บทที่ 600: กลัวหัวหด
เซี่ยซินตงเหลือบมองจินจวี๋ที่นั่งอยู่ตรงข้าม สายตาสองคู่ประสานกันชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงอนุญาต ในสถานการณ์แบบนี้ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจินจวี๋จัดการแต่เพียงผู้เดียว เขายอมรับจากใจจริงว่าผู้หญิงคนนี้เก่งกาจและมีไหวพริบเฉียบแหลม
เมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียวจากเซี่ยซินตง จินจวี๋ก็เริ่มแผนการทันที เธอแอบลอบสังเกตเมิ่งจ้าวหลินอย่างละเอียด พลางจดจำลักษณะหน้าตาและประเมินส่วนสูงของเขาเอาไว้ในใจ
ความจริงแล้วข้อมูลพวกนี้แทบไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ เพราะเธอรู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้ว จากคำบอกเล่าของซ่งอวี้หน่วนที่เล่าให้ฟังว่าหลินฉิงเดินทางไปเมืองเซี่ยงไฮ้พร้อมกับชายวัยกลางคนชื่อลุงมู่โถว
ต้องขอบคุณซ่งอวี้หน่วนจริงๆ ที่ไว้ใจและเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รู้ว่าจะหาทางช่วยจัดการสถานการณ์นี้ได้อย่างไร แต่แน่นอนว่าเรื่องที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมาแบบนี้ เธอไม่มีทางปริปากบอกเมิ่งจ้าวหลินเด็ดขาด
ทางด้านเมิ่งจ้าวหลิน หลังจากถูกสถานการณ์บีบคั้น เขาก็ยอมรับสารภาพว่าตนเองหน้ามืดตามัวไปชั่วขณะ พร้อมทั้งเขียนหนังสือรับรองว่าจะไม่ไปข้องแวะวุ่นวายกับแม่ลูกทั้งสามคนนั้นอีกตลอดไป
จินจวี๋รับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย บนนั้นมีทั้งลายมือ ลายเซ็น และรอยพิมพ์นิ้วมือของเขาครบถ้วน จากนั้นเธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แสร้งทำเป็นไม่พอใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนจำยอม
“คุณน่าจะทราบดีใช่ไหม ว่าการสัมภาษณ์แบบนี้ ต่อให้ไม่ได้รับความยินยอมจากคุณ ฉันก็สามารถนำไปตีพิมพ์ได้”
“ครับๆ ผมทราบดีครับ” เมิ่งจ้าวหลินพยักหน้าหงึกๆ เขารู้ดีว่านักข่าวใหญ่สมัยนี้มีอิทธิพลมากขนาดไหน จนใครต่อใครต่างก็พากันเรียกว่าเป็นราชาผู้ไร้มงกุฎ
“ในสังคมของเรายังมีเรื่องไม่ถูกต้องและปรากฏการณ์ที่น่ารังเกียจเกิดขึ้นอยู่มากมาย ในฐานะคนทำงานด้านสื่อสารมวลชน
เราทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องขุดคุ้ยและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเหล่านี้ เพื่อนำความจริงมาตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ ให้ประชาชนได้ตัดสิน ผิดก็ต้องยอมรับและแก้ไข ส่วนที่ถูกก็ต้องส่งเสริมให้ทำต่อไป
โดยเฉพาะเรื่องของคุณที่ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนมาก หากฉันนำไปเขียนเป็นบทความตีพิมพ์ รับรองได้เลยว่าจะต้องกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างแน่นอน”
เซี่ยซินตงมองจินจวี๋ที่กำลังสาธยายหลักการอย่างจริงจังด้วยแววตาชื่นชม เขารู้ดีว่าทุกคำที่เธอพูดออกมาล้วนมาจากใจจริง ตัวตนของเธอเป็นเช่นนั้นเสมอมา เป็นคนรักความยุติธรรมแต่ก็รู้จักยืดหยุ่น ไม่ได้ซื่อตรงจนกลายเป็นคนหัวทึบ ท่าทีของจินจวี๋ในตอนนี้ดูน่าเกรงขามและเปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรม
แรงกดดันนั้นส่งผลถึงเมิ่งจ้าวหลินเต็มๆ เหงื่อของเขาไหลโซมหน้าจนต้องยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดออกครั้งแล้วครั้งเล่า “ผะ…ผมจะรีบไปซื้อตั๋วกลับเมืองเซี่ยงไฮ้เดี๋ยวนี้เลยครับ ผมขอให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาสามคนแม่อีกลูกตลอดชีวิตนี้
ครั้งนี้ได้โปรดเถอะนะครับท่านบรรณาธิการจิน ได้โปรดใจกว้างปล่อยผมไปสักครั้ง อย่าตีพิมพ์เรื่องนี้เลยนะครับ ผมขอร้อง”
จินจวี๋หันไปทางเซี่ยซินตง “พี่จะว่าอะไรไหมคะ ถ้าเรื่องนี้ต้องพาดพิงถึงพี่สะใภ้ของพี่ในบทความ?”
“ไม่เลยสักนิด” เซี่ยซินตงส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่ต้องไปถามพี่สะใภ้ของผมหรอกครับ ผมตอบแทนเธอได้เลยว่าเธอยินดีแน่นอน คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวในชีวิตของเธอก็คือการเลือกแต่งงานกับผู้ชายอย่างเมิ่งจ้าวหลิน
เพราะฉะนั้นเธอไม่กลัวหรอกว่าจะถูกเขียนถึงหรือตีพิมพ์ เธอยิ่งไม่กลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ของใคร ผมเชื่อว่าสายตาของคนในสังคมแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้”
เมิ่งจ้าวหลินร้อนรนจนนั่งไม่ติด เขายกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อที่ไหลไม่หยุด พลางอ้อนวอนขอความเห็นใจไม่หยุดปาก จนเกือบจะคุกเข่าลงตรงหน้าเธออยู่แล้ว
ในที่สุด จินจวี๋ก็แสร้งทำเป็นจำใจยอม เธอหยิบกระดาษที่เขาเขียนคำรับรองขึ้นมาแล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้าเขา
“เห็นแก่ที่คุณเป็นคนงานในโรงงานของญาติฉัน และเห็นแก่ท่าทีสำนึกผิดของคุณ ฉันจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับ! ขอบคุณมากจริงๆ! ผมจะไปสถานีรถไฟเดี๋ยวนี้เลย! ลาก่อนนะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ!”
เมิ่งจ้าวหลินรีบร้อนออกจากร้านอาหารไปอย่างไม่คิดชีวิต เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง ทิศทางที่เขามุ่งหน้าไปคือสถานีรถไฟอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเห็นว่าเขาไปไกลจนลับสายตาแล้ว จินจวี๋จึงหันกลับมาหาเซี่ยซินตง ตอนนี้ภายในร้านอาหารไม่มีลูกค้ารายอื่นอยู่เลย เจ้าของร้านเองก็รู้ดีว่าควรจะปลีกตัวไปอยู่หลังร้านอย่างเงียบๆ พื้นที่ตรงนี้จึงเหลือเพียงเธอกับเขาแค่สองคน
“ขอบคุณมากครับ” เซี่ยซินตงเอ่ยขึ้นจากใจจริง
จินจวี๋โบกมือเบาๆ พลางส่งยิ้มให้ “มันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะค่ะ อีกอย่าง คนแบบนี้น่ารังเกียจจะตายไป”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะจริงๆ และเพราะความบังเอิญที่ว่านี้ ปัญหาทุกอย่างจึงคลี่คลายลงได้อย่างสวยงาม
เมื่อซ่งอวี้หน่วนได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด เธอก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจนัก เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าหากเมิ่งจ้าวหลินต้องมาเจอกับคนอย่างจินจวี๋ เขาไม่มีทางรับมือได้อย่างแน่นอน
โชคดีที่เธอตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้จินจวี๋ฟังไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นการจัดการคงไม่ราบรื่นขนาดนี้ ซ่งอวี้หน่วนกลอกตาอย่างใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปยุให้เซี่ยซินตงเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่เพื่อเป็นการขอบคุณจินจวี๋ ซึ่งเธอก็จะขอร่วมวงด้วยคน แน่นอนว่าเซี่ยซินตงรับคำอย่างว่าง่าย
คืนนั้นเอง ท่ามกลางความเงียบสงัด จู่ๆ ฮั่นเฉินที่ห่างหายไปนานก็ปรากฏตัวขึ้นมาในห้วงจิตใจของเซี่ยซินตง เขามองอีกฝ่ายที่ดูเหมือนกำลังมีเรื่องให้ขบคิด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “นายยังไม่อยากจะรวมเข้ากับฉันอีกเหรอ”
เซี่ยซินตงยังคงนิ่งเงียบ
“รวมกันเถอะ” ฮั่นเฉินพูดต่อ “จินจวี๋เป็นผู้หญิงที่ดีมาก ถ้าปล่อยเธอหลุดมือไป ทั้งชีวิตนี้นายจะไม่มีวันได้เจอผู้หญิงแบบนี้อีกแล้ว”
เซี่ยซินตงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง
ฮั่นเฉินแค่นยิ้มอย่างขมขื่น “การรวมร่างกับนาย ฉันไม่ได้มีอะไรติดค้างในใจหรอกนะ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันลังเลก็คือเสี่ยวหน่วน ฉันอยากจะอยู่ดูจริงๆ ว่าเธอจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน อนาคตของเธอเป็นสิ่งที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุด”
เซี่ยซินตงยังคงเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
“รวมกันเถอะ อย่างที่ฉันบอกไป จินจวี๋เป็นผู้หญิงที่ดีจริงๆ นายไม่ควรปล่อยเธอไป เมื่อเรารวมกันเป็นหนึ่งเดียวแล้ว นายก็จะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ มีความรัก มีครอบครัว และมีลูกที่น่ารักกับผู้หญิงที่นายรักได้เสียที”
ฮั่นเฉินเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “ก่อนจะรวมร่างกัน ฉันขอเจอเสี่ยวหน่วนเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม”
“ถึงจะรวมกันแล้ว แต่ตัวตนของนายก็ยังคงอยู่ในตัวฉัน ทำไมนายต้องทำเหมือนนี่เป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายด้วย” เซี่ยซินตงเปรยขึ้น
“ไม่” ฮั่นเฉินค้าน “ครั้งนี้ฉันอยากให้นายเป็นคนควบคุมทุกอย่างโดยสมบูรณ์ เป็นตัวของนายเองอย่างแท้จริง”
ครั้งนี้เซี่ยซินตงไม่ได้ปฏิเสธ
ชีวิตคนปกติอย่างนั้นหรือ? ใครๆ ต่างก็คิดว่าเขาเป็นคนปกติ แต่ความจริงแล้ว เขายังคงเป็นคนป่วยคนหนึ่งอยู่ดี
ทว่าเขากลับตอบกลับไปอย่างราบเรียบ “นายพูดถูก จินจวี๋เป็นผู้หญิงที่ดี แต่เราสองคนแตกต่างกันมากเกินไป ไม่ใช่แค่เรื่องอายุ แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ชีวิตและเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่เทียบกันไม่ติด
ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังไม่เคยมีความคิดที่จะสร้างครอบครัว แล้วจะไปเหนี่ยวรั้งชีวิตเธอไว้ทำไม สำหรับฉันแล้ว จะรวมร่างกันตอนนี้หรือในอนาคต มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหรอก”
ฮั่นเฉินถึงกับเบิกตากว้าง “นี่นายพูดบ้าอะไรออกมา? จะให้ฉันต้องก้มหัวขอร้องนายรึไง? ช่างมันเถอะ! ไม่ต้องไปเจอเสี่ยวหน่วนมันแล้ว รวมร่างกันเดี๋ยวนี้เลย!”
วันต่อมา เมื่อซ่งอวี้หน่วนได้พบกับเซี่ยซินตง เธอถึงกับต้องกะพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ เธอเดินวนรอบตัวน้าเล็กอยู่หลายรอบราวกับกำลังสำรวจสิ่งแปลกใหม่ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแขนของเขาไว้แน่น
ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากถามอะไร เซี่ยซินตงก็ขมวดคิ้วใส่ “คิดจะบีบแขนน้าให้แหลก แล้วจะอาสาจ่ายค่าข้าวแทนหรือไง?”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะแหะๆ “น้าเล็กคะ… ฮั่นเฉินยอมรวมร่างกับน้าแล้วเหรอคะ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ไหนเขาบอกว่าอยากจะท่องโลกกว้างไปกับน้าไม่ใช่เหรอ? แล้วที่บอกว่าอยากจะรอดูว่าหนูจะไปได้ไกลแค่ไหนอีกล่ะ? ทำไมจู่ๆ ถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ล่ะคะ?” เธอรัวคำถามใส่เป็นชุด
เซี่ยซินตงไม่มีทางบอกความจริงได้ว่าที่ฮั่นเฉินยอมรวมร่างด้วยก็เพราะอยากผลักดันให้เขาไปจีบจินจวี๋ เขาจึงตอบกลับไปอย่างอ้อมแอ้ม
“ใครจะไปหยั่งถึงความคิดของเขาได้ล่ะ? เขาน่ะใจแข็งจะตาย เรื่องที่เขาตัดสินใจแล้ว น้าก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับรู้และไม่ซักไซ้อะไรต่อ เมื่อดูเวลาแล้วคาดว่าจินจวี๋น่าจะใกล้มาถึง เธอจึงอาสาออกไปยืนรอที่หน้าร้าน
ไม่นานนัก จินจวี๋ก็มาถึง เธอบอกว่าติดธุระด่วนที่ที่ทำงานเลยต้องอยู่เคลียร์งานต่ออีกนิดหน่อย
“พี่สุดยอดไปเลยค่ะ!” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยชมจากใจจริง “เป็นยอดฝีมือตัวจริง จัดการไอ้คนพาลนั่นซะอยู่หมัดเลย”
เซี่ยซินตงที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่ยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไร
จินจวี๋เหลือบมองเซี่ยซินตงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบซ่งอวี้หน่วน “พอดีฉันเจอเข้าโดยบังเอิญน่ะ แล้วเธอก็เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังมาก่อนแล้ว พอคุณน้าเล็กของเธอแนะนำว่าเขาเป็นใคร ฉันเลยจัดการได้ถูกจุดพอดี”
แผนการของเธอได้ผลเกินคาด จัดการทุกอย่างได้อย่างหมดจดและรวดเร็วเสียจนน้าสะใภ้ใหญ่ของซ่งอวี้หน่วนยังไม่ทันได้เผชิญหน้ากับคนพาลนั่นด้วยซ้ำ
ซ่งอวี้หน่วนโผเข้ากอดจินจวี๋อย่างดีใจ “โชคดีจริงๆ ที่ฉันไว้ใจพี่จวี๋ ไม่เห็นพี่เป็นคนอื่น”
จินจวี๋หัวเราะเบาๆ ในขณะเดียวกันก็ลอบมองเซี่ยซินตงที่วันนี้ดูมีรอยยิ้มจริงใจกว่าทุกครั้ง…
ผู้ชายคนนี้… ดูเหมือนมีบางอย่างเปลี่ยนไปนะ…
[จบบท]