บทที่ 551: โจรป่าวร้อง
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตาลปัตร เมื่อเลขานุการกู้มาแจ้งให้เธอเก็บข้าวของย้ายออกจากห้อง 301 ด้วยตัวเอง แถมยังขีดเส้นตายให้เสร็จสิ้นภายในช่วงบ่ายของวันนี้ โดยอ้างว่าได้จัดหาห้องพักใหม่ไว้ให้เรียบร้อยแล้วที่ตึกอีกฟากหนึ่ง
แล้วทำไมเธอต้องเป็นฝ่ายย้ายออกไป? แถมยังต้องย้ายไปอยู่อีกตึกหนึ่ง ซึ่งห้องพักที่นั่นต้องอยู่รวมกันถึง 8 คน ในเมื่อที่นี่เธอก็อยู่ของเธอดีๆ เหตุใดจึงต้องเป็นฝ่ายไป มันจะมากเกินไปแล้ว
หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจรินไหลจากดวงตาของเปียนไห่ซิง ก่อนที่เธอจะกรีดร้องออกมาอย่างไม่อาจควบคุม “อย่าคิดว่าฉันเป็นแค่คนธรรมดานะคะ บ้านฉันก็มีเส้นสายเหมือนกัน ตอนนี้ฉันจะไปหาพ่อเดี๋ยวนี้เลย ไม่เชื่อหรอกว่าพวกคุณจะกล้ารังแกคนกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ ไม่มีใครจัดการได้เลยหรือยังไง โลกนี้มันไม่มีความยุติธรรมกับยางอายหลงเหลืออยู่แล้วเหรอ ทำไมถึงทำตัวไร้ขีดจำกัดกันได้ขนาดนี้”
เลขานุการกู้สวมแว่นตากรอบทอง ดูเป็นชายหนุ่มที่สุภาพและดูดีสมกับที่มาจากตระกูลกู้ เขามองเปียนไห่ซิงที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะส่ายศีรษะอย่างระอาใจ แล้วจึงหยิบรูปถ่ายสองสามใบออกจากกระเป๋าเอกสาร
รูปเหล่านั้นถูกวางเรียงรายลงบนโต๊ะทีละใบ พร้อมกับน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความนัยของเขาที่เอ่ยขึ้น “นักศึกษาเปียนไห่ซิง คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม ว่าโลกใบนี้ยังมีความยุติธรรมและความละอายใจหลงเหลืออยู่หรือเปล่า”
รูปถ่ายทั้งหมดนี้เป็นของที่กู้หวยอันให้คนนำมาส่งให้เขาเมื่อเช้านี้เอง ตอนแรกที่ได้รับรูปพวกนี้มา เขาก็ไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดีเหมือนกัน ทั้งยังไม่เข้าใจเจตนาของกู้หวยอันที่ส่งของสิ่งนี้มาให้
หวยอันเพียงแต่บอกให้เขาเก็บไว้ก่อน เผื่อว่าอาจจะมีประโยชน์ในวันข้างหน้า ซึ่งหากใครที่ไม่รู้ที่มาที่ไปก็คงคิดว่าเด็กสาวในภาพคือซ่งอวี้หน่วนแน่แน่
หลังจากที่เขานำรูปถ่ายใส่กระเป๋าเอกสารได้ไม่ถึง 20 นาที อาจารย์ใหญ่สวีก็โทรศัพท์มาสั่งการให้เขาไปแจ้งนักศึกษาเปียนไห่ซิงที่ห้อง 301 ให้ย้ายออกไปอยู่หอพักอื่นที่จัดเตรียมไว้ให้
ตอนนั้นเขาอดที่จะท้วงติงไม่ได้ “เรื่องนี้ไม่มีปี่มีขลุ่ย อยู่ๆ จะให้ผมไปพูดกับเธอว่าอย่างไรครับ”
ตัวเขาเป็นถึงเลขานุการของอาจารย์ใหญ่ แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการย้ายหอพักของนักศึกษา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของอาจารย์ที่ปรึกษา หัวหน้าภาควิชา หรือกระทั่งคณบดี กลับต้องให้เขาเป็นคนจัดการด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ แถมยังเป็นการบังคับให้นักศึกษาย้ายออกไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หากอีกฝ่ายนำเรื่องนี้ไปร้องเรียนคงได้เดือดร้อนกันไปหมด
ทำไมอาจารย์ใหญ่สวีถึงได้ตัดสินใจทำอะไรไม่รอบคอบเช่นนี้?
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ “ถ้าทุกอย่างต้องให้ฉันคอยสอน แล้วจะมีเลขาอย่างเธอไว้ทำอะไร”
คำพูดนั้นทำให้เขาจนต่อคำพูด ได้แต่ยอมรับคำสั่งมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังจากใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อสืบสาวราวเรื่องจนกระจ่าง พอได้กลับมาพิจารณารูปถ่ายในมืออีกครั้ง ทุกอย่างก็คลี่คลายในทันที
เพียงแต่เขายังไม่แน่ใจว่าซ่งอวี้หน่วนจะรู้เรื่องที่กู้หวยอันครอบครองรูปถ่ายเหล่านี้อยู่หรือไม่
ซึ่งแน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องทั้งหมดดีอยู่แล้ว เพราะเธอได้พูดคุยกับกู้หวยอันทางโทรศัพท์เป็นที่เรียบร้อย น้าซิ่วเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยน ซึ่งคนเช่นนี้ไม่ควรต้องมาเผชิญกับเรื่องเลวร้าย แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีไพ่ตายอยู่ในมือก็ย่อมดีกว่า เพื่อที่จะสามารถเรียกร้องสิทธิ์ที่น้าซิ่วควรจะได้รับกลับคืนมา
ท้ายที่สุดแล้วการตัดสินใจก็ยังคงขึ้นอยู่กับตัวน้าหลัวเอง แต่การเตรียมความพร้อมไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย กู้หวยอันอาสาจะส่งคนไปจับตาดูสถานการณ์ และกำชับให้ซ่งอวี้หน่วนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ด้วยเหตุนี้เธอจึงกล้าที่จะไปเจรจากับอาจารย์ใหญ่สวีตรงๆ เพื่อให้ย้ายเปียนไห่ซิงออกไป
รูปถ่ายแต่ละใบถูกวางเรียงอยู่บนโต๊ะ แต่เปียนไห่ซิงซึ่งยังคงจมจ่อมอยู่กับความโกรธแค้นและอิจฉาริษยาไม่ได้ชายตามองเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเธอมีแต่ความคิดที่ว่าทางมหาวิทยาลัยลำเอียงเข้าข้างซ่งอวี้หน่วนเพียงเพราะอีกฝ่ายมีคนคอยหนุนหลัง ส่วนนักศึกษาที่ไม่มีเส้นสายอย่างเธอก็คงเป็นได้แค่เบี้ยล่างให้คนอื่นข่มเหงรังแก
เปียนไห่ซิงไม่ได้มองรูปถ่ายเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย กลับแผดเสียงแหลมสูงใส่หน้าเลขานุการกู้ “ซ่งอวี้หน่วนมีดีอะไรนักหนาคะ ถึงทำให้พวกคุณต้องมารุมรังแกนักศึกษาผู้บริสุทธิ์เพื่อเธอ คุณรู้ไหมว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นยังไง เธอมาจากบ้านนอกคอกนา แต่ข้าวของเครื่องใช้แต่ละอย่างล้วนเป็นของดีๆ ทั้งนั้น”
“แถมยังไม่เคยตั้งใจเรียน เดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย หนำซ้ำยังเคยขอลาหยุดไปตั้งครึ่งเดือน นี่มันใช่สิ่งที่นักศึกษาควรทำเหรอคะ ทั้งหมดก็เพราะมีคนคอยหนุนหลังไม่ใช่หรือไง ทำไมคุณไม่ลองไปสืบดูบ้างล่ะว่าเธอไปทำตัวเสื่อมเสียศีลธรรม เป็นเมียน้อยใครอยู่หรือเปล่า ไม่กลัวว่าถ้าเรื่องฉาวโฉ่ขึ้นมาจะทำให้มหาวิทยาลัยต้องเสียชื่อเสียงไปด้วยเหรอคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเลขานุการกู้เลือนหายไป เขายกมือขึ้นขยับแว่นตากรอบทองเล็กน้อย ก่อนจะใช้นิ้วเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าชัดถ้อยชัดคำ “นักศึกษาเปียนไห่ซิง รบกวนคุณก้มลงมองรูปถ่ายสองสามใบบนโต๊ะนี่ก่อน แล้วค่อยมาตอบผมอีกทีว่าโลกนี้ยังมียางอายหรือศีลธรรมอยู่ไหม หรือถ้าคุณถูกเขาบังคับข่มขู่ ผมจะเป็นคนทวงความยุติธรรมให้คุณเอง”
เปียนไห่ซิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมก้มหน้ามองตามปลายนิ้วของเลขานุการกู้ วินาทีที่สายตาของเธอจับจ้องไปยังภาพบนโต๊ะ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง ลมหายใจขาดห้วง หัวใจเต้นรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก
ใบหน้าของเปียนไห่ซิงซีดเผือด นิ้วมือสั่นเทา เธอคว้าเอารูปถ่ายขึ้นมาดูทีละใบอย่างลนลาน
นั่นคือภาพของเธอกับหลินหานขณะที่กำลังจูบกันเป็นครั้งแรก!
ภาพถ่ายสีที่แม้จะไม่ได้ถ่ายในระยะใกล้ แต่ก็ชัดเจนพอที่จะระบุได้ว่าบุคคลในภาพคือใคร ตอนนั้นพวกเขาทั้งสองคนกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ที่ลึกซึ้งจนลืมเลือนทุกสิ่งรอบตัว ไม่ได้ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยว่ามีคนแอบบันทึกภาพเอาไว้
แต่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครกันที่เป็นคนถ่ายรูปพวกนี้?
สมองของเปียนไห่ซิงสับสนอลหม่านจนว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เลขานุการกู้ยอมรับว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องมาทำเรื่องเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกเห็นใจเด็กสาวอยู่บ้าง พร้อมกับด่าทอหลินหานอยู่ในใจนับหมื่นครั้ง ชายหนุ่มรุ่นใหญ่ไม่เจียมตัว ยังคิดจะมาหลอกล่อนักศึกษาสาวอายุคราวลูก เปียนไห่ซิงที่อายุเพียง 20 ปี อยู่ในวัยอ่อนต่อโลกที่กำลังโหยหาความรักอันสวยงาม เพียงแค่ถูกป้อนคำหวานไม่กี่คำก็คงหลงเชื่อจนถอนตัวไม่ขึ้น
เขาเคยคิดว่าควรจะนำรูปถ่ายเหล่านี้ไปให้อาจารย์ใหญ่สวีเพื่อจัดการกับหลินหาน แต่เมื่อรูปเหล่านี้ถูกส่งมาจากกู้หวยอันโดยตรง ไม่ได้ผ่านอาจารย์ใหญ่ นั่นย่อมหมายความว่าเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการให้เปิดโปง
แต่บัดนี้ ความคิดเหล่านั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว
เด็กสาวตรงหน้าไม่ได้ไร้เดียงสาหรืออ่อนต่อโลกอย่างที่เขาคิด ปากคอของเธอช่างเราะร้ายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ทุกถ้อยคำล้วนมีเจตนาที่จะลากซ่งอวี้หน่วนลงมาแปดเปื้อนมลทินไปด้วยกัน
เขาได้ตรวจสอบประวัติของซ่งอวี้หน่วนแล้ว ช่วงเดือนที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่ได้มาเรียนเลย แล้วจะไปมีเรื่องมีราวกับเปียนไห่ซิงได้อย่างไร ที่แท้ต้นสายปลายเหตุก็มาจากเรื่องที่ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนบ้านเดียวกับภรรยาของหลินหาน แต่ไม่ได้บอกให้เปียนไห่ซิงรู้ล่วงหน้า จึงสร้างความเจ็บแค้นให้แก่อีกฝ่าย
จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมห้องอีกสองคน ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยมีปัญหากับเปียนไห่ซิงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เมื่อวานนี้เธอยังช่วยปกปิดเรื่องน่าอายให้อีกฝ่ายด้วยซ้ำ ซึ่งความจริงแล้วทุกคนต่างก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร
ดูเหมือนว่าอายุจะใช้วัดวุฒิภาวะของคนไม่ได้จริงๆ นักศึกษาสาวคนนี้แม้อายุยังน้อย แต่กลับสวมบทบาทโจรป่าวร้องจับโจรได้อย่างแนบเนียน เธอพูดจาฉะฉานใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นได้อย่างไร้ยางอายขนาดนั้นได้อย่างไรกัน
เลขานุการกู้รู้สึกว่าตนเองก็เป็นคนหน้าหนาพอสมควร แต่ให้พูดจาแบบนั้นเขาก็คงทำไม่ได้
ความเวทนาสงสารที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในใจของเขาได้มลายหายไปจนหมดสิ้น
[จบบท]