บทที่ 543: เธอหายไปไหนมา
ธัญพืชทั้งหมดถูกลำเลียงกลับมาพร้อมกัน และอีกสามวันให้หลังก็เดินทางมาถึงปักกิ่ง
ส่วนใหญ่ถูกนำไปเก็บเข้าคลังสินค้า ส่วนที่เหลือถูกจัดสรรไปยังอำเภอหนานซานตามที่ได้ลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า เพื่อนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาแลกเปลี่ยน รวมถึงกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ขาดแคลนตามความเหมาะสม
หลังจากนี้ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป โดยมอบหมายให้ผู้เฒ่ากู้และจงเส้าชิงเป็นผู้ดูแลจัดการทั้งหมด
เจ้าตัวเล็กหมิงเซิ่งกับอิ๋งอิ๋งกลับมาจากเป่ยอิ๋งแล้ว ทั้งคู่สวมชุดทหารตัวจิ๋ว ที่เอวเหน็บปืนไม้คนละกระบอก บนศีรษะสวมหมวกใบเล็กประดับดาวห้าแฉก ดูแล้วกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวาผิดหูผิดตาไปจากเดิมมาก
ถึงอย่างนั้นหมิงเซิ่งก็ยังติดพี่สาวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เด็กชายกุมมือซ่งอวี้หน่วนไม่ยอมปล่อย พลางออดอ้อนว่าคิดถึงพี่สาวเหลือเกิน อยากให้พี่สาวกอด
ซ่งอวี้หน่วนจึงอุ้มน้องชายไปช่วยกันเก็บลูกไห่ถัง ย่าซ่งตั้งใจจะทำไห่ถังเชื่อมกระป๋องเก็บไว้ และดูเหมือนจะรีบร้อนเป็นพิเศษ เพราะการกลับอำเภอหนานซานคราวนี้ย่าต้องอยู่ที่บ้านเกิดนานกว่าปกติ
เมื่อมองดูเวลาแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจว่าจะกลับไปเก็บของที่โรงเรียนก่อน
แม้จะเหลือเวลาอีกสองวันกว่าจะถึงวันหยุด แต่เมื่อซ่งอวี้หน่วนกลับมาถึงหอพัก เพื่อนๆ ที่สนิทกันต่างก็กรูเข้ามาไถ่ถามเรื่องราวต่างๆ ด้วยความอยากรู้
ส่วนคนที่ไม่สนิทก็ไม่ได้เอะใจว่าเธอหายหน้าไปนานกว่าครึ่งเดือนเพื่อทำภารกิจสำคัญ
หญิงสาวจัดการเก็บหนังสือบนเตียงนอน โชคยังดีที่เพื่อนร่วมห้องของเธอต่างรู้จักเกรงใจ ไม่มีใครแตะต้องข้าวของของเธอเลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากเธอต้องเดินทางกลับพร้อมคุณย่าในบ่ายวันพรุ่งนี้ แม้จะไม่ใช่วันหยุดยาว แต่ก็ยังดีกว่าได้หยุดเพียงแค่วันเดียว
เสิ่นเข่อซินเหลือบมองเปียนไห่ซิงที่กำลังยืนส่องกระจกอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาถามซ่งอวี้หน่วน “เสี่ยวหน่วน เธอลาหยุดไปตั้งนาน ไปทำอะไรมาเหรอ”
เปียนไห่ซิงที่อยู่อีกฝั่งวางกระจกในมือลง พลางครุ่นคิดอยู่ในใจ ‘จะไปไหนได้อีกล่ะ ถ้าไม่ไปกกอยู่กับตาแก่ที่ไหน ก็คงท้องแล้วแอบไปทำแท้งมานั่นแหละ’
แน่นอนว่าเธอไม่โง่พอที่จะพูดความคิดเหล่านี้ออกไปโดยไม่มีหลักฐาน เพราะหากชายแก่คนนั้นมีอิทธิพลขึ้นมาจริงๆ เธอนั่นแหละที่จะเดือดร้อน
แต่ถึงอย่างนั้นเปียนไห่ซิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “เสี่ยวหน่วน ตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่หอพักนี้ก็เห็นลาหยุดอยู่เรื่อยเลยนะ ตกลงเธอไปทำอะไรกันแน่ ทำไมต้องทำตัวลึกลับตลอดเวลาด้วย”
“คนอื่นมาถาม พวกเราก็ไม่รู้จะตอบยังไง เราอยู่หอเดียวกัน อย่างน้อยก็ต้องอยู่ด้วยกันไปอีก 4 ปีนะ จะบอกความจริงกับพวกเราหน่อยไม่ได้เหรอ ไม่ต้องห่วงหรอกน่า พวกเราไม่เอาไปพูดต่อแน่นอน”
เปียนไห่ซิงยังเด็กนัก จึงไม่รู้จักเก็บงำความคิดของตัวเองได้มิดชิดนัก สีหน้าของซ่งอวี้หน่วนจึงเคร่งขรึมลงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
เธอเหลือบมองเปียนไห่ซิงพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นกึ่งจริงกึ่งเล่น “ฉันไปทำภารกิจลับที่สำคัญมากมาน่ะ เป็นเรื่องที่บอกใครไม่ได้ แม้แต่พ่อกับแม่ฉันก็ยังไม่รู้เลย เธอยังอยากจะถามต่ออีกไหม”
เปียนไห่ซิงหน้าแดงก่ำ ถึงแม้ซ่งอวี้หน่วนจะยิ้มอยู่ แต่ทุกถ้อยคำกลับเฉียบคมราวกับใบมีด ทำให้เธอไม่กล้าซักไซ้ต่ออีก
เปียนไห่ซิงได้แต่คิดอย่างหัวเสียอยู่ในใจ ‘ไม่แน่ว่าที่ฉันคิดอาจจะถูกก็ได้ ไม่อย่างนั้นจะลาหยุดไปทำไมนานถึงครึ่งเดือน เวลาขนาดนั้นทำอะไรได้ตั้งเยอะแยะ’
หญิงสาวแสร้งปั้นรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก “พูดซะขนาดนี้ ฉันจะไปกล้าถามต่อได้ยังไงล่ะ แต่อย่าหาว่าฉันจุ้นจ้านเลยนะ ฉันกับเข่อซินแค่เป็นห่วงเธอหรอก”
เสิ่นเข่อซินรีบพูดขัดขึ้น “ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวแบบนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก อีกอย่าง ก็ไม่มีใครมาซักถามอะไรพวกเราสักหน่อย”
เปียนไห่ซิงจึงได้แต่กัดริมฝีปาก พลางแอบค้อนให้เสิ่นเข่อซินอย่างขัดใจแล้วสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น
ภายในห้องพลันเงียบสงัดไปชั่วอึดใจ เปียนไห่ซิงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองให้เข้าที่ ยังเหลือเวลาอีกชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงเวลาปิดไฟ เธอจึงหันไปบอกเพื่อนร่วมห้องอีกสามคน
“ฉันออกไปข้างนอกแป๊บนะ เดี๋ยวกลับมา”
ว่าจบก็เดินสะบัดผมทิ้งกลิ่นน้ำหอมฟุ้งไว้ทั่วห้อง
เสิ่นเข่อซินอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบ
ในบรรดาเพื่อนร่วมห้อง 4 คน มีเพียงเธอกับเฉินไอ้เจวียนเท่านั้นที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ส่วนอีกสองคนกลับเต็มไปด้วยความลับ แต่เธอก็เชื่อโดยสัญชาตญาณว่าซ่งอวี้หน่วนไม่มีทางเป็นอย่างที่เปียนไห่ซิงพูดเป็นนัยๆ แน่นอน
คนที่มีปัญหาตัวจริงน่ะคือเปียนไห่ซิงต่างหาก
อย่าคิดว่าคนอื่นเขาตาบอดกันหมดสิ ท่าทีที่เธอโปรยเสน่ห์ใส่อาจารย์หลินหานน่ะ คนที่อยู่ใกล้ๆ มีหรือจะดูไม่ออก แถมยังชอบลากเธอกับเฉินไอ้เจวียนไปเป็นไม้กันหมาอยู่เรื่อย
พอหมดประโยชน์ก็ปลีกตัวออกไปคนเดียว แล้วเวลานี้จะไปไหนได้อีกล่ะ ก็ต้องไปหาอาจารย์หลินหานน่ะสิ
พูดแล้วก็นึกโมโห อาจารย์หลินหานก็ใช่ว่าจะดี แต่งงานมีลูกชายโตเป็นหนุ่มแล้วแท้ๆ เวลานี้ถ้าไม่เตรียมการสอนอยู่ที่ห้องทำงาน ก็ควรจะกลับบ้านไปอยู่กับลูกเมียสิ
อ้างว่าไปนั่งคุยเรื่องวรรณกรรมกับบทกวีอย่างนั้นเหรอ ถุย! พูดไปใครเขาจะเชื่อ เผลอๆ อาจจะกำลังนั่งอ่านบทกวีรักให้กันฟังอยู่ก็ได้
แต่แล้วเฉินไอ้เจวียนที่ปกติเป็นคนเรียบร้อยมาตลอดกลับเอ่ยขึ้น “เราสามคนมาคุยอะไรกันหน่อยดีไหม”
ซ่งอวี้หน่วนหันไปมองเพื่อนร่วมห้องอย่างแปลกใจ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถาม เสิ่นเข่อซินก็ชิงพูดขึ้นก่อนอย่างนึกสนุก
“คุยเรื่องอะไรเหรอพี่ไอ้เจวียน ฉันไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยนี่นา” ว่าแล้วก็หัวเราะคิกคัก “แหม ทำตัวเป็นหัวหน้าหอไปได้นะ”
เฉินไอ้เจวียนส่ายหน้าแล้วหันไปมองซ่งอวี้หน่วนจริงจัง “พวกเธอก็เห็นใช่ไหมว่าเมื่อกี้เปียนไห่ซิงแต่งหน้าเต็มที่ก่อนจะออกไป แถมยังใส่ชุดตัวเก่งของเธอด้วย”
“เมื่อวานฉันเห็นอาจารย์หลินหานยืนคุยกับเปียนไห่ซิงที่ศาลาแน่ะ พวกเขายืนชิดกันมาก ถึงในมือจะถือหนังสือเรียนอยู่ก็เถอะ แต่ฉันรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“อ้าว ที่แท้เธอก็เห็นเหมือนกันเหรอคะ” เสิ่นเข่อซินพูดขึ้น “ฉันนึกว่าเธอแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ซะอีก”
“ก็เพราะว่าเสี่ยวหน่วนกลับมาแล้วนี่แหละ เราสี่คนในหอนี้ก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน อีกอย่าง ตึกพักของเราก็ค่อนข้างพิเศษ คนที่จะได้อยู่ตึกนี้ต้องเป็นนักเรียนที่ผลการเรียนดีจากทั่วประเทศเท่านั้น เลยถูกจับตามองเป็นพิเศษ”
“ฉันไม่อยากให้เปียนไห่ซิงทำอะไรผิดพลาดจนกระทบการเรียนของตัวเองเลย เราสามคนมาช่วยกันคิดหน่อยได้ไหม ว่าจะเตือนเธอดีๆ ได้ยังไง”
“พี่ไอ้เจวียน พี่นี่มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วนะ ตอนนี้เรายังไม่รู้อะไรแน่ชัดเลย จะเอาอะไรไปพูดกับเธอ ขืนพูดไปไม่ดี เธออาจจะโวยวายกลับมาว่าเราใส่ร้ายป้ายสีเธอ ถึงตอนนั้นพี่นั่นแหละที่จะซวย”
เฉินไอ้เจวียนจึงหันไปขอความเห็นจากซ่งอวี้หน่วน “เสี่ยวหน่วน ถึงเธอจะไม่ค่อยอยู่หอ แต่ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นคนที่สุขุมรอบคอบแล้วก็ฉลาดมาก เธอพอจะมีวิธีดีๆ บ้างไหมจ๊ะ”
จู่ๆ ก็โยนเผือกร้อนมาให้กันซะอย่างนั้น ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองเฉินไอ้เจวียน “ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานคาตา พูดอะไรไปก็ผิดทั้งนั้นแหละค่ะ”
“ถ้าเกิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสะอาดบริสุทธิ์เป็นแค่ครูกับศิษย์ล่ะคะ แต่ถ้าพวกเขามีอะไรกันจริงๆ พี่ก็ต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา ถึงตอนนั้นค่อยมานั่งเปิดอกคุยกันได้”
“แต่ถ้ายังจับไม่ได้ อย่างมากก็ทำได้แค่พูดเปรยๆ ไปนั่นแหละค่ะ เช่น พูดให้ได้ยินว่าการเป็นมือที่สามมันผิดศีลธรรมนะ การทำลายครอบครัวคนอื่นมันน่ารังเกียจ แต่ก็ห้ามไปพาดพิงถึงอาจารย์หลินเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าเธอเอาเรื่องไปฟ้อง พวกเราสามคนเดือดร้อนกันหมดแน่”
คำอธิบายของซ่งอวี้หน่วนทำให้ทั้งเฉินไอ้เจวียนและเสิ่นเข่อซินถึงกับหมดแรง
ทันใดนั้นเสิ่นเข่อซินก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ “เสี่ยวหน่วน! พี่ลืมบอกไปเลย สองสามวันก่อนมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งมาหาแน่ะ เขาบอกว่าชื่อหลินเฮ่าเจ๋อ เป็นคนบ้านเดียวกับเธอ เขามาตามหาเธอตั้งหลายครั้งแล้วนะ”
[จบบท]