บทที่ 599: ถอยทัพโดยไม่ต้องรบ
จินจวี๋ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคมกริบ “แล้วตอนนี้คุณกลับมารู้สึกรักเธอแล้วอย่างนั้นเหรอ”
คำถามสั้นๆ นั้นเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจของเมิ่งจ้าวหลิน เขารู้สึกเหมือนลิ้นแข็ง พูดอะไรไม่ออก
จะโกหกดีไหมนะ ชายหนุ่มถามตัวเองในใจอย่างร้อนรน เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
เซี่ยซินตงที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ มาตลอด ตัดสินใจเล่าความจริงอีกด้านที่เขาได้รับรู้มา “ผมได้ยินพี่สะใภ้เล่าให้ฟังว่า เธอเกลียดผู้ชายคนนี้เข้ากระดูกดำเลยล่ะครับ เขาเป็นคนใจจืดใจดำไร้ความรู้สึกที่สุด ตั้งแต่พี่สะใภ้ย้ายไปอยู่เมืองเซี่ยงไฮ้กับเขา ชีวิตของเธอก็มีแต่การถูกทุบตีและด่าทอไม่เว้นวัน เพื่อบีบให้เธอยอมหย่า แม้กระทั่งแม่ของเมิ่งจ้าวหลินเองก็ยังลงไม้ลงมือกับพี่สะใภ้ของผม”
ทุกคำพูดของเซี่ยซินตงเหมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปบนใบหน้าของเมิ่งจ้าวหลิน
“ลูกๆ สองคนก็ถูกทิ้งขว้าง ไม่เคยได้กินอิ่มท้องสักมื้อ ลูกสาวคนเล็กน่ะ เกือบจะถูกพวกเขาเอาไปทิ้งอยู่แล้ว เงิน 300 หยวนที่พี่สะใภ้เอาติดตัวไปด้วย เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของป้าหม่าหลิวเลยนะ ท่านให้ลูกสาวไปเพราะหวังว่าชีวิตในเมืองใหญ่จะสุขสบายขึ้นบ้าง แต่พอไปถึงได้แค่วันเดียว แม่ของเมิ่งจ้าวหลินก็มาเอาเงินไปจนหมดเกลี้ยง แล้วยังหน้าด้านมาด่าว่าพี่สะใภ้กับหลานๆ ไปเป็นภาระ เกาะพวกเขากินอีก”
“ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว พี่สะใภ้ของผมอยู่ที่นั่นได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็ต้องซมซานออกไปหางานรับจ้างทำ เรื่องนี้ถ้าไม่เชื่อก็ไปตรวจสอบที่โรงงานของชุมชนในเมืองเซี่ยงไฮ้ได้เลย หลักฐานมันมีอยู่ชัดเจน โกหกกันไม่ได้หรอกครับ”
“นับตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเมืองเซี่ยงไฮ้ พี่สะใภ้ของผมก็ถูกผู้ชายคนนี้ดูถูกเหยียดหยามมาตลอด เขารังเกียจที่เธอเป็นคนบ้านนอก รังเกียจที่เธอเรียนมาน้อย อ้างว่าทัศนคติไม่ตรงกัน ไม่มีเยื่อใยอะไรต่อกันแล้ว ตอนที่หย่ากันก็รีบร้อนทำเรื่องซะจนน่าเกลียด สุดท้ายก็ซื้อตั๋วรถไฟให้แค่ใบเดียว แล้วไล่แม่ลูกสามชีวิตออกจากเมืองอย่างไม่ใยดี
ถ้าวันนั้นระหว่างทางพวกเขาไม่เจอคนใจดีมีเมตตาคอยช่วยเหลือปันข้าวปันน้ำให้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาแม่ลูกจะมีชีวิตรอดกลับมาถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอได้หรือเปล่า”
เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดโปงออกมาจนหมดสิ้น ใบหน้าของเมิ่งจ้าวหลินแดงก่ำราวกับถูกไฟลน เขาอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นจากสายตาของทุกคน
จินจวี๋ยังคงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอไม่แม้แต่จะชายตามองสีหน้าละอายใจของเมิ่งจ้าวหลิน มือของเธอยังคงจดบันทึกทุกถ้อยคำลงบนสมุดอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
เมื่อจดเสร็จ เธอก็วางปากกาลงแล้วหันไปถามเซี่ยซินตงด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่ยืนยันและรับผิดชอบทุกคำพูดของพี่ได้ใช่ไหมคะ”
เซี่ยซินตงหัวเราะในลำคอ “ผมพูดแต่ความจริงทั้งนั้น แน่นอนว่าผมรับผิดชอบได้อยู่แล้ว”
จินจวี๋พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเมิ่งจ้าวหลินที่ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
“เอาล่ะ เล่าเรื่องของคุณต่อสิ คุณบอกว่าคุณยังรักหม่าชุ่ยเฟินอยู่ แต่ถ้าเรื่องราวที่ฉันได้ยินมาทั้งหมดเป็นความจริงที่คุณทำ…”
บรรยากาศที่เคยดูเป็นกันเองเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนไปในพริบตา รอยยิ้มบนใบหน้าของจินจวี๋เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่ปรากฏชัดในแววตา เธอวางปากกาหมึกซึมในมือลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียง ‘ปัง’ ดังก้องขึ้นมา เสียงนั้นทำให้เมิ่งจ้าวหลินสะดุ้งสุดตัว ไหล่ของเขาลู่ลงโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก
“เรื่องที่เขาเล่ามาทั้งหมดเป็นความจริงใช่ไหม!” จินจวี๋ถามเสียงเฉียบขาด
เมิ่งจ้าวหลินอ้าปากค้าง คำพูดของเขาติดอยู่ในลำคอ แน่นอนว่ามันคือความจริง แต่เขาก็อยากจะปฏิเสธใจจะขาด แต่เขารู้ดีว่าบรรณาธิการบริหารตรงหน้ามีเส้นสายกว้างขวางในเมืองเซี่ยงไฮ้ ไหนจะตระกูลเซี่ยที่ดูแล้วก็ไม่ใช่คนธรรมดาอีก การจะสืบหาความจริงไม่ใช่เรื่องยากเลย
“ทำไมไม่ตอบล่ะ” จินจวี๋ถามย้ำ ก่อนที่สีหน้าของเธอจะเปลี่ยนกลับไปเป็นยิ้มแย้มอีกครั้งอย่างน่าประหลาด
“อุ๊ย ขอโทษที พอดีฉันเป็นคนชอบยื่นมือเข้าช่วยคนอื่นน่ะค่ะ ประกอบกับเป็นผู้หญิงด้วยกัน พอได้ยินเรื่องราวของคุณกับคุณหม่าชุ่ยเฟินแบบนี้แล้วมันก็อดโกรธแทนไม่ได้จริงๆ”
เธอหยิบปากกาขึ้นมาใหม่ ทำท่าจะจดต่อ “แต่ฉันจะเอาอารมณ์ส่วนตัวมาปะปนกับงานไม่ได้ เรื่องราวมันอาจจะมีสองด้านเสมอ บางทีอาจจะมีอะไรที่ฉันยังไม่รู้ก็ได้ คุณเล่าต่อเถอะ แต่ก่อนอื่น ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าคุณมั่นใจมาจากไหนว่าจะกลับมาคืนดีกับคุณหม่าชุ่ยเฟินได้ เธอเคยโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายไปหาคุณเพื่อขอคืนดีเหรอคะ มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรมายืนยันไหม ถ้ามี ฉันจะได้เขียนลงในบทความของฉันด้วย”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาไม่หยุดของจินจวี๋ทำให้ใบหน้าของเมิ่งจ้าวหลินซีดขาวราวกับกระดาษ
เขาถามเสียงสั่น “บทความอะไร หมายความว่ายังไงกันแน่”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละค่ะ” จินจวี๋ตอบอย่างใจเย็น
“ฉันมานั่งคิดดูแล้ว เรื่องของคุณนี่มันเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากเลยนะ ‘ปัญญาชนกลับเมืองพร้อมภรรยาชาวบ้าน’ มันมีประเด็นให้เล่นเยอะแยะเลย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางความคิดระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ปฏิกิริยาของพ่อแม่ฝ่ายชาย หรือเรื่องที่คุณทำกับเธอหลังจากที่เธอกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว
คุณหม่าชุ่ยเฟินบอกว่าคุณทำร้ายร่างกายเธอ คุณมีหลักฐานอะไรมาแก้ต่างไหม แล้วทำไมตอนนั้นถึงอยากหย่ากันนักหนา แต่ตอนนี้กลับดั้นด้นมาตามหาขอคืนดี ทั้งๆ ที่เธอก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว”
“วันนี้ฉันจะขอสัมภาษณ์คุณอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม แล้วเอาไปเขียนเป็นบทความพิเศษลงในคอลัมน์สังคมของหนังสือพิมพ์รายวันของเรา
ตอนนี้สำนักพิมพ์กำลังเปิดคอลัมน์ใหม่พอดี คุณมาตามหาเธอด้วยตัวเองแบบนี้อาจจะไม่สำเร็จหรอก สู้ให้ฉันเอาเรื่องของคุณไปตีแผ่ ให้คนทั้งประเทศได้อ่านและร่วมกันตัดสิน ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณสมหวังก็ได้นะ”
หัวใจของเมิ่งจ้าวหลินหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม การได้ลงหนังสือพิมพ์เพราะเรื่องดีๆ ถือเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แต่การถูกประจานเรื่องน่าอับอายแบบนี้ ต่อให้สมองของเขาจะสับสนแค่ไหน เขาก็รู้ดีว่าผลลัพธ์มันจะเลวร้ายขนาดไหน คงไม่มีใครเข้าข้างเขาแน่ๆ
แล้วถ้าเรื่องนี้แพร่กระจายไปถึงเมืองเซี่ยงไฮ้ ชีวิตของเขาคงจบสิ้น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน ทุกคนจะได้รู้ความจริงทั้งหมด มันไม่ต่างอะไรกับการแก้ผ้าให้คนทั้งเมืองดูเลย
“ไม่ได้นะ!” เมิ่งจ้าวหลินลุกพรวดขึ้นมาทันที “คุณจะเอาเรื่องของผมไปลงหนังสือพิมพ์ไม่ได้เด็ดขาด”
“อ้าว ทำไมล่ะคะ” จินจวี๋เลิกคิ้วถาม
“คุณลงทุนเดินทางข้ามเมืองข้ามมณฑลมาไกลขนาดนี้ แสดงว่าคุณต้องมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเองไม่ใช่เหรอคะ
ในเมื่อคุณไม่ผิด แล้วจะกลัวอะไรล่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะเลือกตำแหน่งที่ดีที่สุด เด่นที่สุดในหน้าสังคมให้เรื่องของคุณเลย”
เมิ่งจ้าวหลินยืนตัวสั่นเทา เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง เมื่อกวาดสายตาไปเห็นสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยตัวอักษรยิบย่อย สมองของเขาก็แทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ
“ผม… ผมไม่ขอคืนดีกับเธอแล้ว” เขาพูดด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
“ผมแค่อยากได้ลูกชายของผมคืน”
สีหน้าของจินจวี๋เปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที “คุณเป็นถึงคนงานในโรงงานของรัฐแท้ๆ แต่กลับพูดจาเชื่อถือไม่ได้เลย ตอนที่หย่ากัน พวกคุณทำข้อตกลงเรื่องลูกไว้ว่ายังไง”
คำถามนี้แทงใจดำของเมิ่งจ้าวหลินอย่างจัง เขารู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ในสัญญาหย่าเขาเป็นคนเขียนเองกับมือว่าจะไม่ขอรับผิดชอบและไม่ต้องการลูกทั้งสองคนอีกต่อไป เอกสารฉบับนั้นยังคงถูกเก็บไว้ที่สำนักงานกิจการพลเรือน และด้วยตำแหน่งของจินจวี๋ การจะขอคัดลอกเอกสารนั้นมาก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
เมิ่งจ้าวหลินจนปัญญา พูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป เขามองสมุดบันทึกเล่มนั้นด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดหัวใจ หากเรื่องราวเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ออกไปจริงๆ ชื่อเสียงและอนาคตของเขาจะต้องพังพินาศย่อยยับ ไม่ใช่แค่ตัวเขา แต่ยังรวมถึงครอบครัวของเขาด้วย พี่ชายกับพี่สะใภ้ไม่มีทางให้อภัยเขาแน่ ไหนจะเรื่องเงิน 300 หยวนนั่นอีก เขาเข้าใจผิดมาตลอดว่าแม่คืนเงินให้หม่าชุ่ยเฟินไปแล้ว แต่ดูท่าแล้วคงจะยังไม่ได้คืนเลยสักสลึงเดียว
ทุกอย่างมันตันไปหมด การจะฟ้องศาลเพื่อขอสิทธิ์เลี้ยงดูลูกคืนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง หากหม่าชุ่ยเฟินไม่ยอม เขาก็ไม่มีทางชนะคดี
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือต้องหยุดยั้งไม่ให้เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ออกไปให้ได้
ในที่สุด หลังจากการเชือดเฉือนกันทางวาจาอยู่พักใหญ่ เมิ่งจ้าวหลินก็เป็นฝ่ายยอมแพ้อย่างหมดรูป เขายอมเขียนหนังสือรับรองและประทับลายนิ้วมือเป็นหลักฐาน ยืนยันว่าจะไม่มาวุ่นวายกับชีวิตของหม่าชุ่ยเฟินและลูกๆ อีกเป็นอันขาด
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังรีบเปลี่ยนท่าทีมาประจบเอาใจเซี่ยซินตง โดยอ้างว่ามีคนใช้เงิน 1,000 หยวนมาจ้างวานให้เขาก่อเรื่อง ประกอบกับตัวเขาเองก็มีความคิดแบบนั้นอยู่แล้ว จึงได้ทำเรื่องโง่ๆ เหล่านี้ลงไป แต่เขาก็ไม่รู้ว่าชายคนนั้นเป็นใครมาจากไหน รู้เพียงแค่ว่าเขารู้เรื่องราวในอดีตของตนเองและเรื่องที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเป็นอย่างดี
[จบบท]