บทที่ 60: เงินรางวัล
สามปู่หลานเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ บรรยากาศในย่านที่พักอาศัยแห่งนี้เงียบสงบ เพราะนอกจากคนที่ออกไปทำงานและไปโรงเรียนแล้ว ก็จะเหลือแต่พนักงานที่เกษียณอายุกับเด็กๆ เท่านั้น
พวกเขาตามหาบ้านของแม่ของอารองหนิวจนเจอในที่สุด เจ้าของบ้านเป็นหญิงชราท่าทางกระฉับกระเฉง แม้จะเกษียณมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังหาอะไรทำฆ่าเวลาด้วยการช่วยงานตามท้องถนนอยู่เสมอ
เมื่อย่าหนิวเห็นฟืนก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละท่อนมีขนาดกำลังพอดี ไม่ต้องเสียแรงเอาขวานมาผ่าซ้ำอีก เธอจึงควักเงินให้ 1 หยวน 5 เหมา ปู่ซ่งจึงบอกว่าบนรถม้ายังมีผักจี้ไช่ที่ตั้งใจจะเอาไปฝากญาติหลืออยู่ เป็นผักที่เพิ่งเก็บสดๆ ใหม่ๆ เมื่อเช้านี้เลย แม้จะเป็นแค่ผักป่าบ้านๆ แต่ในฤดูกาลแบบนี้ การได้ลิ้มรสของที่สดใหม่ถือเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนรีบยกตะกร้าผักจี้ไช่ลงมาพลางฉีกยิ้มหวาน “คุณย่าคะ อันนี้คิดเงินไม่ได้จริงๆ ค่ะ ค่าฟืนคุณย่าก็ให้มาเกินแล้วนะคะ ถ้าคุณย่ายังจะให้เงินอีก เค้กไข่ที่คุณย่าให้ น้องชายหนูคงไม่กล้ากินแล้วล่ะค่ะ”
ก่อนหน้านี้ ย่าหนิวเพิ่งจะให้เค้กไข่กับหมิงเซิ่งไป 2 ชิ้น
พอได้ฟังแบบนั้น ประกอบกับผักจี้ไช่ก็ดูสดใหม่น่ากินจริงๆ แถมแม่หนูคนนี้ยังพูดจาฉะฉานน่าเอ็นดู หญิงชราจึงหัวเราะออกมา “ก็ได้จ้ะ งั้นย่ารับไว้นะ ถ้าคราวหน้ามีฟืนแห้งอีก ก็เอามาส่งให้ย่าอีกนะ”
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย ซ่งอวี้หน่วนก็ใจดีทิ้งตะกร้าสานไว้ให้ด้วย จากนั้นทั้งสามปู่หลานก็พากันออกจากย่านที่พักคนงานโรงทอผ้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ธุรกิจขายผักจี้ไช่มีเวลาจำกัดแค่ช่วงนี้ แต่ฟืนแห้งสามารถขายได้ตลอดทั้งปี
ในอำเภอหนานซานมีโรงงานไม้ตั้งอยู่ และแน่นอนว่าต้องมีป่าไม้อยู่ด้วย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ พื้นที่ของตระกูลซ่งพอข้ามแม่น้ำไปก็จะเจอกับแนวภูเขาหนานซานใหญ่ ส่วนภูเขาหนานซานเล็กนั้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือของตัวอำเภอ
ฟืนแห้งทั้งหมดที่เอามาขายคือบรรดากิ่งไม้แห้งที่ปู่ซ่งไปเดินเก็บสะสมไว้ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งที่สวนหลังบ้านก็ยังกองอยู่อีกเพียบ เมื่อหลายปีก่อนทางการเคยสั่งห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าป่า แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้กฎระเบียบผ่อนคลายลงแล้ว ขอแค่ไม่แอบไปลักลอบตัดไม้ทำลายป่าก็เป็นพอ
ถึงแม้จะไม่ได้ออกมาขายฟืนทุกวัน แต่มันก็กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่ง
เงิน 1 หยวน 5 เหมา สามารถซื้อเนื้อหมูได้เกือบ 2 จิน ปู่ซ่งจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ตอนนี้ที่บ้านมีแป้งสาลีแล้ว เมื่อเช้าเลยทำซาลาเปาไส้ผักจี้ไช่ที่ทำจากแป้งสองชนิด ถึงจะไม่มีเนื้อสัตว์แต่ก็ใส่น้ำมันหมูลงไปแทน ทำให้มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อยไปอีกแบบ อากาศวันนี้ไม่ร้อนเท่าไหร่ เลยใช้ผ้าฝ้ายห่อมาให้ซ่งหมิงโป 10 ลูก เผื่อเขาจะเก็บไว้กินเป็นอาหารมื้อกลางวัน
พอมาถึงโรงเรียนก็ได้รู้ว่าหลานชายของผู้เฒ่าจี้ที่ชื่อจี้ฮ่าว เรียนอยู่ห้อง 1 ของชั้นมัธยมปลายปีที่ 1 ส่วนซ่งหมิงโปเรียนอยู่ห้อง 2 แต่ก่อนจี้ฮ่าวเคยเป็นนักเรียนประจำ แต่พอได้ผู้เฒ่าจี้ยืนยันสถานะให้ เขาก็เลยย้ายออกมาอยู่บ้านและเดินทางไปกลับโรงเรียนแทน แล้วก็เลยได้กลายเป็นเพื่อนกับซ่งหมิงโปไปโดยปริยาย แถมจี้ฮ่าวยังเอาของอร่อยๆ มาฝากเขากินเกือบทุกวัน
ซ่งหมิงโปลูบหัวน้องชายกับน้องสาวเบาๆ พร้อมกับบอกว่าอีกไม่นานก็จะถึงช่วงสอบกลางภาคแล้ว พอสอบเสร็จโรงเรียนจะให้หยุด 3 วัน
ตอนนั้นเองที่ซ่งอวี้หน่วนนึกขึ้นมาได้ว่า การสอบคัดเลือกเข้าทำงานที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ที่เธอไปสมัครไว้ จะมีขึ้นในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้านี้แล้ว
จริงด้วย เธอยังต้องไปรายงานตัวที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 อีกนี่นา เพราะคะแนนสอบเข้ามัธยมปลายของเธอไม่ดีพอที่จะเข้าโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งได้
เมื่อถึงเวลาเข้าเรียน ซ่งหมิงโปก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในโรงเรียน ปู่ซ่งแอบยัดเงินใส่มือให้เขาไป 1 หยวน ก่อนจะขับรถม้าตรงไปยังสถานีตำรวจเขตตะวันออก
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปข้างในเพียงลำพัง และบังเอิญเจอกับพี่เสี่ยวอวี้ที่มีผมสั้นตรงทางเดินพอดี แสดงว่าวันนั้นเธอใส่วิกผมนี่เอง
เสี่ยวอวี้ขยิบตาให้เธอหนึ่งทีก่อนจะพาเดินไปหาหัวหน้าสถานีเหอ
หัวหน้าสถานีเหออยู่ที่สถานีพอดี เขาจึงพูดกับซ่งอวี้หน่วนว่า “เสี่ยวหน่วน คดีของหลิวจินชุ่ยถือเป็นคดีใหญ่ และอาจจะยังมีปลาที่หลุดรอดจากแหไปได้ เพื่อความปลอดภัยของเธอและครอบครัว เราเลยไม่ได้ใส่ชื่อเธอเข้าไปในสำนวนคดี แต่ว่าเธอทำคุณงามความดีไว้มาก ทางสถานีเลยตัดสินใจมอบเงินรางวัลให้ ซึ่งเบิกจ่ายเรียบร้อยแล้ว เป็นเงินทั้งหมด 300 หยวน แต่ยังติดขั้นตอนบางอย่างอยู่ พอดีเธอมาถึงนี่แล้ว ทางสถานีจะสำรองจ่ายให้ก่อน เธอรับไปได้เลย”
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนเป็นประกาย นี่มันเหมือนฝนห่าใหญ่ที่ตกลงมาในยามแห้งแล้งชัดๆ
เธอเอ่ยขอบคุณหัวหน้าสถานีเหอจากใจจริง ที่จริงแล้วเขาอยากจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของกู้หวยอัน แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเก็บคำพูดนั้นไว้ในใจ
ไม่ต้องเดินเรื่องเอกสารอะไรให้วุ่นวาย ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ
ซ่งอวี้หน่วนถือโอกาสถามไถ่ความคืบหน้าคดีของหลิวจินชุ่ย หัวหน้าสถานีเหอจึงเล่าในส่วนที่พอจะเปิดเผยได้ให้เธอฟัง
ผลปรากฏว่าเป็นย่าหวังจริงๆ ที่เป่าหูหลิวจินชุ่ยว่าถ้าขายตัวเธอจะได้ราคาดี และย่าหวังเองก็มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดครั้งนี้ด้วย
ส่วนปู่หวังจะรู้เรื่องด้วยหรือไม่นั้น ในวันเกิดเหตุมีเพียงย่าหวังที่เข้าไปคุยกับหลิวจินชุ่ยตามลำพัง ส่วนปู่หวังยืนรออยู่ข้างนอก
ที่น่าแปลกใจก็คือ หลิวจินชุ่ยกลับให้การซัดทอดซุนต้าจ้วงในหลายๆ เรื่อง เธอยังบอกอีกว่าที่ลูกชายมีวันนี้ได้ก็เพราะเธอเลี้ยงดูมาไม่ดีเอง
ซ่งอวี้หน่วนลองค้นหาข้อมูลในใจดู แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับซุนต้าจ้วงเลย
หรือว่าตาเฒ่านักค้ามนุษย์นั่นจะสำนึกผิดได้จริงๆ กันนะ
หัวหน้าสถานีเหอมอบทะเบียนบ้านฉบับใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ ให้ซ่งอวี้หน่วน พร้อมกับกำชับด้วยความห่วงใยว่าถ้าต่อไปมีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็ให้มาหาเขาได้เสมอ
ซ่งอวี้หน่วนจึงรีบถามทันทีว่าเขารู้จักใครในโรงงานทอผ้าบ้างไหม เพราะเธออยากจะซื้อเศษผ้าหรือสินค้ามีตำหนิสักหน่อย
หัวหน้าสถานีเหอใช้เวลาคิดเพียงครู่เดียวก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็ขี่จักรยานนำทางสามปู่หลานไปยังโรงงานทอผ้า
หัวหน้าสถานีเหอสนิทสนมกับหัวหน้าแผนกชุยซึ่งดูแลแผนกขายเป็นอย่างดี หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เขาก็แจ้งจุดประสงค์ที่มาในวันนี้
หัวหน้าแผนกชุยเอ่ยแซว “เหล่าเหอเอ๊ย นี่แกรู้ล่วงหน้ามารึไงว่าพวกเรากำลังจะโล๊ะสต็อกสินค้ามีตำหนิล็อตใหญ่น่ะ”
หัวหน้าสถานีเหอได้แต่หัวเราะและปฏิเสธไปตามระเบียบ
ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องบังเอิญ เขาไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ
มีคนรู้จักก็ดีแบบนี้นี่เอง
ทั้งหมดพากันเดินไปยังโกดังเก็บผ้าที่ค้างสต็อก แม้จะเป็นผ้าที่ขายไม่ออก แต่ถ้าประกาศขายเมื่อไหร่ รับรองว่ามีคนแห่มาแย่งกันซื้อแน่นอน และที่สำคัญคือเดิมทีทางโรงงานก็ไม่ได้ตั้งใจจะขายให้คนนอกอยู่แล้ว เพราะส่วนใหญ่จะให้พนักงานภายในซื้อกันเอง
หลังจากทำเรื่องตามขั้นตอนเรียบร้อย ซ่งอวี้หน่วนก็เลือกซื้อผ้าไปทั้งหมด 100 หยวน ซึ่งเป็นผ้าที่ไม่ต้องใช้บัตรปันส่วนผ้า เพราะเป็นผ้าที่มีตำหนิจากการย้อมสีหรือทอไม่ได้มาตรฐาน มีทั้งผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ลายทาง ผ้าลายสก็อต แล้วก็ผ้าตี๋เชวี่ยเหลียง
หัวหน้าแผนกชุยเป็นคนฉลาด เขายังแถมเศษผ้าให้อีกหนึ่งกระสอบป่านเต็มๆ
พอปู่ซ่งขับรถม้าออกมาแล้วหาที่จอดเหมาะๆ ได้ ถึงได้เอ่ยถามเสียงสั่นว่าเสี่ยวหน่วนไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน
วันนี้ใช้เงินไปตั้ง 120 หยวน มันน่าตกใจเกินไปแล้ว!
ตลอดทางปู่ซ่งไม่กล้าเอ่ยปากถาม แต่ตอนนี้เขาสิ้นสุดความอดทนแล้ว
โชคยังดีที่รอบตัวรถมีแผงกั้นสูงและมีตะกร้าสองสามใบวางบังสายตาคนอยู่
ซ่งอวี้หน่วนจึงได้โอกาสเล่าเรื่องเงินรางวัล 300 หยวนให้ปู่ฟังคร่าวๆ พร้อมกับบอกว่าเรื่องนี้ละเอียดอ่อน ไว้กลับถึงบ้านแล้วค่อยคุยกันจะดีกว่า
ปู่ซ่งจึงยอมสงบปากลง บนรถยังมีผักจี้ไช่อีกหนึ่งตะกร้าที่ตั้งใจจะเอาไปให้ผู้เฒ่าจี้
ซ่งอวี้หน่วนพาหมิงเซิ่งไปที่บ้านของผู้เฒ่าจี้ เมื่อได้ยินว่าอาการที่ขาของหลินเจียดีขึ้นมากแล้ว เธอก็เอ่ยชมว่าผู้เฒ่าจี้สมกับเป็นหมอเทวดาจริงๆ แต่เขากลับถลึงตาใส่แล้วถามเสียงเข้มว่า “นี่เธอคิดจะเป็นคนไม่เอาไหน เดินเตร็ดเตร่ไปวันๆ หรือไง”
ไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้อ้าปากพูดอะไร เขาก็ร่ายยาวต่อทันทีว่าไม่ต้องไปสอบเข้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นั่นแล้ว เพราะเขาไปคุยกับทางโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งให้เรียบร้อย แถมยังหาหนังสือเรียนกับชีทติวมาให้อีกตั้งมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่เขาเคยเก็บสะสมไว้
ผู้เฒ่าจี้ดุส่งท้าย “ก่อนที่ฉันจะไปจากที่นี่ ฉันจะจัดการเรื่องของเธอให้เรียบร้อยเอง ตอนนี้รีบกลับบ้านไปทบทวนบทเรียนได้แล้ว อย่ามัวแต่มาวิ่งเข้าอำเภอทั้งวันแบบนี้”
ซ่งอวี้หน่วนทิ้งตะกร้าผักจี้ไช่ไว้ให้ แล้วแบกตะกร้าที่เต็มไปด้วยหนังสือเรียนชั้นมัธยมต้นเดินออกจากบ้านตระกูลจี้ไปอย่างว่าง่าย
พอกลับถึงบ้าน ทุกคนก็ช่วยกันขนของลงจากรถม้าเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกเอาหญ้าสดกับผักป่าที่ใช้คลุมของเอาไว้ออก
ปู่ซ่งรีบเอารถม้าไปคืน จากนั้นทุกคนในครอบครัวก็นั่งล้อมวงจ้องมองมาที่ซ่งอวี้หน่วนเป็นตาเดียว
ซ่งอวี้หน่วนจึงเล่าว่านี่คือเงินรางวัลที่เธอได้รับมา
ย่าซ่งพูดขึ้นมาโดยไม่กะพริบตา “เงินนี่เป็นของเสี่ยวหน่วนนะ ใครหน้าไหนก็ห้ามคิดแตะต้องเด็ดขาด! อีกอย่าง ของที่ซื้อมาวันนี้ก็เยอะขนาดนี้แล้ว เสี่ยวหน่วน อยากให้ย่าช่วยเก็บเงินไว้ให้ไหมลูก”
ซ่งอวี้หน่วน: "..."
หญิงชราตัวเล็กๆ คนนี้ ตาจับจ้องอยู่ที่กองเงินไม่วางตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
พอได้สติ ย่าซ่งก็ตกใจจนตัวสะดุ้ง รีบลุกขึ้นยืน มองซ้ายมองขวานอกหน้าต่าง สูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่พักใหญ่ กว่าจะเค้นเสียงพูดออกมาได้ “เรื่องเงินนี่ห้ามไปบอกใครเด็ดขาดนะ มันเป็นของเสี่ยวหน่วน ส่วนค่าผ้าที่ซื้อมาวันนี้ ถือว่าเรายืมของเสี่ยวหน่วนมา เดี๋ยวฉันจะจดบัญชีไว้ให้เอง”
[จบบท]