บทที่ 586: คนที่น่าสะพรึง
ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป โทษทัณฑ์จากการก่ออาชญากรรมอาจไม่ลุกลามไปถึงเก้าชั่วโคตรดังเช่นอดีต ทว่าหากญาติสายเลือดเดียวกันเป็นผู้กระทำผิดอุกฉกรรจ์ ก็เปรียบเสมือนการดับอนาคตของคนในครอบครัวให้มืดมิดลงไปพร้อมกัน
ผลกระทบอันเลวร้ายนี้เป็นที่ประจักษ์แก่ใจทุกคนโดยมิต้องเอ่ยคำใด
ภายใต้แรงกดดันจากรอบทิศ เว่ยชิงเหมยจึงยอมเปิดปากรับสารภาพถึงแผนการชั่วร้ายที่ได้กระทำต่อจี้ซินอี๋ ซึ่งในห้องสอบสวนวันนั้น ทั้งจี้ซินอี๋และผู้เฒ่าจี้ต่างก็ร่วมรับฟังอยู่ด้วย
คงจะเป็นการเสแสร้งหากจะกล่าวว่าไม่รู้สึกตื่นตระหนก เพราะแม้ทั้งคู่จะเจนจัดกับเรื่องราวในโลกมามากพอ แต่ก็มิอาจทำใจให้สงบนิ่งได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าพรั่นพรึง
พวกเขาได้ยินเว่ยชิงเหมยเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงของผู้เฒ่าจี้อย่างชัดเจนกับสองหูของตนเอง เสียงที่เล็ดลอดออกมานั้น หากหลับตาฟังก็คงคิดว่าเป็นผู้เฒ่าจี้ตัวจริงเสียงจริง ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
เว่ยชิงเหมยเริ่มต้นเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่เคยสร้างบาดแผลลึกให้กับจี้ซินอี๋
“ชิงเหมย...เธอรู้ใช่ไหมว่าอาจารย์รักเธอมาตลอด อาจารย์อยากใช้ชีวิตร่วมกับเธอ อยากให้เธอมาเป็นภรรยา แต่ซินอี๋…
นังเด็กเหลือขอ! นั่นช่างน่ารังเกียจ
อาจารย์เกลียดมันตั้งแต่วันแรกที่มันลืมตาดูโลก อยากจะบีบคอมันให้ตายคามือ
มันทั้งโง่เขลา อ่อนแอ และไร้ค่าไม่ต่างจากแม่ของมันเลยสักนิด มันไม่มีวันยอมให้เราสมหวังแน่ มันคือหนามยอกอกเราดีๆ นี่เอง
ในเมื่อมันกล้าขวางทางรักของเรา อจารย์ผู้เป็นพ่อก็จำต้องใจยักษ์ทำลายชีวิตมันให้ย่อยยับ
คืนนี้แหละ อาจารย์จะจ้างผู้ชายสักกลุ่มมารุมย่ำยีมัน แล้วถ่ายรูปประจาน ดูสิว่ามันจะยังปากดีขัดขวางความสุขของเราอีกไหม”
ถ้อยคำเหล่านั้นช่างน่าหวาดหวั่น โหดเหี้ยม และชวนให้คลื่นเหียนอย่างที่สุด!
เมื่อภาพอดีตอันเลวร้ายถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง กำแพงแห่งความทรงจำที่ปิดตายของจี้ซินอี๋ก็พังทลายลง ความทรงจำทั้งหมดก็หวนกลับคืนมาในบัดนั้น
ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายซ้ำในหัวราวกับฟ้าถล่มดินทลาย ความหวาดผวาเข้าเกาะกุมหัวใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่ต่างจากถูกอสนีบาตฟาดลงกลางกบาล
ในเวลานั้น มารดาของเธอกำลังป่วยหนัก แม้ใจอยากจะเล่าความจริงให้ฟัง แต่เด็กสาววัยแรกรุ่นจะรวบรวมความกล้าจากที่ใดไปบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้ได้ เธอจึงได้แต่เก็บงำความทุกข์ไว้เพียงลำพัง
ความคิดที่จะหลบหนีไปซ่อนตัวที่บ้านเพื่อน หรือไปขอความช่วยเหลือจากบรรดาศิษย์พี่ก็ผุดขึ้นมาในหัว แต่แล้วเสียงของเว่ยชิงเหมยที่เสนอให้ใช้ศิษย์พี่ลงมือแทนก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงของผู้เฒ่าจี้ที่ตอบรับด้วยความยินดี
ทั้งหมดนั้นคือละครฉากใหญ่ที่เว่ยชิงเหมยรังสรรค์ขึ้นเพียงคนเดียว
เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นไปตามที่ผู้เฒ่าจี้เคยได้ยินจากเสียงในใจของซ่งอวี้หน่วน การกระทำของเว่ยชิงเหมยได้ทำลายสามัญสำนึกของผู้คนจนหมดสิ้นและสร้างความหวาดผวาให้แก่ทุกคนที่ได้รับรู้
หากคนที่มีความสามารถพิเศษเช่นนี้เป็นคนดีก็คงน่ายินดี แต่เมื่อจิตใจบิดเบี้ยวและมืดบอด เธอก็กลายเป็นบุคคลอันตรายอย่างที่สุด
การจะลดหย่อนผ่อนโทษให้เธอนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทางการจึงตัดสินใจตั้งทีมสืบสวนพิเศษขึ้นมาเพื่อขุดคุ้ยทุกการกระทำของเธออย่างละเอียด เพราะคดีนี้ถือเป็นคดีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ใครเลยจะคาดคิดว่าเว่ยชิงเหมยที่เพียงแค่ตั้งใจจะซื้อแอปเปิลไปเยี่ยมผู้เฒ่าจี้ จะไม่มีโอกาสได้กลับไปเหยียบบ้านของตนเองอีกเลย บรรดาผู้ที่ล่วงรู้ความจริงต่างพากันสงบปากสงบคำ ส่วนผู้ที่ไม่รู้ก็ไม่อาจคาดเดาเรื่องราวใดๆ ได้
มีเพียงจี้ซินอี๋เท่านั้นที่เก็บงำความจริงเรื่องความทรงจำที่ฟื้นคืนมาไว้กับตัวเงียบๆ เพราะเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด
***
ซ่งอวี้หน่วนเดินทางไปพบจินจวี๋เพื่อสอบถามเรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับเฉียนเสว่
จินจวี๋มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาขบขัน “นี่แม่สาวน้อย เธอมีเรื่องอะไรในใจอยากจะพูดอีกแล้วล่ะ?”
ก่อนจะเล่าต่อว่า “ฉันกับเฉียนเสว่เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน คนคนนี้ก็แค่มีดีที่พื้นเพครอบครัวดี จุดเริ่มต้นเลยสูงกว่าคนอื่น ถ้าให้ฉันประเมินนะ ทั้งโง่ทั้งร้ายเลยล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับฟัง ก่อนจะแสดงความเห็น “แต่บางครั้งคนดีๆ ก็มักจะรับมือคนประเภทนี้ไม่ไหว การที่เธอคอยหาเรื่องพี่อยู่เรื่อยๆ แบบนี้ก็น่ารำคาญนะคะ ยังไงพี่ก็ระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า”
จินจวี๋กลับตอบอย่างไม่ยี่หระ “ตอนนี้เราแทบไม่ได้ข้องเกี่ยวกันแล้ว อีกอย่างอายุปูนนี้แล้ว ฉันก็ไม่ได้มีความคิดที่จะมีความรัก แต่งงาน หรือสร้างครอบครัวอะไรทั้งนั้น
ถ้าเธออยากจะหาเรื่องฉันต่อก็ปล่อยไปเถอะ ไม่แน่สักวันฉันอาจจะไปทำข่าวที่ต่างประเทศก็ได้นะ ฉันใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักข่าวสงครามมาตลอด”
ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองจินจวี๋ ในบรรดาเพื่อนผู้หญิงเพียงไม่กี่คนของน้าเล็ก จินจวี๋นับเป็นคนที่สนิทสนมที่สุด แต่ทั้งคู่กลับมีแนวคิดการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
น้าเล็กของเธอไม่มีความคิดที่จะลงหลักปักฐาน ส่วนจินจวี๋ก็ชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระ
“เมื่อกี้ตอนหนูมาถึง เห็นพี่กำลังจะออกไปข้างนอกพอดี จะไปทำงานที่อื่นเหรอคะ?” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถามขึ้นลอยๆ
“เปล่าหรอก ไม่ได้ไปไหน” จินจวี๋ส่ายหน้า
“ฉันกำลังตามทำข่าวเรื่องเหมืองถ่านหินเถื่อนอยู่ ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เราเลยช่วยคนงานออกมาได้หลายคน แต่เรื่องยังไม่จบง่ายๆ ต้องให้ทางกรมประชาสงเคราะห์เข้ามาจัดการต่อ ฉันกำลังจะไปที่นั่นพอดี”
“หนูขับรถมาค่ะ เดี๋ยวไปส่ง”
ซ่งอวี้หน่วนคาดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเธอด้วย เพราะในกลุ่มคนงานที่ได้รับการช่วยเหลือออกมานั้น มีเหล่าฉีรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่แม้แต่ซ่างกวนเหิงก็ยังนึกไม่ถึง
ปัจจุบันซ่างกวนเหิงมีสถานะเป็นพลเมืองฮ่องกง แต่เขาก็ยอมรับผิดในคดีเก่าๆ ที่เคยทำไว้มากมาย แม้จะไม่ใช่คดีฆาตกรรม แต่ประวัติของเขาก็ใช่ว่าจะขาวสะอาด การปรากฏตัวของเหล่าฉีจึงกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวเขาได้อีกกระทง
เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับน้าเล็กโดยตรง ซ่งอวี้หน่วนและเซี่ยซินตงจึงเดินทางไปด้วยกัน เหล่าฉีซึ่งถูกจองจำอยู่ในเหมือง ไม่ได้รับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอกเลย เขายังคงเข้าใจว่าซ่างกวนเหิงใช้ชีวิตอยู่ที่ฮ่องกงมาโดยตลอด
เมื่อได้ทราบว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีถูกตัดสินโทษจำคุก ซ่างกวนเหิงเองก็ถูกจับกุมเช่นกัน และตระกูลซ่างกวนอันเกรียงไกรในฮ่องกงได้ล่มสลายลงแล้ว เขาก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกไปนาน
“ถ้าคุณสะดวก ผมกับเสี่ยวหน่วนอยากจะเลี้ยงอาหารสักมื้อ” เซี่ยซินตงเอ่ยชวนจินจวี๋
“น้าเล็กคะ ทำไมต้องเป็นหนูกับน้าช่วยกันเลี้ยงด้วยล่ะคะ ไม่ใช่แค่น้าคนเดียวเหรอ ช่วงนี้หนูถังแตก ไม่มีเงินแล้วนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนแกล้งเย้า
หญิงสาวผู้ประกาศตัวว่าถังแตกจึงได้โอกาสไปร่วมโต๊ะอาหารด้วย และที่นั่นเองเธอก็ได้พบกับฉินซู่อวิ๋นแม่ของกู้หวยอันโดยบังเอิญ
ฉินซู่อวิ๋นซึ่งกำลังเลี้ยงรับรองเพื่อนอยู่ เมื่อเห็นทั้งสามคนก็เดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม แม้ความสัมพันธ์ของเธอกับซ่งอวี้หน่วนจะไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษ แต่ด้วยแวดวงสังคมที่ใกล้ชิดกัน การจะบอกว่าไม่เคยพบเจอกันเลยคงเป็นเรื่องเหลวไหล
รอยยิ้มของเซี่ยซินตงดูจริงใจยิ่งขึ้น เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาด สตรีตรงหน้านี้ก็คือแม่สามีในอนาคตของหลานสาวเขา
ต่อให้ซ่งอวี้หน่วนจะเก่งกาจสามารถเพียงใด แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ การสร้างความสัมพันธ์อันดี ย่อมดีกว่าการมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกัน เขาจึงพร้อมที่จะแสดงความเป็นมิตรอย่างเต็มที่
เดิมทีหลินฉิงรู้สึกว่าการได้มาทานอาหารที่ภัตตาคารหยิงปินโหลวถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว แต่เมื่อได้เห็นซ่งอวี้หน่วน เธอก็อดคิดไม่ได้ว่าโชคชะตานั้นช่างมีความสำคัญอย่างแท้จริง
เด็กสาวชาวบ้านป่าอย่างซ่งอวี้หน่วน หากไม่ใช่เพราะโชคช่วยและโอกาสอันน่าเหลือเชื่อที่ประดังเข้ามา เธอจะมีปัญญามานั่งทานอาหารในสถานที่หรูหราเช่นนี้ได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงการได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฉินซู่อวิ๋นอีก
เพียงแค่คิดก็สามารถจินตนาการได้ไม่ยากว่าหากซ่งอวี้หน่วนได้แต่งงานเข้าตระกูลกู้ ชีวิตของเธอจะสุขสบายเพียงใด ซึ่งแตกต่างจากชีวิตของเธอในปัจจุบันราวฟ้ากับเหว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้มีอะไรเทียบเธอได้เลย
หลินฉิงไม่กล้าที่จะต่อกรกับซ่งอวี้หน่วนซึ่งหน้า เธอจึงมุ่งหน้าไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ เมื่อไม่สามารถทำอะไรตัวซ่งอวี้หน่วนได้ เธอก็เลือกที่จะเล่นงานคนรอบข้างแทน
และแล้วในช่วงก่อนวันขึ้นปีใหม่ ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ทราบข่าวว่าเมิ่งจ้าวหลิน อดีตสามีของหม่าชุ่ยเฟิน น้าสะใภ้ใหญ่ของเธอ ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเพื่อขอคืนดี โดยมีลูกทั้งสองคนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างกาย
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง กู้หวยอันก็ได้มารับตัวซ่งอวี้หน่วนไปยังห้องปฏิบัติการของเขา…
[จบบท]