บทที่ 533: มหันตภัยที่กำลังจะเกิดขึ้น
ผู้ช่วยรู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนยังไม่ล่วงรู้ความจริงทั้งหมด เพราะนี่คือความประหลาดใจที่นายน้อยของเขาตั้งใจจะมอบให้
“อันที่จริงนายน้อยจัดการทุกอย่างเรียบร้อยตั้งนานแล้วครับ ตอนที่คุณโทรคุยกับคุณหนูก็อยู่ที่ท่าเรือพอดี เอกสารทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์ นายน้อยย้ำว่าการค้าครั้งนี้ต้องสำเร็จให้ได้ แม้จะต้องยอมถอยให้มากกว่านี้อีกก็ตาม”
น้ำเสียงของเขาเจือความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“นายน้อยบอกว่าคุณหนูเป็นเพื่อนที่ดี และตอนนี้ประเทศจีนก็ต้องการธัญพืชอย่างเร่งด่วน จึงหวังว่าจะส่งมอบทุกอย่างให้คุณหนูซ่งได้อย่างราบรื่นก่อนฤดูหนาวจะมาถึง”
“ท่านประธานของเราก็เห็นด้วยและสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้ ดังนั้นเรือบรรทุกธัญพืชหนึ่งหมื่นตันก็ออกเดินทางทันทีที่คุณหนูวางสายเลยครับ”
ผู้ช่วยไม่รู้เลยว่าซ่งอวี้หน่วนกำลังจะขอยกเลิกข้อตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า เขาเข้าใจว่าเธอเพียงแค่ร้อนใจ จึงเล่าแผนการทั้งหมดให้ฟังด้วยความปรารถนาดี
ซ่งอวี้หน่วนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากบอกความจริงที่น่าตกใจให้เขาทราบ
ความจริงที่เธอเอ่ยออกไปทำเอาอีกฝ่ายถึงกับนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจอย่างแรงจนเกือบทำหูโทรศัพท์หล่นจากมือ
เรื่องนี้จำเป็นต้องแจ้งให้ทุกคนทราบโดยเร็วที่สุด หากเรือสามารถหันหัวกลับได้ทันก็คงจะดี
“เรื่องนี้...เรื่องนี้...” น้ำเสียงของเขาสั่นเครืออย่างควบคุมไม่อยู่
“การเดินทางไปประเทศจีนรอบนี้ ทีมงานมีจำนวนมากกว่าเดิมถึงสองเท่า เพื่อการพัฒนาในอนาคต ผมยังส่งน้องชายแท้ๆ ของผมไปด้วย นอกจากนั้นยังมีลูกพี่ลูกน้องของนายน้อยเจมค์ที่อยากไปเที่ยวประเทศจีนก็ตามไปสมทบด้วยอีกคน”
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเขาจนน่าหวาดหวั่น “เขี้ยวพิษ...เป็นคนโหดเหี้ยมก็จริง แต่เราต่างคนต่างอยู่มาตลอด เหตุใดครั้งนี้ถึงคิดจะเล่นงานขบวนเรือสินค้าธัญพืชได้”
ความตระหนกทำให้เขาต้องรีบวิ่งไปแจ้งข่าวร้ายต่อท่านประธาน
หลังจากซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอันนำลูกชิ้นที่ห่ออย่างดีไปส่งให้หลินเฮ่าเจ๋อเรียบร้อยแล้ว กู้หวยอันก็กำชับให้เธอตั้งใจเรียน ส่วนเรื่องทางนี้เขากำลังพยายามติดต่อประสานงานอย่างเต็มที่และน่าจะได้ข่าวในเร็วๆ นี้
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้หน่วนก็ได้รับโทรศัพท์อีกครั้ง เมื่อคำนวณตามความต่างของเวลาแล้ว คงเป็นผู้ช่วยคนเดิมที่โทรหาเธอทั้งที่ยังไม่สว่างดี
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน “คุณหนูซ่งครับ เรายังติดต่อเรือของนายน้อยไม่ได้เลยครับ ต้องรอให้แล่นผ่านช่องแคบซานเจี๋ยไปก่อนถึงจะติดต่อได้”
“แต่ปัญหาคือเมื่อผ่านจุดนั้นไปแล้ว เดินทางต่ออีกไม่นานก็จะเข้าสู่น่านน้ำของพวกเขี้ยวพิษแล้ว”
เจมค์เลือกใช้เส้นทางที่ใกล้ที่สุด อีกทั้งช่วงครึ่งเดือนมานี้คลื่นลมในทะเลก็สงบเป็นพิเศษ จึงคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาเดินทางราวครึ่งเดือน
“ท่านประธานให้คนพยายามติดต่อกับเขี้ยวพิษแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แวว ตอนนี้เราทำได้แค่รอเท่านั้นครับ”
ซ่งอวี้หน่วนกุมหูโทรศัพท์ไว้แน่น ขณะที่ในหัวคำนวณอย่างรวดเร็ว
ต่อให้เธอออกเดินทางไปสมทบตอนนี้ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์กว่าจะพบกัน ซึ่งนั่นหมายความว่าทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างราบรื่นโดยไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
บทสนทนาทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ ซึ่งซ่งอวี้หน่วนเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องมีความโปร่งใส อีกอย่างอาจารย์ใหญ่สวีก็ค่อยๆ เข้ามามีส่วนร่วมรับรู้เรื่องราวพิเศษต่างๆ ของเธออยู่แล้ว
แต่อาจารย์ใหญ่สวีที่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดก็อดใจเต้นรัวไม่ได้ นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว หากเกิดความผิดพลาดเพียงนิดเดียว นั่นหมายถึงหายนะครั้งใหญ่
การตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แต่ปัญหาคือเรือสินค้าได้ออกเดินทางมาแล้ว 26 ชั่วโมงเต็ม
“อาจารย์ใหญ่คะ หนูขอลาหยุดครึ่งเดือนค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้น
อาจารย์ใหญ่สวีเคยพบหน้าซ่งอวี้หน่วนเพียงไม่กี่ครั้ง แม้จะยังไม่คุ้นเคยนัก แต่เขาก็ชื่นชมเด็กสาวคนนี้เป็นอย่างยิ่ง
อย่าให้ใครเข้าใจว่าผลการเรียนอันดับหนึ่งของมณฑลเป็นเพียงความสำเร็จในระดับภูมิภาค เพราะหากพิจารณาในภาพรวมแล้ว คะแนนของเธอสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศเลยทีเดียว
ลองคิดดูสิ ขาดอีกเพียงคะแนนเดียวก็จะเต็มแล้ว หากไม่ใช่ที่หนึ่งของประเทศแล้วจะเป็นอะไรได้ เพียงแต่ด้วยสถานะที่ค่อนข้างพิเศษของซ่งอวี้หน่วน ทางโรงเรียนจึงไม่ได้ป่าวประกาศเรื่องนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ไม่เช่นนั้นคงไม่มีนักเรียนหรืออาจารย์คนไหนไม่รู้จักเธอ และเมื่อมองย้อนกลับไป การตัดสินใจเช่นนั้นก็ดูสมเหตุสมผลดีแล้ว
พอได้ยินซ่งอวี้หน่วนขอลาหยุด อาจารย์ใหญ่สวีก็พอจะเดาความคิดของเธอออก...เด็กคนนี้คงไม่ได้คิดจะเดินทางไปรับมือกับสถานการณ์ด้วยตัวเองหรอกนะ
เป็นความคิดที่เหลวไหลสิ้นดี
“หนูเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวนะ แม้ว่าอาจารย์เข้าใจความรู้สึกของหนูดี แต่การที่หนูไปมันจะไม่ยิ่งสร้างความวุ่นวายขึ้นไปอีกเหรอ”
อาจารย์ใหญ่สวีปรับสีหน้าเป็นจริงจัง เอ่ยกับซ่งอวี้หน่วนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หนูยังเด็กและยังเป็นนักเรียน เรื่องนี้ไม่ใช่ภาระที่หนูควรแบกรับเลย หากช่วยเหลือได้ก็เป็นเรื่องดี แต่หากทำไม่ได้ หนูก็ได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว”
“ตอนนี้หน้าที่หลักคือการตั้งใจเรียนให้สำเร็จการศึกษา ส่วนเรื่องธัญพืชและคุณเจมค์ หนูวางใจและรอคอยอย่างสงบเถอะ”
“ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาและจัดการกันอยู่ ตระกูลเจมค์ไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ พวกเขามีทั้งอำนาจและเส้นสายมากมายพอที่จะคลี่คลายสถานการณ์ได้ พวกเขี้ยวพิษไม่น่าจะกล้าทำอะไรผลีผลามหรอก”
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าทุกถ้อยคำของอาจารย์ใหญ่สวีล้วนออกมาจากใจจริงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เธอจึงกล่าวขอบคุณเขา ก่อนจะเอ่ยความตั้งใจของตนเองออกไปอย่างชัดเจน
“หนูจะลองยื่นเรื่องถึงเบื้องบนดูค่ะ ว่าหนูจะสามารถออกทะเลได้หรือไม่”
อาจารย์ใหญ่สวีตกใจจนแทบผงะ “จะออกทะเลเหรอ หนูเพิ่งจะเข้าเรียนปีหนึ่งได้ไม่กี่วัน จะออกทะเลไปทำอะไรกัน”
“ในทะเลมีแต่คลื่นลมที่บ้าคลั่ง เต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะควบคุมได้นะ”
“พวกนั้นไม่มีหลักแหล่งที่แน่นอน แม้แต่จะตามหาตัวก็ยังยาก แล้วถ้าเด็กผู้หญิงอย่างหนูเกิดพลาดท่าตกไปอยู่ในเงื้อมมือของโจรสลัดพวกนั้นขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น คิดดูบ้างไหม”
สีหน้าของอาจารย์ใหญ่สวีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาตบโต๊ะดังปัง “ในฐานะที่อาจารย์เป็นอาจารย์ใหญ่ของหนูตอนนี้ อาจารย์ไม่อนุมัติคำร้องขอลาหยุดของหนูเด็ดขาด!”
เขายังคงเน้นย้ำด้วยความเป็นห่วง “เสี่ยวหน่วน อาจารย์เข้าใจความรู้สึกของหนูดี แต่นั่นมันกลางทะเลนะ ไม่ใช่บนบก ถ้าอยู่บนบกแล้วเจออันตราย ต่อให้ไม่มีรถก็ยังใช้สองขาวิ่งหนีได้”
“แต่กลางมหาสมุทรที่เวิ้งว้างเนี่ยสิ เคยคิดไหมว่าหากเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา หนูจะหนีไปไหนได้ ที่สำคัญ คนที่บ้านของหนูไม่มีวันยอมให้หนูไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้แน่นอน”
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ในใจของเธอกำลังขบคิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว
คำกำชับของกู้หวยอันยังคงดังก้องในความคิด เขาบอกเธอว่าอย่าเพิ่งทำอะไรวู่วาม พวกเขี้ยวพิษคงไม่กล้าล่วงเกินทางการจีนและตระกูลเจมค์ซึ่งๆ หน้า
เป็นไปได้ว่าพวกมันมีความต้องการบางอย่าง และอาจจะติดต่อกับตระกูลเจมค์โดยตรง เขาขอให้เธอรอไปก่อน เพราะทางนี้ได้ส่งกำลังคนออกไปรับมือแล้ว
เมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนนิ่งเงียบไป อาจารย์ใหญ่สวีก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขารู้ว่าเด็กสาวคนนี้มีความสามารถเป็นเลิศ แต่ก็ยังเคารพกฎระเบียบเสมอมา ทุกครั้งที่เธอจะไปไหนก็มักจะแจ้งอาจารย์ที่ปรึกษาหรือมาบอกเขาก่อนเสมอ
“อาจารย์รู้ว่าหนูเป็นห่วงความปลอดภัยของเจมค์ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่หนูจะจัดการได้เพียงลำพัง เบื้องบนจะดำเนินการเอง ตั้งใจเรียนแล้วรอฟังข่าวเถอะนะ”
ซ่งอวี้หน่วนประหลาดใจกับการยืนกรานของเขาไม่น้อย ในตอนแรกเธอไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับอาจารย์ใหญ่สวี ยิ่งเมื่อรู้ว่าผู้หญิงอย่างซ่างกวนอวิ๋นฉีทำงานเป็นถึงหัวหน้าแผนกอยู่ที่นี่ แถมยังทำงานได้ดีเสียด้วย เธอก็ยิ่งไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นคนที่มีหลักการเช่นนี้
หารู้ไม่ว่า ที่อาจารย์ใหญ่สวีทำเช่นนี้ก็เพราะได้รับคำสั่งจากเบื้องบนมาอีกทอดหนึ่ง ให้คอยดูแลซ่งอวี้หน่วนเป็นพิเศษในบางสถานการณ์
ไม่ใช่การสอดส่องพฤติกรรม แต่เป็นการปกป้องคุ้มครองเด็กสาวคนนี้ ผู้มีศักยภาพอันยิ่งใหญ่เอาไว้
เพราะไม่แน่ว่าในวันข้างหน้า เธออาจจะสร้างปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาก็ได้
ดังนั้น คำขอลาหยุดครั้งนี้ เขาจึงไม่อาจอนุมัติให้ได้
แล้วเจมค์ไปทำอะไรให้พวกเขี้ยวพิษถึงได้ถูกหมายหัวเอาได้นะ หากเพียงแค่เขาออกเดินทางช้ากว่านี้สักหน่อย เรื่องราวก็คงไม่เป็นเช่นนี้
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ฮานส์รู้สึกเสียใจจนแทบบ้าคลั่ง ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำ ขณะที่ภรรยาของเขาก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไปแล้ว
เขายังจำได้ดีว่าเคยเตือนลูกชายแล้ว ให้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนค่อยออกเดินทาง และไม่ควรเดินทางไปพร้อมกับเรือขนส่งธัญพืช เพราะมันเสี่ยงเกินไป
เขายื่นข้อเสนอให้ลูกชายนั่งเครื่องบินไป หรือแม้กระทั่งเจรจากับทางการจีนเพื่อขออนุญาตนำเครื่องบินของตระกูลบินเข้าสู่น่านฟ้าโดยตรง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
แต่ลูกชายตัวดีกลับแย้งว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน เขาตื่นเต้นที่จะได้ไปเห็นการเฉลิมฉลองวันชาติของจีนในวันที่ 1 ตุลาคม เล่าด้วยความกระตือรือร้นว่าที่ปักกิ่งจะคึกคักเพียงใด
มีทั้งการตีฆ้องร้องป่าวและประดับประดาโคมไฟอย่างงดงาม จนบลันเซีย ลูกสาวของน้องชายเขาพลอยอยากไปด้วยอีกคน พวกเขาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปพร้อมกัน
เขี้ยวพิษ!!!
ไอ้พวกสารเลว กล้าดีอย่างไรถึงมาลูบคมตระกูลเจมค์!
[จบบท]