บทที่ 549: เธออยากเป็นอันธพาลหรือไง
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วเมื่อเห็นหลินเฮ่าเจ๋อเดินออกมาด้วยสภาพดวงตาบวมแดงและท่าทางไร้เรี่ยวแรง ท่าทางแบบนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่คลี่คลาย และความขัดแย้งก็ยังคงคุกรุ่นอยู่
ดูท่าแล้วหลินหานคงยังไม่อยากตัดขาดจากเปียนไห่ซิง ไม่อย่างนั้นเขาควรจะก้มหัวง้องอนภรรยาและลูกชายของตัวเองได้แล้ว ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ขอเพียงแค่เขายอมอ่อนข้อและเอ่ยคำหวานปลอบโยน หลัวซูซิ่วกับหลินเฮ่าเจ๋อย่อมต้องใจอ่อนให้อภัยอย่างไม่ต้องสงสัย
นั่นคือทางออกที่คนส่วนใหญ่เลือกเดิน เพราะใช่ว่าทุกคนจะเด็ดเดี่ยวพอที่จะยอมเจ็บแต่จบ และไม่ใช่ทุกคนที่จะหอบลูกเดินจากไปได้อย่างทระนง ปมปัญหาชีวิตคู่ที่ยุ่งเหยิงเช่นนี้ หากปล่อยให้พัวพันเนิ่นนานก็อาจบั่นทอนชีวิตจนไม่เหลือชิ้นดี
หลินเฮ่าเจ๋อชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนยืนรออยู่ที่ประตู ก่อนจะรีบวิ่งตรงมาหา เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้า หยาดน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาอย่างไม่อาจกลั้น “พี่เสี่ยวหน่วนครับ” เสียงของเขาสั่นเครือ
ซ่งอวี้หน่วนจูงมือเขาเดินไปยังมุมที่ลับตาคน ก่อนจะค่อยๆ ซับน้ำตาให้เด็กหนุ่ม เธอสำรวจมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “สภาพแบบนี้ กระทบการเรียนของเธอใช่ไหม”
หลินเฮ่าเจ๋อก้มหน้าต่ำ เสียงยังคงสะอื้น “ผมจะรีบปรับตัวให้ดีขึ้นครับ”
“ผู้หญิงคนนั้นอยู่หอเดียวกับฉัน ชื่อเปียนไห่ซิง เป็นคนแถวนี้แหละ แต่เดี๋ยวเราก็ไม่ได้อยู่หอเดียวกันแล้ว” ซ่งอวี้หน่วนอธิบาย
หลินเฮ่าเจ๋อเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “พี่เสี่ยวหน่วนจะย้ายออกจากหอเหรอครับ”
“ทำไมต้องเป็นพี่ที่ย้ายออก ไม่ใช่ให้เธอไสหัวไปล่ะ”
คำพูดนั้นจุดประกายความหวังในแววตาของหลินเฮ่าเจ๋อ เขามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด แต่แล้วก็ฉายแววกังวล
“พี่จะไปทะเลาะกับเธอเหรอครับ แต่ผมได้ยินมาว่าในหอพักห้ามทะเลาะกันนะ ถ้าเรื่องใหญ่โตขึ้นมา มหาลัยอาจจะบันทึกในประวัติ มันจะส่งผลถึงการบรรจุงานในอนาคตของพี่ได้นะครับ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ว่าแต่แม่ของเธอเป็นยังไงบ้าง เธอกลับไปเล่าเรื่องที่เห็นให้ท่านฟังใช่ไหม”
หลินเฮ่าเจ๋อพยักหน้าและเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟังโดยไม่ปิดบัง ก่อนจะระบายความอัดอั้นออกมาด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“ทำไมคนที่ทำผิดถึงไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย แต่กลับโยนความผิดให้คนอื่น เหมือนกับว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเป็นฝ่ายเลวร้ายเสียเอง”
“ก็เพราะคนทำผิดไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด ส่วนคนที่ไม่ผิดก็ไม่รู้จักลุกขึ้นสู้ให้ถึงที่สุดยังไงล่ะ ที่เขาว่าลูกพลับต้องเลือกลูกที่นิ่มๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ”
เมื่อคืนหลัวซูซิ่วไม่ได้นิ่งเฉย เธออาละวาดอย่างหนัก แต่เมื่อเพื่อนบ้านมาเคาะประตูเตือน ประกอบกับลูกของทั้งสองบ้านเรียนอยู่ห้องเดียวกัน สุดท้ายเพื่อรักษาหน้าของลูกชาย เธอก็จำต้องยอมสงบศึกและไม่เอาความอีก
เธอไม่ได้ลองใจถามหลินเฮ่าเจ๋อว่าหากต้องหย่าร้าง เขาจะเลือกอยู่กับใคร แต่เด็กหนุ่มกลับเป็นฝ่ายบอกแม่เองว่าถ้าแม่ออกจากบ้านตระกูลหลิน เขาจะขอไปด้วย เขาจะอยู่เคียงข้างแม่เสมอ อีกไม่นานเขาก็จะโตพอที่จะหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวและเป็นเสาหลักให้แม่ได้
ซ่งอวี้หน่วนลูบศีรษะของหลินเฮ่าเจ๋อเบาๆ พลางเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ “เรื่องแค่นี้เอง ไม่เห็นจะต้องกลุ้มขนาดนี้เลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็มีทางออกของมันเสมอ ถึงจะต้องออกจากบ้านตระกูลหลินจริงๆ พวกเธอก็ไม่ลำบากหรอกน่า ยังมีพี่คนนี้อยู่นะ วางใจได้”
คำพูดนั้นทำให้หลินเฮ่าเจ๋อยืดตัวตรงขึ้น ดวงตาที่เคยหม่นหมองกลับมาทอประกายอีกครั้ง
ซ่งอวี้หน่วนกำชับให้เขารีบกลับไปทานข้าวและตั้งใจเรียนให้ดี เพราะเธอไม่ชอบน้องชายที่ผลการเรียนย่ำแย่ ส่วนเรื่องวุ่นวายอื่นๆ เขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
โดยเฉพาะกับเปียนไห่ซิง หากเจอหน้าก็ให้ทำเป็นไม่รู้จักไปเสีย ตอนนี้แค่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างแม่ นั่นคือการสนับสนุนที่ดีที่สุดแล้ว
หลินเฮ่าเจ๋อเดินจากไปด้วยฝีเท้าที่เบาสบายกว่าเดิมมาก
ซ่งอวี้หน่วนไม่รอช้า หยิบโทรศัพท์มือถือตงฟางหงออกมาต่อสายตรงถึงอาจารย์ใหญ่สวี ครั้งนี้เธอเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า ‘คุณปู่สวี’
ทางฝั่งอาจารย์ใหญ่สวีถึงกับเบิกตากว้าง เด็กสาวคนนี้เคยเรียกเขาด้วยสรรพนามนี้เพียงสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่เขาอนุมัติวันหยุดยาวให้ครึ่งเดือน และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สอง โดย
ปกติเด็กสาวจะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์ใหญ่’ อย่างเคารพนับถือเสมอ เขารีบถามไถ่ธุระด้วยความอยากรู้
“ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ แค่หนูมองเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อเปียนไห่ซิงแล้วไม่ถูกชะตาอย่างแรง คุณปู่ช่วยจัดการให้เธอย้ายออกจากหอพักของหนูภายในบ่ายนี้ได้ไหมคะ”
อาจารย์ใหญ่สวีถึงกับนิ่งไปชั่วครู่ ยัยหนูคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่ อยากจะตั้งตัวเป็นเจ้าถิ่นในมหาลัยหรือไง ถึงขนาดที่ว่าไม่พอใจใครก็สั่งย้ายได้ตามใจชอบ
แต่เรื่องน่าแปลกก็คือ เขาไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้ารับคำ “วางใจเถอะ เดี๋ยวปู่จะให้เลขานุการกู้ไปจัดการให้”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่สวี ไว้หนูกลับมาจากบ้านเกิดจะซื้อของฝากมาให้นะคะ”
“ไม่ต้องเอาอะไรมาหรอก แค่กลับมาให้ตรงเวลาก็พอแล้ว” อาจารย์ใหญ่สวีกำชับ
เที่ยงวันนั้น ผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลินก็ได้พบหน้าซ่งอวี้หน่วนผู้ซึ่งมีภารกิจรัดตัวยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก และแล้วซ่งหมิงโปที่ราวกับถูกลืมเลือนไปก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า เขาตรงเข้ามายิงคำถามใส่ทันที
“เสี่ยวหน่วน ทำไมไม่ไปหาพี่บ้างเลย พี่ไปหาตั้งสองครั้งเธอก็ลาหยุดตลอด ไปทำอะไรมากันแน่” ว่าแล้วก็หันไปหยอกซ่งหมิงเซิ่ง
“เจ้าเด็กอ้วน น้องอ้วนขึ้นอีกแล้วนะ” แม้ปากจะบ่น แต่สองแขนกลับช้อนอุ้มน้องชายขึ้นชูสูงอย่างรักใคร่ ย่าซ่งได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู คนซื่อๆ มักจะมีโชคช่วยเสมอ
ขณะเดียวกัน เปียนไห่ซิงก็ตามหาตัวเฉียนอันน่าจนพบ เธอปล่อยโฮฟ้องว่าถูกซ่งอวี้หน่วนกับเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนรวมหัวกันกีดกัน ขับไล่ และรังแกสารพัด เธอต้องการให้อาจารย์เป็นที่พึ่ง และยังอ้างว่าซ่งอวี้หน่วนขู่ว่าจะไล่เธอออกจากหอพักให้ได้
มุมปากของเฉียนอันน่ายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา เธอรู้อยู่แล้วว่าสักวันซ่งอวี้หน่วนจะต้องเผยธาตุแท้ออกมา ยิ่งตอนนี้มีทั้งความสามารถและรู้จักผู้ใหญ่ทรงอิทธิพลมากมายขนาดนั้น หากไม่ทำตัววางโตโอ้อวดก็คงไม่ใช่ซ่งอวี้หน่วนแล้ว
ทว่า...เฉียนอันน่าเคยถูกผู้เฒ่าเฉียนกำราบมาแล้วว่าอยู่ที่นี่จะหาเรื่องใครก็ได้ แต่ห้ามยุ่งกับซ่งอวี้หน่วนเด็ดขาด ไม่ใช่เพราะเบื้องหลังของเด็กคนนั้นมีผู้เฒ่ากู้คอยหนุนหลัง แต่เพราะในสายตาของคนแก่ที่ผ่านโลกมามาก เด็กสาวคนนี้มีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่ หากเลี่ยงได้ก็จงเลี่ยง
แม้จะขัดใจ แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของตระกูลเฉียนที่กำลังง่อนแง่นเต็มที เฉียนอันน่าก็จำต้องข่มความต้องการที่จะฉวยโอกาสนี้ทำลายชื่อเสียงของซ่งอวี้หน่วนลงไปก่อน เธอจึงตอบเปียนไห่ซิงไปว่า
“เธอใจเย็นๆ ก่อนนะ ฉันจะลองไปสืบดูให้ดี ถ้าซ่งอวี้หน่วนรังแกเธอจริง อาจารย์จะให้ความเป็นธรรมกับเธอแน่นอน”
“เรื่องจริงค่ะ เธอกำลังกีดกันฉันอยู่”
เปียนไห่ซิงยืนยันเสียงแข็ง เพราะอีกฝ่ายถึงกับประกาศกร้าวว่าจะไล่เธอออกไปให้ได้
เปียนไห่ซิงไม่ได้ใส่ใจคำขู่ของซ่งอวี้หน่วนเลยแม้แต่น้อย เฉกเช่นเดียวกับเฉียนอันน่าที่ไม่คิดว่าซ่งอวี้หน่วนจะมีปัญญาทำเช่นนั้นได้จริง คงเป็นแค่การพูดจาข่มขวัญอวดเบ่งไปตามประสา
แต่แล้วเปียนไห่ซิงกลับถูกเลขานุการกู้เรียกตัวไปพบ
เฉียนอันน่าไม่ล่วงรู้เรื่องนี้ เธอรีบเลิกงานก่อนเวลาเพื่อไปพบฉินซู่อวิ๋น โดยอ้างเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของซ่งอวี้หน่วนในมหาลับ ว่าเดือนนี้แทบไม่เข้าเรียนเลย แถมยังไม่รู้ไปใช้อำนาจของใครมารังแกเพื่อนร่วมห้อง
เพียงเพราะไม่ถูกชะตาถึงกับร่วมมือกับคนอื่นกลั่นแกล้งนักเรียนหญิงคนหนึ่งจนร้องไห้มาฟ้องเธอเมื่อเช้า บนใบหน้าของเด็กคนนั้นยังมีรอยแผลอยู่อีกด้วย
เธออ้างว่าอยากจะเรียกซ่งอวี้หน่วนมาตักเตือน แต่ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะนำเรื่องไปฟ้องกู้หวยอัน จนอาจทำให้หน้าที่การงานของเธอต้องสั่นคลอน
ฉินซู่อวิ๋นจ้องมองเฉียนอันน่าเขม็งก่อนจะถามกลับไปเรียบๆ “แล้วเธอต้องการให้ป้าทำอะไร”
[จบบท]