บทที่ 566: หย่าร้างนี่มันดีจริงๆ!
หลัวซูซิ่วไม่อยากจะเสวนาด้วยอีกแล้ว ไม่ว่าคำพูดของหลินหานจะออกมาจากใจจริงหรือไม่ก็ตาม
เธอรู้ดีว่าคนอย่างเขาไม่ใช่ประเภทที่จะเปลี่ยนความคิดได้ง่ายๆ จากคำพูดของใคร
“ช่างเถอะค่ะ พวกเรามันคนบ้านนอก คงไม่คู่ควรกับที่นี่ จะได้ไม่รกหูรกตาคุณอีก ต่อจากนี้ไปก็ขอให้เป็นไปตามที่เราตกลงกันไว้แล้วกันนะคะ”
เธอพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับมามองอีก
หลินหานได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของภรรยาเก่าที่เดินจากไป เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขามันจบสิ้นลงแล้วจริงๆ แต่แปลกที่ในใจกลับไม่รู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่คิด
ตรงกันข้าม กลับมีความรู้สึกอึดอัดบางอย่างเข้ามาแทนที่ อาจเป็นเพราะท่าทีที่แน่วแน่และสง่างามของหลัวซูซิ่ว หรืออาจจะเป็นเพราะเพื่อนรุ่นน้องคนนั้นของเธอดูมีอะไรมากกว่าที่คิด
ที่ผ่านมาเขาคงโดนเปียนไห่ซิงปั่นหัวจนมองอะไรผิดเพี้ยนไปหมด ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาเองก็ลองใช้เส้นสายของเพื่อนฝูงสืบข่าวคราวของซ่งอวี้หน่วนดูบ้าง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ข้อมูลที่ได้มาทำเอาเขาตกใจไม่น้อย
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่การที่เด็กสาวคนหนึ่งสามารถหาทางแลกเปลี่ยนธัญพืชกับทองคำมาได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่คนรุ่นเดียวกันทำได้แค่มองตาปริบๆ แล้ว นี่ยังไม่นับความสัมพันธ์ที่ดูจะสนิทสนมเป็นพิเศษกับกู้หวยอันอีก
หากจะบอกว่าซ่งอวี้หน่วนมีคนคอยหนุนหลังอยู่จริงๆ คนคนนั้นก็คงหนีไม่พ้นกู้หวยอัน น่าเสียดายที่โอกาสดีๆ หลุดลอยไปแล้ว ถ้าเพียงแต่ตอนนั้นที่ลูกชายเล่าให้แม่ของเขาฟัง แล้วพวกเขาเลือกที่จะเชื่อ ความรักของหญิงสาวอาจจะสำคัญ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอนาคตและหน้าที่การงานของตัวเองนั้นสำคัญยิ่งกว่า
หลินหานสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว เขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ แต่ก็ไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นได้ คงทำได้แค่ก้มหน้าก้มตาเดินต่อไปบนเส้นทางที่เลือกแล้ว
***
เมื่อได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สวนหลังบริษัท หลัวซูซิ่วก็พบว่าการหย่าร้างมันช่างดีเหลือเกิน ซ่งถิงแวะเวียนมาหาบ่อยๆ
ด้วยความที่เป็นคนบ้านเดียวกัน ทำให้ทั้งคู่มีเรื่องคุยกันไม่รู้จบ แถมบางครั้งยังพามู่หรงเชียนเชียนที่กำลังว่างมาด้วย
ตอนนี้อาการป่วยของมู่หรงเฟิงและโหลวเมิ่งจวินดีขึ้นตามลำดับแล้ว โหลวเมิ่งจวินจึงตัดสินใจจ้างคนมาดูแล เพื่อให้มู่หรงเชียนเชียนได้ใช้ชีวิตของตัวเองเสียที
เธอเสียสละเวลามามากพอแล้ว แม้ตอนนี้จะอายุ 30 ปี ซึ่งในสายตาคนทั่วไปอาจมองว่ามาก แต่สำหรับตระกูลใหญ่อย่างมู่หรงและโหลว ชีวิตของเธอยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ซ่งถิงเดินทางกลับมาพร้อมกับฉู่จื่อโจว แต่วันที่หลัวซูซิ่วย้ายบ้านนั้นเขามีธุระด่วนจึงไม่ได้มาด้วย ทว่าวันถัดมาเขาก็รีบมาเยี่ยมทันที
หลัวซูซิ่วเองก็คาดไม่ถึงว่าชีวิตหลังการหย่าร้างจะทำให้เธอเป็นคนกล้าหาญและมีความสุขได้มากขนาดนี้ เธอไม่ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมอาหารให้คนทั้งบ้าน ไม่ต้องรีบกินรีบเก็บล้างจานชามเพื่อไปทำงานให้ทันเวลา
ชีวิตในแต่ละวันเคยหมุนเป็นวงล้อที่ไม่เคยมีวันหยุดพัก หลังจากเลิกงานก็ต้องรีบไปจ่ายตลาด กลับมาทำอาหารให้ทุกคนกิน รอจนทุกคนอิ่มหนำสำราญแล้วก็เป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องเก็บล้างทุกอย่าง ขณะที่น้องสาวสามีและแม่สามีไม่เคยคิดจะยื่นมือมาช่วย ส่วนตัวหลินหานนั้นอย่าได้หวัง
มีเพียงลูกชายเท่านั้นที่คอยเป็นลูกมือให้บ้าง แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ชีวิตของเธอเดินช้าลงและสงบสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ต้องทนฟังคำพูดร้ายกาจของอดีตแม่สามี หรือคำแดกดันของอดีตน้องสาวสามี
และที่สำคัญคือไม่ต้องเผชิญหน้ากับสายตาเย็นชาที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายของหลินหานอีก
เมื่อได้ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา เธอก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าตัวเองทนอยู่กับสภาพแบบนั้นมานานหลายปีได้อย่างไร ชีวิตตอนนี้ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว
อาหารสามมื้อมีแค่เธอกับลูกชาย อยากจะกินหรือทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ยังมีซ่งถิงกับมู่หรงเชียนเชียนแวะมาคุยเล่นเป็นเพื่อนแก้เหงา ทั้งยังช่วยติดต่อหาโรงเรียนภาคค่ำให้ ทำให้ตอนนี้เธอกำลังตั้งใจทบทวนบทเรียนอย่างขะมักเขม้น
ส่วนลูกชายเองก็กลับมามีสมาธิกับการเรียนอีกครั้ง แถมยังดูมุ่งมั่นกว่าเดิมเสียอีก ชีวิตหลังหย่ามันดีแบบนี้นี่เองหรือ ถ้ารู้ว่ามันจะอิสระและเปี่ยมสุขถึงเพียงนี้ เธอคงตัดสินใจหย่าไปตั้งนานแล้ว
เธอนึกถึงคำพูดของป้าอู๋ที่บอกไว้ก่อนจากกันว่า ‘ลูกสะใภ้ดีๆ แบบเธอ พลิกแผ่นดินหาก็ไม่เจอหรอก สักวันหลินหานจะต้องเสียใจและซมซานกลับมาขอคืนดี’
หลัวซูซิ่วได้แต่คิดในใจว่าชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีแค่ไหนแล้ว เธอคงสติไม่ดีพอที่จะหวนกลับไปอยู่ในกรงขังที่น่าอึดอัดแบบนั้นอีก ต่อให้เขาจะคุกเข่าอ้อนวอนจนสิ้นใจ เธอก็ไม่มีวันใจอ่อน
กระนั้นเธอก็ยอมรับว่าความกล้าหาญที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเสี่ยวหน่วนคอยสนับสนุน ทว่าซ่งอวี้หน่วนกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะตัดสินใจและก้าวเดินต่อไปก็คือตัวของน้าซูซิ่วเอง ต่อให้ไม่มีเธอ น้าซูซิ่วก็ยังมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง บวกกับค่าเลี้ยงดูรายเดือนของลูกชาย การเช่าบ้านหลังเล็กๆ อยู่กันสองคนแม่ลูกก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร
ชีวิตที่ปราศจากคนคอยก่อกวน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ก็เป็นของตัวเองทั้งหมด ยังไงก็สามารถประคับประคองชีวิตให้เดินต่อไปได้ เพียงแต่อาจจะเหนื่อยกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เล็กน้อยเท่านั้น
***
หลังจากวันที่เฉียนอันน่ามาพบ ฉินซู่อวิ๋นก็ใช้เวลาสองสามวันสืบข่าวเรื่องราวในหอพักของซ่งอวี้หน่วนอย่างเงียบๆ จนได้ความว่าเปียนไห่ซิงได้ย้ายออกไปแล้ว
เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนเล่าว่า ปกติซ่งอวี้หน่วนไม่ค่อยได้กลับมานอนที่หอพักเพราะลาหยุดบ่อย จึงแทบไม่มีโอกาสได้มีปากเสียงกัน จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีความขัดแย้งที่รุนแรงอะไรเลย สาเหตุหลักมาจากเรื่องไร้สาระที่ว่าซ่งอวี้หน่วนดันเป็นคนบ้านเดียวกับภรรยาของอาจารย์หนุ่มที่เปียนไห่ซิงไปพัวพันอยู่ด้วย
แค่เหตุผลน่าขันเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะจุดชนวนความขัดแย้งขึ้นมาได้ แต่เด็กอย่างซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่ตะเกียงที่ไร้น้ำมัน หากเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาทั่วไป คงไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ในเรื่องที่สมควรจะยืนหยัด เธอย่อมไม่เคยยอมถอยให้ใคร
ดังนั้นคนที่ต้องระเห็จออกไปจึงเป็นเปียนไห่ซิงอย่างไม่ต้องสงสัย เรื่องราวที่ตามมาหลังจากนั้นก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทั้งหมดเป็นหน้าที่ของทางมหาวิทยาลัยที่ต้องจัดการต่อไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับซ่งอวี้หน่วนโดยตรง
ฉินซู่อวิ๋นจึงไม่ได้ใส่ใจอีก ทว่าในใจกลับครุ่นคิดว่าจะหาโอกาสไปเจอซ่งอวี้หน่วนได้อย่างไร จะให้รอเด็กสาวเป็นฝ่ายมาหาก็คงจะไม่เหมาะ แต่การไปพบก่อนจะทำให้ดูไม่ดีหรือเปล่า
ฉินซู่อวิ๋นเกิดความลังเลขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมา สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจพับแผนการนี้ไปก่อน เพราะไม่อยากทำอะไรวู่วามจนกลายเป็นเรื่องให้ลูกชายต้องมาตำหนิทีหลัง
เมื่อเฉียนอันน่ากลับมาหาเธออีกครั้ง ฉินซู่อวิ๋นจึงเอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดี “ในเมื่อเธอไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว ก็ควรจะมาให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น การรู้จักวางตัวและหลีกเลี่ยงข้อครหาเป็นสิ่งที่ดีกับทุกฝ่าย ถ้ามีเรื่องด่วนจริงๆ ก็ไปหาป้าที่บ้านได้เลย ยังไงเราก็พักอยู่ในละแวกเดียวกัน”
พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็อดนึกถึงผู้เฒ่าเฉียนไม่ได้ ช่างเป็นคนที่หน้าทนเสียจริง หากเป็นพ่อของสามีเธอ เจอเรื่องน่าอับอายขนาดนี้คงย้ายหนีไปนานแล้ว แต่นี่กลับออกจากโรงพยาบาลแล้วยังแวะไปเยี่ยมมู่หรงเฟิง บีบน้ำตาขอขมาขอโทษราวกับสำนึกผิด แล้วก็ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แถมยังดูเหมือนจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าภรรยาของตัวเองยังคงอยู่ในคุก การตัดขาดจากชวีลี่เหมยของคนในตระกูลเฉียนช่างรวดเร็วและเด็ดขาดจนน่าใจหาย นี่สินะที่เขาว่ายามมีภัยต่างคนต่างบินหนี
ฉินซู่อวิ๋นไม่ได้ซักไซ้ว่าเฉียนอันน่ามาหาด้วยเรื่องอะไร แต่หลังจากที่หญิงสาวหน้าแดงก่ำเดินจากไป เธอก็มองตามหลังไปพลางครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจต่อสายตรงถึงลูกชายทันที
โชคดีที่เขารับสาย กู้หวยอันตอบกลับมาสั้นๆ “เธอคงจะมาฟ้องแม่เรื่องที่ผมกับเสี่ยวหน่วนไปช่วยน้าซิ่วย้ายบ้านเมื่อวันก่อนน่ะครับ”
ฉินซู่อวิ๋น “…”
เรื่องหลัวซูซิ่วที่เป็นคนบ้านเดียวกับซ่งอวี้หน่วนน่ะเธอรู้ดีอยู่แล้ว แต่ที่น่าประหลาดใจคือลูกชายของเธอเนี่ยนะ จะยอมสละเวลาไปช่วยคนอื่นขนของย้ายบ้านด้วยตัวเอง?
นี่ลูกชายของเธอเป็นคนติดดินขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ฉินซู่อวิ๋นได้แต่วางหูโทรศัพท์ไปเงียบๆ ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
[จบบท]