บทที่ 575: ผลงานที่ทุ่มสร้าง
เมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ของปี 1982 ในที่สุดแอนิเมชันเรื่อง ‘การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว’ ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์จำนวน 5 ตอน
ผู้เฒ่ากู้ถึงกับต่อสายตรงไปหาผู้อำนวยการด้วยตัวเอง เพื่อกำชับให้เขาและพนักงานทุกคนได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ ท่านยังฝากคนสนิทนำยาบำรุงร่างกายที่เสี่ยวหน่วนไปขอมาจากผู้เฒ่าจี้ไปมอบให้ พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าเมื่อถึงปลายปีจะมีเงินรางวัลและสวัสดิการพิเศษมอบให้เป็นขวัญกำลังใจอีกด้วย
แม้คนในยุคนี้จะให้ความสำคัญกับการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าของขวัญอย่างเงินโบนัสก็เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาเช่นกัน
น่าเสียดายที่ซ่งอวี้หน่วนไม่มีโอกาสเดินทางไปเมืองเซี่ยงไฮ้ด้วยตนเอง ทว่าก็ยังมีคนนำตัวอย่างผลงานมาส่งให้เธอถึงที่ ซึ่งนั่นหมายความว่าถึงเวลาที่เธอต้องติดต่อจินจวี๋แล้ว
จินจวี๋ตอบรับคำขอของเธอด้วยความยินดี ทั้งยังช่วยวิ่งเต้นจัดหาสถานที่สำหรับฉายรอบปฐมทัศน์ให้อย่างแข็งขัน ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่รอช้าที่จะส่งเทียบเชิญไปยังบรรดาเพื่อนฝูงและญาติมิตรเกือบทุกคนที่เธอรู้จักให้มารวมตัวกัน ณ ห้องฉายภาพยนตร์ของหน่วยงานประชาสัมพันธ์
ในวันงาน คนที่เธอคาดหวังให้มาก็มากันพร้อมหน้า ส่วนคนที่ไม่คาดคิดว่าจะมาก็ปรากฏตัวด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือเซี่ยจื้อที่ยอมเสียหน้ามาร่วมงานนี้ ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ กลับทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง และแน่นอนว่าคนที่มาพร้อมกับเขาก็คือเซี่ยโป๋เหวิน ชายที่เธอไม่ได้พบหน้ามานานจนสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน
เขาดูซูบเซียวและอิดโรยลงไปถนัดตา
ก็คงไม่แปลกนัก ในเมื่อชีวิตคู่ของเขายังคงคาราคาซัง หย่าก็หย่าไม่ได้ เพราะในขณะที่กำลังจะจัดการเรื่องหย่าให้เรียบร้อย ภรรยาของเขากลับมีอาการป่วยทางจิตขึ้นมาเสียก่อน
เซี่ยโป๋เหวินเองก็พอจะเดาออกว่าซ่งอวี้หน่วนคงไม่มีวันยอมปล่อยให้เขาหลุดพ้นจากพันธะนี้ไปได้ง่ายๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็คงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมต่อไป
ถึงกระนั้น เขาก็อดทึ่งในความสามารถของหลานสาวคนนี้ไม่ได้
ถึงแม้ก่อนหน้านี้หลายคนจะไม่เชื่อมั่นในโครงการนี้ แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดยั้งเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ใช้เงินสร้างสรรค์ผลงานแอนิเมชันที่มีภาพสวยงามและเนื้อเรื่องน่าตื่นเต้นออกมาได้สำเร็จ
ภาพยนตร์ทั้ง 5 ตอนถูกฉายต่อเนื่องกัน แต่ละตอนนำเสนอเรื่องราวที่จบในตัวเอง สร้างความประทับใจให้ผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง แม้ภาพบนจอจะดับลงแล้ว แต่จี้อิ๋งอิ๋งที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังคงเขย่าแขนซ่งอวี้หน่วนเบาๆ พร้อมกับออดอ้อนด้วยเสียงกระซิบ
ๆฟ.ๆ“พี่เสี่ยวหน่วนคะ หนูอยากดูอีกรอบจังเลยค่ะ”
“ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกจ้ะ” ซ่งอวี้หน่วนยิ้ม
“เดี๋ยวพี่จะหาซื้อเครื่องเล่นวิดีโอเทปมาไว้ที่บ้าน ถึงตอนนั้นหนูอยากจะดูสักกี่รอบก็ได้ตามใจชอบเลย อีกไม่นานสถานีโทรทัศน์ก็จะนำไปออกอากาศแล้ว ตอนนั้นเราค่อยดูไปพร้อมๆ กันอีกทีก็ได้”
แผนการเบื้องต้นคือการนำแอนิเมชันเรื่องนี้ไปฉายทางสถานีโทรทัศน์ก่อน โดยกำหนดให้ออกอากาศสัปดาห์ละหนึ่งตอน ทุกคืนวันเสาร์ในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ และในเมื่อทุกอย่างผ่านการตรวจสอบอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย ขั้นตอนหลังจากนี้จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอีกต่อไป
อันที่จริงแล้วโครงการนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าผ่านฉลุยตั้งแต่ต้น เพราะมีผู้เฒ่ากู้นั่งแท่นเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญ มีหรือที่ผลงานภายใต้การกำกับดูแลของท่านจะไม่ผ่านการอนุมัติให้เผยแพร่สู่สาธารณะได้
ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อหาของเรื่องยังเปี่ยมไปด้วยข้อคิดและคติสอนใจ ทั้งยังดัดแปลงมาจากหนังสือนิทานที่ตีพิมพ์วางจำหน่ายอยู่แล้วด้วย
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ให้ความสนใจกับกระบวนการภายในประเทศมากนัก เป้าหมายที่แท้จริงของเธอคือการผลักดันแอนิเมชันเรื่องนี้ให้ก้าวไกลสู่ตลาดต่างประเทศ เธอจึงติดต่อหาเจมค์เพื่อแจ้งข่าวดีว่าแอนิเมชัน 5 ตอนแรกได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งสอบถามถึงนโยบายการนำเข้าสื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์ของประเทศเขา
เจมค์ซึ่งติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้มาโดยตลอดและรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อได้ยินข่าวดีก็รีบไปปรึกษาเจมค์ฮานส์ผู้เป็นบิดาทันที
เจมค์ฮานส์อธิบายให้ลูกชายฟังว่าขั้นตอนการตรวจสอบของประเทศพวกเขาไม่ได้เข้มงวดนัก แต่ทัศนคติเชิงลบที่บางคนมีต่อประเทศจีนอาจสร้างอุปสรรคในการนำเข้าได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม หากผลงานมีคุณภาพและมองเห็นช่องทางทำกำไร เขาก็พร้อมจะหาพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมลงทุนด้วย
“พ่อได้ยินมาว่าห้องปฏิบัติการของกูเดลล์กรุ๊ปเต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าด้านการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีปัญญาผลิตอะไรที่มันล้ำหน้ากว่าโทรศัพท์มือถือตงฟางหงได้เลย”
คำพูดของบิดาทำให้เจมค์นึกถึงใบหน้าของกู้หวยอัน ชายหนุ่มผู้สง่างามแม้ในสายตาของชาวต่างชาติ แววตาของเขาก็พลันหม่นแสงลง
หากจะบอกว่าเขาไม่เคยคิดอะไรกับซ่งอวี้หน่วนเลยแม้แต่น้อยก็คงจะเป็นการโกหกตัวเอง ผู้หญิงที่เพียบพร้อมเช่นนั้น มีหรือที่ใครจะไม่หลงใหล เพียงแต่ความรู้สึกนี้ต้องถูกเก็บงำไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ เพราะหากเผลอแสดงออกมาแม้เพียงนิด เกรงว่าแม้แต่ความเป็นเพื่อนก็จะรักษาไว้ไม่ได้
“เขาก็ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าเสียหน่อยนี่ครับ เรื่องนี้เขาไม่ได้เป็นฝ่ายคุมเกมสักหน่อย” เจมค์แย้ง
“ลูกพ่อ ลูกยังไม่เข้าใจอีกเหรอ คนบางคนมันร้ายกาจกว่าที่คิด ถ้าเขาคิดจะป่วนขึ้นมาจริงๆ เรื่องมันจะยุ่งยากกว่านี้มาก”
“ก้อนหินที่ขวางทางอยู่แท้ๆ ทำไมเราถึงจัดการไม่ได้สักที” เจมค์ระบายความอัดอั้น
“ผมได้ยินมาว่าตอนแรกตระกูลเราจะได้ส่วนแบ่งจากการขุดเจาะน้ำมันถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับถูกเขาชิงตัดหน้าไปตั้ง 20 เปอร์เซ็นต์ ทำเอาคุณปู่โกรธจนล้มป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล ยังไม่นับเรื่องธัญพืชคราวนั้นอีก ตาแก่นั่นมันหยิ่งผยองเกินไปแล้ว ไม่เคยเห็นตระกูลเราอยู่ในสายตาเลยสักนิด โชคดีที่เรื่องของเขี้ยวพิษถูกจัดการไปได้ ไม่อย่างนั้นใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรเลวร้ายตามมาอีก”
เจมค์ฮานส์เองก็รู้สึกโกรธไม่ต่างกัน ความขัดแย้งระหว่างพวกเขากับกูเดลล์กรุ๊ปมีทั้งแค้นเก่าที่ยังไม่ชำระและแค้นใหม่ที่เพิ่งก่อตัวขึ้น พลันเขานึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกำชับลูกชายว่า
“ตอนที่ลูกโทรหาซ่งอวี้หน่วนคราวหน้า ฝากเตือนเธอและคุณกู้หวยอันด้วย ให้พวกเขาระวังตัวให้ดี ตาเฒ่ากูเดลล์นั่นมันอำมหิตผิดมนุษย์ ถ้าเขายังหาทางเอาชนะโทรศัพท์มือถือตงฟางหงไม่ได้ล่ะก็ เขาจะทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เพื่อทำลายมันให้สิ้นซาก”
“ที่น่านน้ำสากลเขาอาจจะทำอะไรตามใจชอบได้ แต่การตรวจสอบคนเข้าเมืองของประเทศจีนเข้มงวดมากนะครับ” เจมค์แย้ง
“แถมเวลาเดินทางไปไหนก็ต้องมีคนของทางการคอยประกบตลอด ทุกย่างก้าวล้วนถูกบันทึกไว้หมด ปีที่แล้วแค่จะพูดคุยกันยังลำบากเลย ตอนนี้ถึงจะดีขึ้นมาหน่อยก็เถอะ ถ้าเขาจะส่งคนเข้ามาจริงๆ ก็คงเป็นพวกทหารรับจ้าง แต่คนพวกนั้นเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ไม่มีทางย่างเท้าเข้าไปในแผ่นดินนั้นได้หรอกครับ”
“ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่ใช้ทหารรับจ้าง แต่อาจจะไปจ้างพวกคนพเนจรแถบเมืองหนานหยางแทน” เจมค์ฮานส์แย้ง
“แต่ถ้าการตรวจสอบมันเข้มงวดอย่างที่ลูกว่า การจะลงมือทำอะไรก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงอย่างนั้นลูกก็ควรจะเตือนเธอไว้ก่อนจะดีกว่า”
อันที่จริงเจมค์เคยเตือนซ่งอวี้หน่วนไปแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่ตอนที่โทรศัพท์มือถือตงฟางหงเปิดตัวใหม่ๆ แต่เขาก็รับปากว่าจะเตือนเธอซ้ำอีกครั้ง พร้อมทั้งแจ้งข่าวดีว่าการเจรจาเรื่องการนำเข้าแอนิเมชันกำลังดำเนินไปด้วยดีและน่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รู้สึกร้อนใจแต่อย่างใด เพราะข่าวสารล่าสุดที่เธอได้รับจากกู้หวยอันนั้นน่าสนใจกว่ามาก
เขาบอกว่าช่วงนี้หลินฉิงแวะเวียนไปหาฉินซือฉีกับเฉียนอันน่าอยู่บ่อยครั้ง แถมล่าสุดยังติดต่อกับเปียนไห่ซิงได้อีกด้วย ไม่เว้นแม้แต่เซี่ยลี่อิ๋งก็ยังถูกเธอเข้าหา
ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจนัดเซี่ยลี่อิ๋งออกมาพบทันที
เซี่ยลี่อิ๋งเดินทางมาตามนัดด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ เธอไม่รู้เลยว่าซ่งอวี้หน่วนต้องการพบเธอด้วยเรื่องอะไร แต่ความเกรงกลัวที่มีต่อหญิงสาวผู้นี้มันฝังรากลึกอยู่ในใจจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนไม่อ้อมค้อม เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา “เธออาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่ฉันกับคนที่ชื่อหลินฉิง เราสองบ้านมีเรื่องบาดหมางกันเพราะพี่สาวของเธอ แล้วช่วงหลังมานี้เธอก็เที่ยวไปพบปะกับคนที่ไม่ชอบหน้าฉันเพื่อพูดจาให้ร้ายฉันไปทั่ว ฉันก็เลยอยากจะถามเธอตรงๆ ว่าเธอได้ไปหาเธอด้วยหรือเปล่า”
หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “เรื่องของพี่สาวเธอมันควรจะจบไปนานแล้ว ที่ต้องพูดก็พูดกันไปแล้ว ส่วนที่ต้องรับผิดชอบก็จัดการเรียบร้อยแล้ว แต่จู่ๆ เธอกลับมาเที่ยวใส่ร้ายป้ายสีฉันไปทั่ว นิสัยของฉันเธอก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าฉันไม่ชอบทำอะไรลับหลังใคร ถ้ามีปัญหาก็ต้องเคลียร์กันซึ่งๆ หน้า เพราะแบบนี้ฉันถึงได้โมโหมาก”
เซี่ยลี่อิ๋งรีบพยักหน้ารับคำเป็นพัลวัน ใช่แล้ว ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนแบบนั้นจริงๆ เธอไม่นิยมเล่นละครตบตาหรือแทงข้างหลังใคร เพราะมันไม่ใช่วิถีของเธอ
หากคิดจะจัดการใคร เธอก็พร้อมจะเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมาเสมอ เลวก็เลวอย่างเปิดเผย
“หลินฉิฝไม่ได้พูดเรื่องพี่สาว
กับฉันหรอก” เซี่ยลี่อิ๋งรีบชี้แจง
“แค่บอกว่าเธอน่ะโชคดีที่ถูกสลับตัวไปตั้งแต่เด็ก ได้ใช้ชีวิตสุขสบายแทนที่ฉินซือฉีมาตั้ง 17 ปี ตระกูลฉินปูพื้นฐานให้มาอย่างดีถึงได้มีวันนี้ แถมยังบอกอีกว่าพ่อของฉันเอาเงินทองทุกอย่างมาทุ่มให้เธอ พยายามปูทางสร้างอนาคตให้เธอ เอาอกเอาใจพี่ทุกอย่าง ถึงขนาดยอมทิ้งลูกๆ ของตัวเอง หล่อนบอกว่าตนเป็นคนนอกยังรู้สึกโมโหแทน…ก็พูดทำนองนี้แหละ”
ซ่งอวี้หน่วนนิ่งฟังอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วพอ
ได้ยินแบบนั้น รู้สึกยังไง”
[จบบท]