บทที่ 596: กุมชะตา
ซูเซียงได้แต่หลับตาลงช้าๆ พยายามข่มความรู้สึกวุ่นวายที่ตีรวนอยู่ในอก หวังว่าการปิดเปลือกตาจะช่วยให้เธอหนีจากความเป็นจริงอันน่าปวดหัวได้สักครู่ก็ยังดี
แม่ของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ในฐานะแม่ เธอก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาปลอบโยนลูกสาวได้ จึงเลือกที่จะเงียบ และปล่อยให้ความเงียบทำงานแทน
ที่บ้านตระกูลซ่ง ซ่งอวี้หน่วนกำลังเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนของซูเซียงให้เซี่ยกุ้ยหลานฟัง
คนเป็นแม่ขมวดคิ้วมุ่น “แม่นึกว่าครอบครัวใหญ่โตระดับผู้หลักผู้ใหญ่อย่างบ้านตระกูลกู้ จะมีแต่ความสุขสบายซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเจอปัญหาจุกจิกกวนใจเหมือนชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ ด้วย”
ซ่งอวี้หน่วนอมยิ้มบางเบา “ก็พวกเขายังเป็นคนนี่คะแม่ ไม่ใช่เทพเซียนบนสวรรค์สักหน่อย ยังต้องกินข้าวเหมือนเรา มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องธรรมดา”
ย่าซ่งที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยปรามขึ้น “สองคนนั้นน่ะแสบพอกันทั้งคู่ ต่อไปนี้หลานก็พยายามอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของเขาให้มากนักเลยนะ”
“เอ้อ...คุณย่าคะ” ซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนเรื่องทันควัน “พอดีพรุ่งนี้คุณแม่ของพี่หวยอันเขาหยุดงานพอดี เลยบอกว่าจะแวะมาเยี่ยมคุณย่าน่ะค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ย่าซ่งถึงกับลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างจ้องหลานสาว “อะไรนะ! แล้วทำไมเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้ ทำไมไม่บอกย่าให้เร็วกว่านี้เล่า พรุ่งนี้แม่ของหวยอันจะมาทั้งที เราต้องเตรียมต้อนรับให้สมเกียรติเขาสิ”
“โธ่คุณย่า บ้านเราก็เพิ่งทำความสะอาดไป ของกินของดื่มก็มีพร้อมทุกอย่างแล้ว ไม่เห็นต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษเลยนี่คะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนจะเสริมความคิดดีๆ ของตนเข้าไป
“พรุ่งนี้หนูว่าจะไปรับคุณยายมาที่นี่ด้วยเลย จะได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา คุณป้าฉินจะได้ไม่ต้องลำบากวิ่งรถไปสองบ้าน”
“แหม...ยังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเขา ก็ออกตัวปกป้องดูแลกันขนาดนี้เชียวนะ” ย่าซ่งแกล้งค่อนขอดหลานสาวด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
ซ่งอวี้หน่วนรีบเข้าไปกอดแขนออดอ้อน “โอ๊ย คุณย่าของหนูขี้หึงไปได้ ถ้าคุณป้าฉินมา เขาก็ต้องเตรียมของขวัญมาให้ทั้งสองบ้านอยู่แล้ว คุณย่าจะได้เห็นกับตาไปเลยว่าเขาให้อะไรคุณยายบ้าง จะได้ไม่ต้องแอบใช้ให้หนูไปสืบทีหลัง เปิดเผยโปร่งใสแบบนี้ดีจะตายไป จริงไหมคะ”
ย่าซ่งฟังหลานสาวอ้อนเจื้อยแจ้วก็อดขำในความช่างพูดของเธอไม่ได้
วันรุ่งขึ้น ฉินซู่อวิ๋นและกู้หัวผู้เป็นสามีก็เดินทางมาถึงตามนัด ทั้งสองคนหอบหิ้วของขวัญมาเต็มสองมือ ภาพที่ทุกคนได้เห็นคือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่อบอวลไปทั่วทั้งห้องนั่งเล่น บรรยากาศการพบปะกันของสองครอบครัวเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ต่างฝ่ายต่างแสดงความพึงพอใจซึ่งกันและกันอย่างเห็นได้ชัด
หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน เซี่ยกุ้ยหลานคงจินตนาการไม่ออกเลยว่าวันหนึ่งจะได้มานั่งสนทนากับสตรีผู้สูงศักดิ์อย่างฉินซู่อวิ๋นในฐานะว่าที่แม่ผัวแม่ยายของลูกๆ
แต่บัดนี้ เธอนั่งอยู่ที่นี่แล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปีหล่อหลอมให้เธอไม่ใช่เซี่ยกุ้ยหลานคนเดิมอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่เธอมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวฝั่งสามี ครอบครัวฝั่งตัวเอง สามี หรือลูกๆ ทุกคนล้วนเป็นปราการที่แข็งแกร่งและเป็นความภาคภูมิใจของเธอ
โดยเฉพาะ ‘เสี่ยวหน่วน’ แก้วตาดวงใจของเธอ
หากคิดจะมาสู่ขอลูกสาวคนเก่งของบ้านนี้ ก็ต้องแสดงความอ่อนน้อมให้มากหน่อย ถึงแม้ตระกูลของคุณจะสูงส่งเพียงใด แต่ลูกสาวของฉันนั้นมีค่าสูงส่งยิ่งกว่า
ด้วยความคิดเช่นนี้ เซี่ยกุ้ยหลานจึงวางตัวได้อย่างสง่างามและเป็นธรรมชาติ ไม่มีความประหม่าหรือเกรงกลัวแม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกัน ฉินซู่อวิ๋นก็ไม่ได้แสดงท่าทีถือตัวหรือวางอำนาจแต่อย่างใด เธอกลับวางตัวเรียบง่ายและเป็นกันเองราวกับแม่บ้านธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนเป็นอย่างมาก
การสนทนาดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อทั้งกู้หวยอันและซ่งอวี้หน่วนต่างก็มีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือเงินทอง ประเด็นขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้จึงแทบไม่มีเลย
แต่ถึงกระนั้น เรื่องที่อยู่อาศัยก็ยังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย
“ต้นไม้ใหญ่ก็ต้องแตกกิ่งก้านเป็นธรรมดาค่ะ” ฉินซู่อวิ๋นเริ่มต้นอย่างนุ่มนวล
“สมัยที่เด็กๆ ยังเล็ก การอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ก็ดูอบอุ่นครึกครื้นดี แต่ตอนนี้พวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว การมีพื้นที่และชีวิตส่วนตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเราผู้ใหญ่ก็พร้อมจะรับฟังการตัดสินใจของเด็กๆ เสมอค่ะ”
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นชัดเจนว่า พวกเขายินดีมอบทุกสิ่งที่มีให้ แต่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายชีวิตคู่ของคนทั้งสองอย่างเด็ดขาด หลังจากแต่งงานแล้ว ทั้งคู่จะเลือกอยู่ที่ไหนก็ได้ตามความพอใจ ต่อให้ลูกชายของเธอจะยอมเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้านภรรยา เธอก็ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น
ฉินซู่อวิ๋นทอดสายตามองซ่งอวี้หน่วนด้วยความรักใคร่เอ็นดู เธอรู้สึกขอบคุณที่หญิงสาวจัดการเรื่องของซูเซียงได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าความสัมพันธ์ของสองคนนั้นจะลงเอยเช่นไร อย่างน้อยที่สุดซ่งอวี้หน่วนก็ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายและลุกลามมาถึงคนอื่นๆ
แต่ในใจลึกๆ เธอก็ยังรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง ทำไมลูกสาวว่าที่บ้านฉันต้องมาเดือดร้อนเพราะปัญหาของบ้านเธออยู่เรื่อย ทำอะไรก็ต้องดึงเสี่ยวหน่วนเข้าไปพัวพันด้วยตลอด พวกเธอว่างกันมากนักหรือไง
ด้วยความคิดนี้ ฉินซู่อวิ๋นจึงจัดการให้อาสะใภ้รองไปเชิญอาจารย์เจียง ซึ่งเป็นอาจารย์ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการเดียวกัน มาเป็นครูสอนพิเศษให้กับกู้เจียวเจียว พร้อมทั้งมอบการบ้านกองโตเป็นของขวัญ
หากทำไม่เสร็จ ก็อดดูรายการพิเศษวันตรุษจีน และฝันไปได้เลยว่าจะได้ดูการ์ตูนเรื่องโปรด ‘การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว’ ที่จะฉายติดต่อกัน 5 วันรวดในช่วงปีใหม่ ซึ่งตอนนี้กู้เจียวเจียวเพิ่งได้ดูไปแค่ 2 ตอนเท่านั้น
เด็กสาวร้อนใจจนนั่งไม่ติด ต้องรีบวิ่งแจ้นไปหาซ่งอวี้หน่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจยิ่งกว่า
“หลังตรุษจีนพี่มีแผนจะสร้างหนัง ถ้าเจียวเจียวสามารถทำคะแนนสอบปลายภาคเรียนหน้าให้ขึ้นจากอันดับสามสุดท้ายของห้องมาเป็นสามอันดับแรกได้ พี่จะให้บทในหนังเรื่องนี้เป็นการตอบแทน”
สิ้นเสียงของซ่งอวี้หน่วน กู้เจียวเจียวก็กรีดร้องออกมาด้วยความดีใจ ในสมองของเธอขาวโพลนไปหมด มีเพียงประโยคทองของซ่งอวี้หน่วนดังก้องอยู่เท่านั้น
เรียนสิ เรียน! แค่เรียนหนังสือเองไม่ใช่เหรอ แค่สามอันดับแรกเอง! เพื่อบทในหนังของพี่เสี่ยวหน่วน เธอทุ่มสุดตัว!
ผู้เฒ่ากู้ที่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดอดถามซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ “หลานไม่กลัวเจียวเจียวจะไปทำหนังของหลานพังหรือไง”
“บทบาทในหนังมีตั้งเยอะแยะนี่คะคุณปู่ อีกอย่างหนูตั้งใจจะเขียนบทที่เหมาะกับเจียวเจียวโดยเฉพาะอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกค่ะ”
ผู้เฒ่ากู้มองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขารู้สึกทึ่งที่เธอกำราบหลานสาวตัวแสบของเขาได้อยู่หมัด
ส่วนเรื่องของซูเซียงกับกู้หวยหมิงที่ยังคบหากันอยู่นั้น เขาเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะมันเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาว เขาทำได้เพียงปล่อยวาง ไม่รับรู้ให้รกสมอง เหมือนการดื่มน้ำที่ร้อนหรือเย็นก็ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง
อีกอย่าง เหตุการณ์ที่ซูเซียงเกือบประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็มีสาเหตุมาจากการทะเลาะกับหลานชายและหลานสาวของเขาเอง โชคยังดีที่เธอไม่เป็นอะไรมาก หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาจริงๆ หลานชายคนโตของเขาคงเสียสติไปแล้ว และแน่นอนว่ากู้เจียวเจียวจะต้องโดนร่างแหไปด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคงเลวร้ายเกินกว่าจะคาดเดา
เมื่อก่อนเขาไม่เคยเชื่อคำกล่าวที่ว่า ‘ลูกคือเจ้ากรรมนายเวร’ เพราะลูกๆ ของเขาแต่ละคนไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้เลยสักนิด แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกอย่างเต็มเปี่ยมว่าหลานๆ นี่แหละ คือเจ้ากรรมนายเวรตัวจริง
เขาได้ยินมาว่าซ่งอวี้หน่วนกำลังเตรียมสร้างวิลล่าสุดหรูบนเขาซีซานในทำเลที่ดีที่สุดตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อเป็นของขวัญให้แก่คุณปู่คุณตาทุกคนของเธอ ฟังแล้วก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ แต่ก็มั่นใจว่าต้องมีของเขาอยู่หลังหนึ่งแน่นอน ถึงวันนั้นเขาจะย้ายไปอยู่ที่นั่นให้สบายใจ
ส่วนบ้านพักข้าราชการหลังนี้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและบารมี เขาจะไม่ย้ายไปไหนเด็ดขาด ใครอยากจะอยู่ก็เชิญอยู่ไปตามสบาย
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เมื่อซูเซียงหายดีแล้ว ก็คงต้องเชิญเธอมาทานอาหารที่บ้านสักมื้อ ครั้งนี้กู้เจียวเจียวคงจะสงบปากสงบคำได้มากขึ้น เพราะตอนนี้เธอแทบไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น นอกจากการทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย
ดูเหมือนว่าคำพูดที่ว่า ‘จะตีงูต้องตีที่จุดตาย’ จะเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน
ซ่งอวี้หน่วนเองก็เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงก็คือ การปรากฏตัวของผู้ชายสารเลวไร้ยางอายอย่างเมิ่งจ้าวหลินที่กรุงปักกิ่ง
ช่วงเวลานี้น้าสะใภ้ใหญ่ได้ย้ายมาพักอยู่กับคุณยายเป็นการชั่วคราว ถึงแม้ว่าน้าใหญ่อย่างเซี่ยซินซานจะไม่ได้ตามมาด้วย แต่บรรยากาศภายในบ้านก็ยังคงอบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่นไม่ต่างจากเดิม ทุกคนวางแผนว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดพร้อมกันหลังปีใหม่ และจะให้สี่เชว่รวมถึงลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ ย้ายมาเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่ปักกิ่ง ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดในประเทศ
การที่เมิ่งจ้าวหลินกล้าถึงขั้นทิ้งงานเพื่อตามหม่าชุ่ยเฟินมาถึงปักกิ่ง ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและเหิมเกริมเกินไปแล้ว
และในที่สุด ข้อมูลที่ทุกคนรอคอยก็ถูกส่งมาจากกู้หวยอันถึงมือของเซี่ยซินตง
ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความกล้าบ้าบิ่นของเมิ่งจ้าวหลินก็คือ เขาประสบอุบัติเหตุจากการทำงานจนสูญเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ไปแล้ว นั่นหมายความว่าเด็กสองคนที่เกิดจากหม่าชุ่ยเฟิน คือทายาทสายเลือดเดียวที่เขามีเหลืออยู่ นี่เองคือเหตุผลที่ทำให้เขากล้าทำทุกอย่างโดยไม่สนใจว่าตนเองยังไม่ได้หย่าขาดจากภรรยาคนปัจจุบัน
[จบบท]