็ผสมโรงขึ้นมาอีกคน “โชคดีนะที่แกพาเสี่ยวเจ๋อไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงมีแต่เสียเปรียบคนนอก ฉันจะบอกอะไรให้หลัวซูซิ่ว พอได้แล้วนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันห้ามแกไปมาหาสู่กับญาติบ้านนอกจนๆ คนนั้นอีกเด็ดขาด”
พูดจบหญิงชราก็ดึงมือหลานชายสุดที่รักไปกุมไว้ พลางลูบเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “หลานรักของย่า ย่าเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้ว รีบไปอาบน้ำเถอะนะ ย่ายังต้มโจ๊กเม็ดบัวไว้ให้ด้วย อาบเสร็จจะได้ออกมากินร้อนๆ”
ก่อนจะหันไปกำชับหลานชายอีกครั้ง “เสี่ยวเจ๋อ ญาติของแม่แกเป็นพวกชอบเอาเปรียบคนอื่นขนาดนี้ ฐานะทางบ้านคงไม่สู้ดีนักหรอก ไม่แน่ว่าอาจจะขัดสนเรื่องเงินทองด้วยซ้ำ ถ้าต่อไปเธอไปหาหลานที่โรงเรียนแล้วขอยืมเงินล่ะก็ ห้ามให้ยืมเด็ดขาดนะ แล้วก็อย่าไปยุ่งกับเธออีก เข้าใจไหม”
หลินเฮ่าเจ๋อสลัดมือย่าทิ้ง พลางแย้งขึ้นด้วยความโมโห “คุณย่าครับ พี่หน่วนไม่ใช่ญาติบ้านนอกจนๆ นะครับ พี่เขามีเรือนสี่ประสานเป็นของตัวเองอยู่ในซอยจี๋เสียง แถมยังมีรถจี๊ปสุดเท่ป้ายทะเบียนพิเศษอีกด้วย”
“เสื้อวอร์มที่ผมใส่อยู่นี่พี่หน่วนก็เป็นคนให้มา วันนี้ที่ไปกินหม้อไฟแม่ก็ไม่ได้จ่ายเงินเลยสักหยวน เป็นพี่กู้หวยอันคนที่ผลิตโทรศัพท์มือถือตงฟางหงจ่ายให้พวกเรากินต่างหาก ผมกินอิ่มมากๆ ด้วย ต่อไปนี้ห้ามว่าพี่หน่วนเป็นญาติบ้านนอกจนๆ อีกนะครับ”
เด็กหนุ่มคาดหวังว่าคำพูดของเขาจะทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองตกตะลึงจนพูดไม่ออก และเปลี่ยนท่าทีเป็นซักไซ้ไล่เลียงเรื่องราวของพี่หน่วนด้วยความสนใจใคร่รู้ จนเขารู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ ที่เผลอพูดความจริงออกไป เพราะไม่รู้ว่ามันจะสร้างความเดือดร้อนให้พี่หน่วนหรือเปล่า
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น คุณย่ากับคุณอาหญิงเล็กเพียงแค่สบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะพากันหัวเราะลั่นออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หลินลี่มีสีหน้าที่ยากจะหาคำมาบรรยาย เธอบิดปากอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะหันไปทางหลัวซูซิ่วที่ยืนเงียบอยู่ พร้อมกับชี้นิ้วไปทางพี่สะใภ้ด้วยท่าทีดูแคลนอย่างเปิดเผย
“พี่สะใภ้คะ พี่ไปสอนให้เฮ่าเจ๋อพูดจาโกหกแบบนี้ได้ยังไง เรื่องซื้อบ้านที่ซอยจี๋เสียงน่ะ ตอนนี้ที่ไหนเขาซื้อขายบ้านกันง่ายๆ ยิ่งเป็นซอยจี๋เสียงนั่นอีก ที่นั่นมีแต่พวกเศรษฐีกับคนใหญ่คนโตอยู่กันทั้งนั้นแหละ พี่เคยไปบ้านเขาเหรอคะ ไม่เคยไปใช่ไหม พี่ก็โตจนป่านนี้แล้ว ทำไมยังซื่อจนเซ่อได้ขนาดนี้ คนอื่นเขาพูดอะไรก็เชื่อไปหมด เห็นๆ กันอยู่ว่าเขามาหลอก”
หลินเฮ่าเจ๋อหน้าแดงก่ำ รีบเถียงแทน “แต่พี่เสี่ยวหน่วนขับรถจี๊ปมาจริงๆ นะครับ แถมป้ายทะเบียนก็เป็นแบบพิเศษด้วย เรื่องแบบนี้จะปลอมกันได้ยังไง”
คำพูดของหลานชายทำให้แม่หลินนึกถึงเรื่องที่เพื่อนเก่าเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบ้านนอกของสะใภ้คนนี้ได้ ที่นั่นยากจนข้นแค้นขนาดที่ว่าชุดแต่งงานยังต้องไปหยิบยืมเขามา พอเสร็จพิธีก็ต้องรีบเอาไปคืน
บางทีเพื่อนจากบ้านนอกคนนี้อาจจะไปยืมรถจี๊ปใครมาอวดบารมี เพื่อหลอกหลัวซูซิ่วที่ดูซื่อๆ ให้ตายใจ หวังจะมาตีสนิทเพื่อขอยืมเงินยืมของในอนาคต
ยิ่งคิดภาพตาม แม่หลินก็ยิ่งหวาดระแวงและปักใจเชื่อว่าต้องเป็นแบบนั้นแน่ เธอผลักหลานชายเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงดุ “ไปอาบน้ำได้แล้ว นี่มันดึกดื่นแค่ไหนแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้านะเราน่ะ ต่อไปเจอใครต้องหัดมีหัวคิดบ้าง ไม่ใช่ใครพูดอะไรก็เชื่อไปซะหมด”
“ผู้หญิงคนนั้นคงไปรู้จักเพื่อนนักเรียนที่ไหนแล้วประจบสอพลอจนยืมรถเขามาขับอวดได้ ที่ทำไปก็เพื่อหลอกแม่ของแกนั่นแหละ อย่าไปเชื่อคำพูดเหลวไหลของเธอ แล้วก็อย่าเที่ยวเอาไปพูดที่ไหน ถ้าเกิดคนรู้ความจริงเขาได้ยินเข้า มีหวังได้โดนหัวเราะเยาะกันพอดี”
หลินเฮ่าเจ๋อถูกผลักจนตัวเซ เขามองหน้าคุณย่าและอาหญิงสลับกันไปมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
พวกเธอไม่เชื่อเขาเลยสักนิด แถมยังคิดว่าเขาเป็นเด็กเลี้ยงแกะ แล้วเรื่องที่เขาเล่าว่าได้ยินกู้หวยอันพูดถึงโทรศัพท์มือถือตงฟางหงนั่นล่ะ พวกเธอไม่ได้ฟังกันเลยหรืออย่างไร
แสดงว่าถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง ก็ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดใช่ไหม
แน่นอน พวกเธอไม่มีทางเชื่อ แถมยังจะคิดว่าแม่เป็นคนสอนให้เขาพูดเรื่องโกหกพวกนี้อีก
หลินเฮ่าเจ๋อยืนกรานในสิ่งที่ตัวเองพูด “ผมพูดเรื่องจริงนะ คุณย่ากับอาจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ผมหวังว่าพอถึงเวลาที่ได้เจอตัวจริง พวกคุณจะไม่หน้าด้านไปประจบประแจงเขาก็แล้วกัน”
ทางด้านหลัวซูซิ่วกลับลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
อย่างน้อยสองแม่ลูกคู่นี้ก็ไม่ได้ใส่ใจกับชื่อของกู้หวยอันที่หลุดออกมาจากปากลูกชายเธอเลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่ว่าพวกเธอไม่รู้จักหรือไม่เคารพกู้หวยอัน ตรงกันข้าม ชื่อของเขาโด่งดังและอยู่สูงเกินกว่าที่คนธรรมดาอย่างพวกเธอจะเอื้อมถึง เป็นบุคคลที่ได้ยินชื่อผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือวิทยุเท่านั้น เป็นคนที่ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีทางได้พบเจอ
ดังนั้น เมื่อหลินเฮ่าเจ๋อเอ่ยว่านั่นคือ ‘พี่ชายหวยอัน’ ของเขา คำพูดนั้นจึงเหมือนสายลมที่พัดผ่านหูของพวกเธอไป ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะภาพจำที่พวกเขามีต่อเธอนั่นแหละ
หากเธอเกิดในปักกิ่ง มีพ่อแม่เป็นข้าราชการระดับสูง ต่อให้เธอบอกว่าเพิ่งไปกินข้าวกับผู้นำคนสำคัญมา พวกเขาก็คงเชื่ออย่างสนิทใจ
แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีแล้วเหมือนกัน เพราะด้วยนิสัยหน้าหนาและเห็นแก่ตัวของหลินลี่ หากเธอรู้ความจริงเข้า มีหวังต้องบุกไปหาเสี่ยวหน่วนถึงที่แน่
หลัวซูซิ่วอยากจะลองหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาของหลินหานดูบ้าง พอเขากลับมาถึงบ้าน เธอก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “คุณรู้ไหมคะว่าเพื่อนที่มาจากบ้านเดียวกับฉันเป็นใคร”
แต่หลินหานไม่ได้ยินคำถามนั้นเลยแม้แต่น้อย เขากำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
ในภวังค์ของเขานั้น มีดวงตารูปดอกท้อคู่สวยที่น่าหลงใหลจับจ้องมาด้วยความชื่นชมและเทิดทูน
ตั้งแต่กลับเข้าทำงาน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงสายตาเช่นนี้ แต่มีเพียงแววตาของเธอคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน
หญิงสาวผู้นั้นทั้งงดงามและเปี่ยมเสน่ห์ ทั้งยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวาของวัยแรกรุ่น เธอมักจะหาโอกาสและสร้างข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเขา จนเขาต้องแสร้งทำเป็นพูดขึ้นมาลอยๆ ว่าตัวเองแต่งงานมาหลายปีแล้ว มีภรรยาที่ขยันขันแข็งและจิตใจดี แถมยังมีลูกชายวัย 12 ขวบอีกคน
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องรีบบอกให้ชัดเจน เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่าเปียนไห่ซิงกำลังคิดอะไรอยู่
[จบบท]