บทที่ 546: รังแกกันเกินไปแล้ว
หลัวซูซิ่วยังคงสวมผ้ากันเปื้อนคาดเอวไว้ เธอเพิ่งจะได้นั่งลงพักหายใจหลังจากทำงานบ้านมาทั้งวัน ทั้งเก็บกวาดบ้าน ซักผ้า จนไปถึงการรีดเสื้อเชิ้ตให้สามีอย่างประณีต ไม่เว้นแม้กระทั่งเตรียมน้ำอุ่นผสมสมุนไพรสูตรพิเศษสำหรับให้เขาแช่เท้าเพื่อคลายความเหนื่อยล้า และดูแลปรนนิบัติแม่สามีจนเรียบร้อย
ทว่ายังไม่ทันได้หย่อนใจเต็มที่ เสียงประตูก็เปิดผลัวะเข้ามาพร้อมกับร่างของหลินหานผู้เป็นสามีที่ลากแขนลูกชายเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าถมึงทึง ก่อนจะเหวี่ยงเด็กชายลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี
สีหน้าของหลัวซูซิ่วแปรเปลี่ยนไปทันควัน
แม่หลินซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการฟังวิทยุในห้องนั่งเล่นถึงกับลุกพรวดขึ้นยืน จ้องหน้าลูกชายเขม็ง "แกทำบ้าอะไรของแก ไปเหวี่ยงเสี่ยวเจ๋อทำไม แล้วนี่เสี่ยวเจ๋อ...หลานไม่ได้ไปเรียนพิเศษหรอกเหรอ"
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม
หลินหานอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
หลินเฮ่าเจ๋อที่ถูกย่าประคองให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ เหลือบมองหน้าแม่ด้วยแววตาน้อยเนื้อต่ำใจ ความอัดอั้นตันใจทำให้เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่สมควรถูกเก็บเป็นความลับ เขาต้องบอกความจริงเพื่อให้ย่าเป็นคนตัดสิน
"คุณย่าครับ" เด็กชายสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาไหลพราก "พ่อ...พ่อเขากอดจูบอยู่กับเพื่อนนักเรียนผู้หญิง ผมเห็นกับตามาสองครั้งแล้วครับ"
หลินลี่ที่กำลังจิบชาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ถ้วยชาในมือร่วงหล่นสู่พื้นแตกกระจายเสียงดังเพล้ง!
แม่หลินเองก็เหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าที่ศีรษะ สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
มีเพียงหลัวซูซิ่วที่กำชายผ้ากันเปื้อนไว้แน่น เรื่องราวที่ได้ยินควรจะเป็นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจที่ทำให้เธอเจ็บปวดรวดร้าวและร้องไห้ฟูมฟาย ทว่าน่าแปลกที่เธอกลับรู้สึกสงบนิ่งอย่างประหลาด ราวกับว่าผลลัพธ์เช่นนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของเธอเลย
ลึกๆ แล้วเธอเตรียมใจกับเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอรู้ดีว่าตราบใดที่นักเรียนหญิงคนนั้นยังไม่ลดละความพยายาม สามีของเธอก็คงไม่ปฏิเสธไมตรีนั้น
ช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอจึงพยายามทำดีกับเขาให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพียงเพื่อหวังจะเหนี่ยวรั้งหัวใจของเขากลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล
หญิงสาวยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง จ้องมองใบหน้าของสามีที่ซีดเผือดสลับกับแดงก่ำ
หลินหานทั้งอับอายทั้งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เขาปฏิเสธเสียงแข็ง ชี้หน้าลูกชายแล้วตวาดลั่น "ไอ้เด็กเหลือขอนี่ พูดจาเหลวไหลอะไรของแก พ่อก็แค่คุยเรื่องบทความที่เขาจะส่งไปตีพิมพ์ ไม่ได้มีอะไรอย่างที่แกพูดทั้งนั้น ถ้ายังไม่หุบปากพล่อยๆ ของแกอีกละก็ ระวังจะโดนดี"
เมื่อต้องสบตากับภรรยาที่มองมานิ่งๆ หลินหานก็ยิ่งรู้สึกร้อนตัว เขาแก้ตัวเสียงอ่อย "คุณอย่าไปฟังเสี่ยวเจ๋อพูดมั่วซั่วนะ เด็กมันไม่รู้อีโหน่อีเหน่"
พอภาพเหตุการณ์น่าอับอายที่เพิ่งเกิดขึ้นผุดขึ้นมาในหัว ความโมโหก็ตีรวนขึ้นมาอีกระลอก เขามองภรรยาที่เอาแต่เงียบแล้วยิ่งฉุนเฉียว
"หลัวซูซิ่ว ผมถามคุณไปเมื่อกี้นี้ ทำไมยังไม่ตอบ ใช่คุณหรือเปล่าที่ใช้ให้เสี่ยวเจ๋อไปคอยจับผิดผม"
ยังไม่ทันที่หลัวซูซิ่วจะเอ่ยคำใด หลินเฮ่าเจ๋อก็ปล่อยโฮออกมาสุดเสียง "ไม่เกี่ยวกับแม่นะครับ พ่อจะโยนความผิดให้แม่ทุกเรื่องแบบนี้ไม่ได้ พ่อใจร้าย พ่อเป็นพ่อที่แย่ที่สุดเลย คุณย่าครับ...พ่อเขาไม่ต้องการผมกับแม่อีกแล้ว ฮือ..."
แม่หลินเองก็ทำอะไรไม่ถูก แต่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ เธอก็ยังรู้ว่าสิ่งใดสำคัญกว่า
เรื่องอื้อฉาวเช่นนี้จะแพร่งพรายออกไปให้ชาวบ้านรับรู้ไม่ได้เด็ดขาด
"เสี่ยวเจ๋อ" หญิงชราเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อน เธอลูบหลังหลานชายเบาๆ "เดี๋ยวย่าจะคุยกับพ่อเขาเอง หลานกลับเข้าห้องไปก่อนนะ ฟังย่านะ หลานคงตาฝาดไปแน่ๆ ที่สำคัญ...เรื่องนี้ห้ามเอาไปพูดที่ไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม"
"ผมไม่ได้ตาฝาด!" หลินเฮ่าเจ๋อยืนกรานเสียงแข็ง "ผมเป็นคนวิ่งเข้าไปแยกพวกเขาสองคนเอง แต่ระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรสักคำ"
เด็กชายขยับไปยืนเคียงข้างมารดา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "แม่ครับ...แม่อย่าเสียใจนะครับ แม่ยังมีผมอยู่นะ"
หลัวซูซิ่วพยักหน้ารับคำอย่างฝืดเฝื่อน มือบางลูบศีรษะลูกชายแผ่วเบา "จ้ะ...แม่ไม่เสียใจ แม่ยังมีลูกอยู่"
พอหลินเฮ่าเจ๋อเดินเข้าห้องไปแล้ว ท่าทีของแม่หลินก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอหันมาจ้องหน้าลูกสะใภ้เขม็ง กดเสียงต่ำพูดอย่างเกรี้ยวกราด
"หลัวซูซิ่ว แกอย่ามาคิดอะไรฟุ้งซ่าน ห้ามโวยวายให้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็อย่าได้คิดจะไปฟ้องร้องหัวหน้าที่ทำงานของลูกชายฉันเด็ดขาด!”
“แล้วทำไมเสี่ยวเจ๋อถึงไปตามพ่อเขาได้ ถูกแกเป่าหูมาใช่ไหม บอกไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าแกกล้าใช้ลูกเป็นเครื่องมือล่ะก็ ฉันเอาแกตายแน่!”
“มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะ รีบเก็บเศษแก้วนั่นซะสิ ส่วนแก...หลินหาน ตามฉันมาที่ห้อง ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย"
หลัวซูซิ่วได้แต่ขบกรามแน่น พฤติกรรมของคนในบ้านนี้ยังคงน่ารังเกียจไม่เคยเปลี่ยน
เธอกำหมัดแน่นจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว เค้นเสียงที่เจือทั้งความโกรธและความสั่นเครือออกมา "คุณหยุดเดี๋ยวนี้นะหลินหาน ตอบฉันมาก่อน ว่าที่ลูกพูด...เป็นเรื่องจริงใช่ไหม"
"จะเซ้าซี้ไปถึงไหน!" แม่หลินแผดเสียงอย่างเดือดดาล "มันไม่จริง! เสี่ยวเจ๋อมันตาฝาดไปเอง เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว พรุ่งนี้ลูกชายฉันต้องไปทำงานนะ ถ้าแกยังขืนสร้างปัญหาจนกระทบกระเทือนหน้าที่การงานและอนาคตของเขาล่ะก็ เก็บข้าวของแล้วไสหัวกลับบ้านนอกของแกไปได้เลย!"
ที่ผ่านมาหลินเฮ่าเจ๋อไม่เคยล่วงรู้เลยว่าย่าปฏิบัติต่อแม่อย่างไร เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าท่านจะมีสองหน้าได้ถึงเพียงนี้
แม้จะกลับเข้าห้องมาแล้ว แต่เด็กชายก็ไม่มีกะจิตกะใจจะแตะต้องหนังสือเรียน ในสมองวนเวียนอยู่แต่กับภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
เขานึกถึงเพื่อนนักเรียนหญิงนิสัยไม่ดีคนนั้นกับพี่เสี่ยวหน่วนที่พากันไปสถานีอนามัย เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนั้นเองว่าทั้งสองคนพักอยู่หอเดียวกัน แล้วพรุ่งนี้เขาควรจะไปหาพี่เสี่ยวหน่วนดีไหม แต่การทำแบบนั้นจะสร้างความลำบากใจให้พี่สาวหรือเปล่า
ความคิดกำลังสับสนตีกันในหัว เสียงตวาดของย่าที่ด่าทอแม่ก็ดังลอดเข้ามาในห้อง ภาพลักษณ์ของคนในครอบครัวที่เคยดูอบอุ่นในสายตาของเขา บัดนี้กลับดูแปลกหน้าและน่ากลัวอย่างที่สุด
หลินเฮ่าเจ๋อทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาตัดสินใจวิ่งพรวดออกจากห้องไปเผชิญหน้ากับย่า จ้องมองท่านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธไม่แพ้กัน
"แม่ไม่ได้รู้อะไรด้วยเลย คนที่ทำผิดคือพ่อต่างหาก! คุณย่าก็เอาแต่พูดจาไม่มีเหตุผล! แล้วคุณอาก็เป็นคนทำแก้วแตก ทำไมคุณย่ากับพ่อต้องมาด่าแม่ แล้วยังจะให้แม่เป็นคนเก็บกวาดอีก คุณอาไม่มีมือหรือยังไง พวกคุณรังแกกันเกินไปแล้ว!"
หลัวซูซิ่วที่พยายามฝืนความรู้สึกเอาไว้สุดกำลังได้แต่ยืนนิ่งงัน เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร แต่แล้วคำพูดของลูกชายก็เปรียบดังเขื่อนที่พังทลายลงมา ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นพังครืนลงในพริบตา
หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ก็ทะลักออกมาอย่างสุดจะห้ามไหว ลูกชายวัยเพียง 12 ปีของเธอกำลังยืนหยัดเพื่อปกป้องเธอ…
***
ขณะที่บ้านตระกูลหลินกำลังลุกเป็นไฟ เปียนไห่ซิงกับเพื่อนร่วมหออีกสามคนก็กลับมาถึงห้องพักแล้ว หมิงซินขอแยกตัวกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นาน
แสงไฟในห้องสว่างขึ้นพร้อมกับประตูที่ปิดลง อีกไม่นานก็จะถึงเวลาดับไฟตามกฎของมหาวิทยาลัย ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้บังคับอย่างจริงจัง แต่นักศึกษารุ่นนี้ก็ค่อนข้างมีวินัยและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เมื่อถึงเวลาก็จะพักผ่อนและไม่ออกไปไหนมาไหนโดยไม่มีเหตุจำเป็น
ซ่งอวี้หน่วนกำลังจัดเก็บหนังสือบนเตียงของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน ส่วนเฉินไอ้เจวียนกับเสิ่นเข่อซินก็ตักน้ำร้อนเตรียมไว้สำหรับล้างหน้าล้างตา
เมื่อบรรยากาศเริ่มสงบลง เปียนไห่ซิงถึงได้รู้สึกอับอายขึ้นมา แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ไม่มีใครอื่นเห็นเหตุการณ์ เว้นเสียแต่หลินหานกับลูกชายตัวดีของเขา
หญิงสาวลูบยาและผ้าก๊อซบนใบหน้าของตัวเองเบาๆ พลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นใจ หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าอาจารย์หลิน ป่านนี้เธอคงลากตัวเด็กนั่นไปที่สถานีตำรวจแล้ว
ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เปียนไห่ซิงก็โพล่งถามซ่งอวี้หน่วนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูง "นี่เธอเป็นคนบ้านเดียวกับภรรยาของอาจารย์หลินเหรอ ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย"
ซ่งอวี้หน่วนค่อยๆ หันกลับมา ย้อนถามด้วยรอยยิ้ม "แล้วเธอเคยถามฉันเหรอ"
เปียนไห่ซิง “…”
"หมายความว่าไง"
ด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น้ำเสียงของเธอจึงแฝงไว้ด้วยประกายไฟแห่งความก้าวร้าวอย่างชัดเจน
[จบบท]