บทที่ 577: อิจฉาฉันไหมล่ะ
ใบหน้าของเปียนไห่ซิงผลัดเปลี่ยนสีสัน เดี๋ยวแดงก่ำเดี๋ยวซีดเผือด เมื่อถูกซ่งอวี้หน่วนต้อนด้วยคำพูดจนมุม
เหตุการณ์ในวันที่เธอและหลินหานถูกหลัวซูซิ่วจับได้คาหนังคาเขา ช่างน่าอัปยศอดสู
ถึงแม้จะยังไม่ได้เลยเถิดไปถึงขั้นนั้น แต่สภาพเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยของทั้งคู่ก็เป็นหลักฐานมัดตัวได้อย่างดี เหตุเพราะความใจเร็วด่วนได้ ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอารมณ์ชั่ววูบ แถมยังคึกคะนองไปท้าทายหลัวซูซิ่วซึ่งๆ หน้าอีกต่างหาก
ซ่งอวี้หน่วนยื่นมือไปตบบ่าเพื่อนเบาๆ “เรื่องนั้นพักไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ฉันอยากจะถามเธอแค่ว่า เธออิจฉาฉันอยู่หรือเปล่า โดยเฉพาะหลังจากที่หลินฉิงเป่าหูเธอเรื่องพวกนั้น ความรู้สึกอิจฉาในใจเธอมันยิ่งรุนแรงกว่าเดิมใช่ไหมล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนกางมือออกพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “แต่ถึงเธอจะอิจฉาฉันแล้วมันจะยังไงต่อล่ะ”
แม้ว่าจุดที่พวกเธอยืนอยู่จะพอหลบลมได้บ้าง แต่หิมะในฤดูหนาวก็โปรยปรายลงมาหลายระลอกแล้ว ทั่วทั้งบริเวณขาวโพลนไปด้วยหิมะ การยืนพูดคุยกันกลางแจ้งแบบนี้จึงหนาวเย็นไม่น้อย
ซ่งอวี้หน่วนจัดผ้าพันคอของเธอให้เข้าที่ก่อนจะเอ่ยต่อ “แน่นอน ถ้าเธอยังดึงดันที่จะโดนหลินฉิงหลอกใช้ต่อไป ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่ผลสุดท้ายมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเธอเองหรือเปล่า อันนี้ก็พูดยากนะ”
สิ้นคำพูด ซ่งอวี้หน่วนก็หมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้เปียนไห่ซิงยืนตัวแข็งทื่ออยู่เพียงลำพัง
ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจของเปียนไห่ซิง เธอกลับถึงบ้านด้วยความร้อนรนและรีบไปหาคุณย่าเพื่อสอบถามเรื่องที่ค้างคาใจในทันที
หลังจากลองเลียบๆ เคียงๆ ถามดู เธอก็ได้รู้ความจริงว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย ในแวดวงชาวบ้านนั้นมีศาสตร์ลี้ลับเช่นนี้อยู่จริง เพียงแต่ในยุคสมัยนี้ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงมันอีกต่อไป เพราะมันถูกตีตราว่าเป็นแนวคิดและการกระทำที่ผิดกฎหมาย
เมื่อความสงสัยก่อตัวขึ้นในใจ ความหวาดระแวงก็ย่อมตามมาเป็นเงาตามตัว แม้เปียนไห่ซิงจะพยายามปลอบใจตัวเองว่านี่อาจเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลที่ซ่งอวี้หน่วนกุขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเธอ แต่ลึกๆ แล้วเธอก็อดคิดไม่ได้ว่ากันไว้ดีกว่าแก้
ดังนั้นเธอจึงพยายามข่มใจตัวเองไม่ให้รู้สึกอิจฉาซ่งอวี้หน่วน พลางคิดปลอบใจตัวเองว่าในโลกนี้ยังมีคนโชคดีอีกมากมาย ไม่ต้องมองไปไหนไกล แค่หลินฉิงเองก็มีชีวิตที่ดีไม่น้อยหน้าใคร
ถึงแม้คฤหาสน์หลังงามจะถูกเพลิงไหม้วอดวายไป แต่ที่ดินผืนใหญ่มหึมานั้นยังคงอยู่ ซึ่งในยุคนี้หาได้ยากยิ่งที่จะมีใครครอบครองที่ดินสำหรับสร้างบ้านได้กว้างขวางถึงเพียงนี้ แถมยังเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลโดยสมบูรณ์อีกด้วย
ลูกพี่ลูกน้องของเธอเคยเล่าให้ฟังว่า ที่ดินผืนนี้เป็นหนึ่งในสามแปลงที่ได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษเนื่องจากสถานการณ์บางอย่างในอดีต และมารดาของหลินฉิงก็คือหนึ่งในผู้ที่ได้รับสิทธิ์นั้น
มิเช่นนั้นแล้ว ในยุคสมัยนี้เธอจะสามารถอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่โตเช่นนี้ได้อย่างไร
ด้านหลินฉิงสัมผัสได้ว่าค่าความอิจฉาที่เคยพุ่งสูงกลับลดฮวบลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่โชคดีที่เธอไหวตัวทัน รีบนำแต้มความอิจฉาไปแลกเป็นค่าโชค 8 แต้ม ทำให้ตอนนี้เธอมีค่าโชคสะสมรวมเป็น 10 แต้มแล้ว ความรู้สึกภาคภูมิใจผุดขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่
ซ่งอวี้หน่วนคงยังไม่รู้ตัวสินะ ว่าได้กลายเป็นผู้จัดหาแต้มให้เธอโดยไม่มีต้นทุนไปแล้ว หากรู้ความจริงเข้าคงได้โกรธจนอกแตกตายแน่
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน หลินฉิงก็ตัดสินใจนำค่าความอิจฉาที่เหลืออยู่ไปแลกเปลี่ยนเป็นไอเทมชิ้นใหม่ ในตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดคือเงิน เธอจึงเลือกแลกเครื่องตรวจพิสูจน์ของเก่า แม้จะเป็นเพียงระดับเริ่มต้น แต่มันก็เพียงพอที่จะช่วยให้เธอสามารถหาของเก่าของจริงที่หลุดรอดสายตาเซียนทั้งหลายมาทำกำไรได้
โดยที่เธอไม่รู้ตัว ทุกการกระทำของเธอล้วนตกอยู่ภายใต้การจับตามองของใครบางคน แม้เธอจะระมัดระวังตัวแค่ไหนก็ตาม
หลังจากซ่งอวี้หน่วนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับหลินฉิงจากกู้หวยอัน เธอก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่าหลินฉิงน่าจะมีอุปกรณ์บางอย่างที่ใช้ในการตรวจสอบของเก่าได้ จากของเก่าสองชิ้นที่หลินฉิงได้ไปก่อนหน้านี้
แม้จะไม่ได้มีมูลค่าสูงมากนัก แต่ก็สามารถทำเงินให้เธอได้พอสมควร
ซ่งอวี้หน่วนจึงเดินทางไปหาอาต้าและอาเฉิงที่บริษัท ตอนนี้อาการของจงเส้าชิงก็ดีขึ้นมากแล้ว โดยเขากำลังตั้งใจเรียนพิเศษเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง แม้ว่าในฐานะชาวฮ่องกงแล้ว เขาอาจจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษก็ตาม
นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เขายังกลับมาดูแลกิจการของบริษัทอย่างเต็มตัว และแอบติดต่อกับผู้จัดการมรดกของมารดาเพื่อเตรียมรับมรดกในเวลาที่เหมาะสมด้วย
เขาวางแผนไว้แล้วว่าจะมอบเกาะส่วนตัวเล็กๆ แห่งหนึ่งให้กับเสี่ยวหน่วนเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะยอมรับของขวัญชิ้นนี้หรือไม่
เมื่อซ่งอวี้หน่วนมาถึงบริษัท บรรยากาศการทำงานเป็นไปอย่างคึกคัก แม้ผู้เฒ่ากู้จะไม่ได้เข้ามาดูแลด้วยตนเอง แต่ด้วยขนาดของบริษัทที่ใหญ่ขึ้น เพื่อป้องกันคำครหา ท่านจึงได้ว่าจ้างสมุห์บัญชีอาวุโสที่เกษียณแล้วมาควบคุมดูแลด้านการเงิน โดยมีหลัวซูซิ่วคอยเรียนรู้งานด้านการเงินและการบัญชีอยู่ข้างๆ
ด้วยความที่คนหนึ่งตั้งใจสอนและอีกคนก็มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ ในเวลาไม่ถึงเดือน หลัวซูซิ่วก็สามารถรับผิดชอบงานในส่วนนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
ตอนที่ซ่งอวี้หน่วนมาถึง หลัวซูซิ่วและสมุห์บัญชีอาวุโสกำลังออกไปทำธุรกรรมที่ธนาคารพอดี ส่วนอาต้าและอาเฉิงกำลังนั่งอ่านหนังสือกันอย่างขะมักเขม้น เมื่อจงเส้าชิงเห็นซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามา เขาก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้ไม่ยุ่งเหรอ ใกล้จะปิดเทอมแล้วนี่ เตรียมตัวกลับบ้านแล้วใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนโบกมือปฏิเสธ “ยังไม่รีบกลับบ้านหรอก ฉันมีเรื่องจะคุยกับอาต้าและอาเฉิงหน่อย”
แววตาเจ้าเล่ห์ของซ่งอวี้หน่วนทำให้จงเส้าชิงรู้ได้ในทันทีว่าเธอกำลังวางแผนจะไปสั่งสอนใครบางคนอีกตามเคย
อาต้าและอาเฉิงเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ว่ากันว่าสัตว์โลกย่อมอยู่เป็นฝูง แม้ทั้งสองจะปรับปรุงตัวเป็นคนดีแล้ว แต่ก็ยังคงมีเส้นสายกับบรรดานักเลงหัวไม้ในพื้นที่ และความสัมพันธ์ก็ยังคงแน่นแฟ้นเป็นอย่างดี
ก่อนจะมุ่งหน้ามาที่บริษัท ซ่งอวี้หน่วนได้แวะไปหาผู้อำนวยการเฝิงที่พิพิธภัณฑ์ก่อน ในคลังของเขามีของเก่าที่ถูกจัดอยู่ในประเภทไม่สำคัญอยู่หลายชิ้น ซึ่งมีมูลค่าไม่สูงนักและมีตำหนิอยู่บ้าง แต่หากนำออกสู่ตลาดก็ยังเป็นที่ต้องการของนักสะสมของเก่ามือสมัครเล่นอยู่ดี
เธอจึงเลือกมาสองชิ้น แต่เมื่อจะจ่ายเงิน ผู้อำนวยการเฝิงกลับไม่ยอมรับเงิน พร้อมกับพูดติดตลก
“ตั้งแต่ที่ปู่รู้จักหนูมา หนูได้ช่วยประเทศของเราปกป้องสมบัติล้ำค่าที่ประเมินมูลค่าไม่ได้เอาไว้มากมาย แค่นี้ก็ทำให้ชื่อของหนูถูกจารึกไว้ในบัญชีคุณงามความดีเป็นอันดับหนึ่งแล้ว แค่ของสองชิ้นนี้ หนูยังจะให้เงินปู่อีกเหรอ คิดจะตัดขาดความเป็นปู่หลานกันใช่ไหม ต่อไปถ้ามีของดีๆ ก็ไม่ต้องมาบอกปู่แล้วนะ”
เมื่อถูกผู้อำนวยการเฝิงพูดดักคอไว้เช่นนี้ ซ่งอวี้หน่วนจึงได้แต่ยิ้มรับของทั้งสองชิ้นมาอย่างเสียไม่ได้ ตอนนี้ในมือของเธอมีแจกันหนึ่งใบและจานกระเบื้องหยกขาวอีกหนึ่งใบ
เธอได้กระซิบสั่งการกับอาต้าและอาเฉิงเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่รอสัญญาณจากพี่ลู่เท่านั้น
เมื่อได้รับโทรศัพท์ ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่รอช้า ขับรถพาอาต้าและอาเฉิงมุ่งหน้าไปยังถนนสายของเก่าที่หลินฉิงกำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ทันที
สองวันที่ผ่านมาหลินฉิงทำกำไรจากการขายของเก่าไปได้กว่า 300 หยวน วันนี้เธอจึงกลับมาเสี่ยงโชคอีกครั้ง
ถนนสายนี้เพิ่งจะเริ่มคึกคักขึ้นมาเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมานี้เอง การจะแยกแยะของจริงของปลอมต้องอาศัยสายตาที่เฉียบคม
แต่สำหรับเธอแล้วไม่ใช่ปัญหา เพราะเธอมีเครื่องมือวิเศษอยู่ในมือ น่าเสียดายที่มันยังไม่สามารถตรวจสอบของสะสมที่มีมูลค่าสูงได้ แต่ไม่เป็นไร รอให้เธอสะสมค่าโชคได้มากกว่านี้ก่อน เธอจะแลกเครื่องมือที่ทันสมัยกว่านี้มาใช้
ซ่งอวี้หน่วนช่างเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีของเธอจริงๆ แค่คิดถึงเรื่องนี้หลินฉิงก็รู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
อาต้ามอบแจกันและจานกระเบื้องให้กับสหายสนิทคนหนึ่งของเขา ชายผู้นี้มีรูปร่างผอมบางจึงได้ฉายาว่า ‘โหวจื่อ’ เขาเป็นเจ้าถิ่นของถนนสายนี้อยู่แล้ว
จากนั้นไม่นานหลินฉิงก็เดินมาหยุดอยู่ที่แผงของเขา และเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เธอใช้เครื่องมือตรวจสอบจนพบของเก่าทั้งสองชิ้น
โหวจื่อแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าของที่ตนขายเป็นของจริง แต่ในฐานะพ่อค้า เขาย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะทำกำไร จึงขายของทั้งสองชิ้นให้หลินฉิงในราคาชิ้นละ 150 หยวน
หลินฉิงพยายามเก็บสีหน้าเรียบเฉยไว้ แต่ในใจกลับลิงโลดด้วยความดีใจ แค่นำไปขายต่อเธอก็จะได้กำไรเป็นพันหยวนแล้ว เธอเก็บของทั้งสองชิ้นลงในถุงผ้าใบแล้วเตรียมตัวกลับบ้าน ในเมื่อไม่มีรถจี๊ปใช้แล้ว เธอจึงต้องขี่จักรยานไปกลับแทน
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หลังจากขี่จักรยานออกมาได้ไม่ถึงนาที จู่ๆ ยางล้อหน้าและล้อหลังก็เกิดระเบิดขึ้นพร้อมกันเสียงดังสนั่น
หลินฉิงเสียหลักล้มลงกับพื้นอย่างแรง ถุงผ้าใบที่แขวนอยู่บนแฮนด์รถถูกร่างของเธอล้มทับจนแบน ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง พร้อมกับเสียงเครื่องกระเบื้องแตกละเอียดดังก้องอยู่ในหู
ในเสี้ยววินาทีที่ล้มลง เธอก็เห็นรถเก๋งคันหนึ่งแล่นตรงมาจากไกลๆ ซึ่งผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัยก็คืออาเฉิง
รถคันนั้นพุ่งตรงมาที่เธอด้วยความเร็วสูง ที่นี่ไม่ใช่ย่านชุมชนจึงมีผู้คนสัญจรไปมาน้อยมาก หลินฉิงรู้สึกหายใจติดขัด หัวใจแทบหยุดเต้น สมองขาวโพลนไปหมด
แน่นอนว่าอาเฉิงผู้มีทักษะการขับรถระดับเซียนย่อมไม่คิดจะชนคนจริงๆ เขาหักพวงมาลัยอย่างแรงให้รถพุ่งขึ้นไปบนขอบทางเท้า ตัวรถเฉียดขาของหลินฉิงไปเพียงนิดเดียวก่อนที่เสียงเบรกรถจะดังสนั่นหวั่นไหว
ภาพสุดท้ายที่หลินฉิงเห็นคือรถเก๋งที่จอดนิ่งอยู่ข้างทาง ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเหลือกขึ้นและสติดับวูบไป
[จบบท]