บทที่ 592: นี่เธอชอบน้าชายของฉันเหรอ
ชีวิตคนเรานี่มันเอาแน่เอานอนไม่ได้เลยจริงๆ จนกว่าจะถึงวันตาย ก็คงไม่มีใครบอกได้ว่าบั้นปลายจะเป็นยังไง
เหมือนเช่นสองหญิงชราที่กำลังเดินเคียงกันอยู่บนถนนในปักกิ่งตอนนี้ ใครจะคิดว่าหญิงชราจากหมู่บ้านชนบทห่างไกล จะมีวันได้มาใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองหลวง มีบ้านสวยๆ พร้อมสวนกว้างขวางเป็นของตัวเอง จะไปไหนมาไหนก็สะดวกสบาย แค่เดินออกจากบ้านไปไม่กี่ก้าวก็ถึงสวนสาธารณะแล้ว แถมบ้านของครอบครัวฝ่ายหญิงก็อยู่ใกล้กันแค่เดิน 3-5 นาทีเท่านั้น เหมือนอยู่หมู่บ้านเดียวกันแค่คนละฟากฝั่ง
ตอนนี้พวกเธอมีทุกอย่างที่ชีวิตคนแก่คนหนึ่งจะปรารถนา มีบ้านให้อยู่ มีห้องครัวพร้อมข้าวของเครื่องใช้ครบครัน ในกระเป๋าก็มีเงินสดติดตัวไว้ใช้จ่าย ความสุขสบายเหล่านี้ทำให้พวกเธอนึกย้อนไปถึงชีวิตของใครบางคนที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ตอนนี้กลับตกต่ำจนน่าเวทนา
อย่างซ่างกวนอวิ๋นฉี ที่ตอนนี้ใครๆ ก็ว่าเสียสติไปแล้ว แม้ซ่งอวี้หน่วนจะเคยบอกว่านั่นอาจเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง แต่สภาพจิตใจของเธอคงย่ำแย่เต็มทน จนแทบไม่ต่างอะไรจากคนบ้าจริงๆ
หญิงชราทั้งสองคนสวมเสื้อขนเป็ดตัวหนา สวมหมวกไหมพรมกันหนาว บนเท้าเป็นรองเท้าบูทหนังสีดำของทหาร ดูทันสมัยจนคนปักกิ่งแท้ๆ ยังต้องเหลียวมอง หากไม่ปริปากพูด ก็คงไม่มีใครเดาออกว่าพวกเธอมาจากต่างถิ่น
เมื่อเดินมาถึงสี่แยกใหญ่ ย่าซ่งก็หันไปชวนจูเฟิ่ง “พรุ่งนี้เช้า ไปบ้านตระกูลหลินเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ พอดีลูกสะใภ้คนโตของแม่เฒ่าหวังเขาจัดบ้าน แล้วไปเจอกำไลเงินที่แม่ผัวซ่อนไว้ เขาบอกว่าเป็นของหลินเจีย เลยฝากฉันเอาไปคืนให้หน่อย”
“ได้ เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน” จูเฟิ่งพยักหน้ารับคำ
พอกลับถึงบ้าน ย่าซ่งก็เล่าเรื่องนี้ให้ซ่งอวี้หน่วนฟัง ลูกสะใภ้คนโตของบ้านหวังยังคงอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเหมือนเดิม หลังจากบ้านหวังแตกแยกกันไป ย่าหวังกับหวังจู้จื่อก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งความจริงแล้ว ทั้งคู่คงไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว
ส่วนลูกชายคนโตของบ้านหวังก็ยังคงชดใช้กรรมอยู่ในคุก ภรรยาของเขาจึงต้องเลี้ยงดูลูกๆ ตามลำพัง ที่เธอไม่แต่งงานใหม่ก็เพราะไม่มีใครกล้าเข้ามาข้องเกี่ยวด้วย สู้ทนอยู่บ้านเดิมต่อไปยังจะดีเสียกว่า อย่างน้อยหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็ถือเป็นหมู่บ้านที่มั่งคั่งที่สุดในอำเภอหนานซาน
คนบ้านหวังในตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่กล้าก่อเรื่องใดๆ อีก หากย่าซ่งไม่เอ่ยถึง ซ่งอวี้หน่วนก็แทบจะลืมเลือนครอบครัวนี้ไปจากความทรงจำแล้ว
วันรุ่งขึ้น เธอจึงอาสาพาย่ากับยายไปยังบ้านพักของหลินเจีย แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือการปรากฏตัวของหลินฉิงที่นั่นด้วย
ซ่งอวี้หน่วนส่งยิ้มบางๆ ให้หลินฉิง ก่อนจะเอ่ยปากชวน “เธอพอมีเวลาไหม ไปคุยกันที่ห้องเธอหน่อยสิ ฉันมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วย”
หลินฉิงไม่อยากจะเสวนากับซ่งอวี้หน่วนแม้แต่วินาทีเดียว แต่พอสบเข้ากับดวงตาคู่ใสกระจ่างที่มองมาอย่างตรงไปตรงมา คำปฏิเสธที่เตรียมไว้ก็พลันติดอยู่ที่ริมฝีปาก พูดออกมาไม่ได้สักคำ
ช่วงนี้ค่าความอิจฉาบนหน้าจอระบบของเธอแทบจะเป็นศูนย์ เธอก็ได้แต่จนปัญญา
อย่างฉินซือฉี แม้จะมีความรู้สึกอิจฉาซ่งอวี้หน่วนอยู่ลึกๆ แต่ชีวิตของเธอก็ไม่ได้ว่างพอที่จะมานั่งจมอยู่กับความรู้สึกนั้นได้ทุกวัน ตอนนี้เธอใกล้จะเรียนจบแล้ว ตารางเรียนก็อัดแน่นจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เพราะเธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำงานในสายเกษตรกรรม และหวังให้ครอบครัวช่วยวิ่งเต้นฝากฝังให้เธอได้ทำงานดีๆ ในปักกิ่ง เพื่อที่จะได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่นี่อย่างถาวร
นานๆ ครั้งจะมีค่าความอิจฉาเด้งขึ้นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วระบบก็เงียบกริบเหมือนป่าช้า ระบบถึงกับเสนอแนะให้เธอไปสัมภาษณ์ซ่งอวี้หน่วนแล้วเขียนบทความตีพิมพ์ เพราะเมื่อมีคนชื่นชม ก็ย่อมมีคนอิจฉาในความสำเร็จของเธอ ค่าความอิจฉาจะได้พุ่งสูงขึ้น
แต่คำถามคือใครจะไปสัมภาษณ์ แล้วใครจะยอมเขียนบทความนั้นให้ ซ่งอวี้หน่วนฉลาดหลักแหลมยิ่งกว่าอะไรดี ดวงตาคู่นั้นก็ราวกับไฟสปอตไลท์ที่ส่องทะลุทะลวงได้ทุกสิ่ง แค่ถูกเรียกให้ไปคุยกันสองต่อสองแบบนี้ หัวใจของหลินฉิงก็เริ่มเต้นไม่เป็นส่ำแล้ว
ความคิดฟุ้งซ่านวนเวียนอยู่ในหัว จนกระทั่งทั้งสองเดินมาถึงห้องนอนของเธอ
“มีเรื่องอะไรนักหนา ทำไมต้องคุยกันเป็นการส่วนตัวด้วย” หลินฉิงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ซ่งอวี้หน่วนยังคงยิ้มมุมปาก “ถ้าเธออยากจะพูดต่อหน้าคนอื่นๆ โดยเฉพาะต่อหน้ายายของฉัน ฉันก็ไม่ขัดข้องนะ”
คำพูดนั้นทำให้หลินฉิงหน้าเสีย ความรู้สึกผิดแล่นปราดขึ้นมาจับใจ แม้ตอนที่เธอเดินทางไปเมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อตามหาผู้ชายแซ่เมิ่ง จะเป็นคนกลาง
ที่ช่วยจัดการให้ แต่เธอก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง
“มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะน่า ฉันจะได้รีบกลับบ้าน”
ซ่งอวี้หน่วนไม่ตอบ แต่กลับเดินวนรอบตัวหลินฉิงช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่หน้าท้องของอีกฝ่าย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ดูเหมือนว่าคนตรงหน้านี้จะอยู่ในสถานะที่เธอจะลงไม้ลงมือหรือต่อว่าต่อขานรุนแรงไม่ได้เสียแล้ว
“เธอกำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่หลินฉิง อยู่ดีๆ จะดั้นด้นไปหาผู้ชายแซ่เมิ่งที่เมืองเซี่ยงไฮ้ทำไม สามีเก่าของน้าสะใภ้ใหญ่ฉันเป็นคนยังไงเธอก็น่าจะรู้ดี ตอนที่น้าสะใภ้ฉันอุ้มลูกตามเขากลับไปที่นั่น เธอต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน แต่สุดท้ายเป็นไงล่ะ พอเขาเจอคนใหม่ที่ดีกว่า เป็นถึงลูกสาวผู้อำนวยการโรงงาน เขาก็ถีบหัวส่งน้าสะใภ้ฉันอย่างไม่ไยดี”
ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะ ปล่อยให้คำพูดซึมลึกลงไปในความคิดของหลินฉิง
“พอน้าสะใภ้ฉันไม่ยอมหย่า เขาก็ลงมือทุบตีอย่างโหดเหี้ยม ไม่เว้นแม้แต่ลูกในไส้ของตัวเอง ส่วนแม่ของเขาก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แถมยังพูดจาดูถูกว่าคนบ้านนอกอย่างเราจะไปเทียบชั้นกับคนเมืองเซี่ยงไฮ้ได้อย่างไร พวกเขาร่วมหัวกันบีบคั้นจนน้าสะใภ้ฉันต้องยอมหย่าในที่สุด
เอาเถอะ หย่าก็หย่า แต่ตลอดเวลาที่อยู่กินกันมา ตอนที่ยังอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ไอ้สารเลวเมิ่งจ้าวหลินนั่นกินของของบ้านหม่าไปมากแค่ไหน เขาลืมไปแล้วหรือยังไง
พอตัวเองได้ดิบได้ดีมีงานมีการทำ กลับโยนเศษเงินค่าตั๋วรถไฟให้แค่ใบเดียว ขนมปังแห้งๆ สักชิ้นยังไม่มีปัญญาซื้อให้ลูก นี่มันเลวทรามต่ำช้าเกินกว่าจะหาคำไหนมาเปรียบแล้วนะ
คนใจหมาแบบนี้เธอยังมีหน้าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาเขาอีกเหรอ
หลินฉิง! เธอก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ลองคิดดูสิว่าถ้าเป็นเธอจะรู้สึกยังไง ผู้ชายแบบนี้ต่อให้กลับใจมา เธอยังจะกล้ารับไว้อีกหรือ”
หลินฉิงอ้าปากค้าง ทำท่าจะโต้เถียง แต่ซ่งอวี้หน่วนยกมือขึ้นห้ามไว้ก่อน
“ไม่ต้องแก้ตัว ถ้าฉันไม่มีหลักฐานอยู่ในมือ ฉันไม่เสียเวลามาคุยกับเธอหรอก”
น้ำเสียงของซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนเป็นจริงจัง “เรามาเปิดอกคุยกันตรงๆ ดีกว่า ที่เธอทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อจะก่อกวนฉันใช่ไหม สุดท้ายแล้วคนที่เดือดร้อนก็คือน้าสะใภ้ของฉันที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย วันนี้เราต้องคุยกันให้เคลียร์ เธอตั้งใจจะเล่นเกมนี้กับฉันไปจนสุดทางเลยใช่ไหม”
หลินฉิงแค่นหัวเราะ “เธอหลงตัวเองไปหน่อยมั้ง จะมาหาว่าฉันต่อต้านเธอได้ยังไง”
“งั้นก็บอกมาสิ ว่าเธอไปหาผู้ชายคนนั้นทำไม” ซ่งอวี้หน่วนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินฉิง ก่อนจะเหลือบมองไปที่หน้าท้องของเธออีกครั้ง
“เธอนี่มันน่าโมโหจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าเธอกำลังท้อง ป่านนี้ฉันคงสั่งสอนเธอไปแล้ว”
“ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอใหญ่โตคับฟ้า จะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าเธอกล้าแตะต้องตัวฉัน ฉันจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแน่” หลินฉิงขู่ฟ่อ
“เหอะ” ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะเยาะ “แล้วไอ้เมิ่งจ้าวหลินนั่นมันเป็นอะไรกับเธอ เธอถึงได้ทุ่มเทวางแผนให้เขาขนาดนี้ ที่สำคัญคือเขายังไม่ได้หย่ากับเมียปัจจุบันเลยนะ หน้าไม่อายหรือไงถึงได้บุกไปถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเพื่อขอคืนดีกับน้าสะใภ้ฉัน นี่มันผิดกฎหมายรู้ตัวบ้างไหม แล้วเมียของเขารู้เรื่องที่เธอทำหรือเปล่า
ลองคิดดูสิว่าถ้าเมียเขารู้ว่าเธอเป็นคนยุยงส่งเสริมให้ผัวตัวเองไปหาเมียเก่า เขาจะไม่ตามมาจากเมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อมาฉีกปากเธอถึงปักกิ่งเลยเหรอ”
หลินฉิงอยากจะเถียงใจจะขาด แต่กลับจนด้วยถ้อยคำ
“ซ่งอวี้หน่วน! อย่ามาพูดจาพล่อยๆ ถ้ามีหลักฐานก็เอาไปแจ้งความสิ!” เธอตวาดกลับอย่างหัวเสีย
ซ่งอวี้หน่วนก้าวเข้าไปประชิดตัว มือทั้งสองข้างค่อยๆ วางลงบนศีรษะของหลินฉิงอย่างแผ่วเบา พร้อมกับออกแรงกดเพียงเล็กน้อย พลังงานสายหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ค่อยๆ ไหลซึมเข้าไปโอบล้อมรอบศีรษะของหลินฉิงเอาไว้
มือของเธอยังคงวางนิ่งอยู่บนนั้น ขณะที่ริมฝีปากเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนช้าๆ
“สมองของเธอก็ไม่ได้ขี้เลื่อยเลยนะหลินฉิง แต่ทำไมวันๆ ถึงได้คิดแต่เรื่องโง่ๆ ที่น่าขยะแขยงแบบนี้ได้นะ ถ้าฉันไม่มีหลักฐานแน่ชัด คิดว่าฉันจะเสียเวลามาหาเธอหรือไง”
ซ่งอวี้หน่วนโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหู “เอาอย่างนี้ไหม จะให้ฉันไปเล่าเรื่องนี้ให้แม่สามีกับสามีของเธอฟังดี หรือว่า… ที่เธอพยายามจะทำลายชีวิตคู่ของน้าสะใภ้ฉัน เป็นเพราะว่าเธอแอบชอบน้าชายของฉัน แล้วอยากจะมาเป็นน้าสะใภ้ของฉันแทนล่ะ”