บทที่ 606: ต้องรู้เท่าทัน
อีกอย่าง...เธอก็ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของกู้หวยหมิง ในฐานะป้าสะใภ้ หากเอ่ยปากพูดอะไรมากเกินไป ก็จะกลายเป็นการก้าวก่ายชีวิตหลานชายไปเสียเปล่าๆ โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ที่กู้หวยหมิงกับซูเซียงกำลังอยู่ในห้วงแห่งความรักอันหอมหวาน แค่เพียงเอ่ยถึงซูเซียงในแง่ลบเพียงนิดเดียวก็คงเป็นเรื่องใหญ่ ต่อให้เป็นเพียงคำเตือนที่แฝงไปด้วยความหวังดี เขาก็อาจจะเก็บไปคิดมากอยู่ดี
ฉินซู่อวิ๋นยังคงประดับรอยยิ้มอ่อนโยนไว้บนใบหน้าไม่จางหาย เธอก้าวเดินไปพร้อมกับซูเซียงสู่บ้านตระกูลกู้ บทสนทนาที่เป็นกันเองถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างทางน่าอึดอัด เธอไถ่ถามเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และหน้าที่การงานของหญิงสาวข้างกายอย่างใส่ใจ จนกระทั่งเห็นกู้หวยหมิงเดินกลับมาพอดี จึงส่งตัวซูเซียงให้อยู่ในความดูแลของเขา
ทว่าเมื่อมองไปรอบๆ กลับไม่พบวี่แววของลูกชายและเสี่ยวหน่วน ไม่รู้ว่าทั้งคู่พากันไปเดินเล่นที่ไหนอีกแล้ว
เธอตัดสินใจเดินไปยังเรือนของน้องสามีเพื่อพบกู้จิน และไหว้วานให้เขาช่วยสืบข่าวคราวความเคลื่อนไหวของตระกูลเฉียนอย่างลับๆ แม้จะรู้ดีว่าน้องสามีคนนี้มีภาระหน้าที่การงานรัดตัวเพียงใด แต่ในเมื่อซูเซียงคือคนรักของลูกชายคนโตของเขา เรื่องนี้จึงนับเป็นเรื่องภายในครอบครัวที่ไม่อาจมองข้าม
การส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าย่อมดีกว่าปล่อยให้ซูเซียงต้องตกเป็นเครื่องมือของเฉียนอันน่าโดยไม่รู้ตัว
กู้จินรับปากพี่สะใภ้เป็นอย่างดี และเมื่อถึงเวลากลางคืน เขาก็ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหวังเมิ่งตานผู้เป็นภรรยา
หวังเมิ่งตานขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าของเธอฉายแววไม่พอใจออกมาอย่างปิดไม่มิด เธอเข้าใจเจตนาของพี่สะใภ้เป็นอย่างดี ว่าทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อปกป้องซูเซียง แต่หากจะพูดกันตามจริงแล้ว ต้นตอของปัญหาอย่างเฉียนอันน่า ไม่ใช่คนที่กู้หวยอันไปข้องเกี่ยวด้วยตั้งแต่แรกหรอกหรือ ในอดีตทั้งท่านปู่และแม้กระทั่งตัวพี่สะใภ้เองต่างก็เคยชื่นชมในตัวเฉียนอันน่าไม่น้อย ทั้งยังเคยเอ่ยปากชมว่าเด็กสาวคนนั้นดีอย่างนั้นเพียบพร้อมอย่างนี้
น่าเสียดายที่กู้หวยอันกลับไม่เคยมีใจให้ แม้กระทั่งรายชื่อหญิงสาวที่คุณปู่คัดสรรมาอย่างดีก็ยังไร้ความหมาย
หวังเมิ่งตานยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งว่ากู้หวยอันนั้นโดดเด่นและมีความสามารถเหนือใครจริงๆ การมีอยู่ของเขาทำให้ตระกูลกู้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะมันหมายถึงสายเลือดแห่งการสืบทอดที่จะไม่ขาดช่วงลง
ในบรรดาลูกๆ ทั้งสี่คนของเธอ มีเพียงลูกชายคนรองกับลูกสาวคนที่สามเท่านั้นที่พอจะมีแวว แต่คนที่ฉลาดที่สุดอย่างกู้เจียวเจียวกลับไม่เคยสนใจใยดีเรื่องการเรียนเลย เธอและสามีพยายามมาสารพัดวิธีก็ยังไม่เป็นผล จนกระทั่งเสี่ยวหน่วนปรากฏตัวขึ้นมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ตอนนี้ลูกสาวคนเล็กของเธอขยันขันแข็งกับการอ่านหนังสือเป็นอย่างมาก ผลการเรียนก็ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในใจของหวังเมิ่งตานนั้นเปี่ยมไปด้วยความยินดีและความรู้สึกขอบคุณซ่งอวี้หน่วน และเพียงเพราะเหตุผลนี้ เธอก็ไม่อาจเอ่ยคำตำหนิใดๆ ออกไปได้
ดังนั้นเธอจึงหาโอกาสเข้าไปคุยกับกู้ชิงชิงเป็นการส่วนตัว
"ลูกแม่...หาจังหวะดีๆ ลองพูดกับซูเซียงแบบอ้อมๆ ดูนะ ว่าพวกหนุ่มๆ สาวๆ ในบ้านพักหลวงแห่งนี้ไว้ใจไม่ค่อยได้นักหรอก แต่ละคนฉลาดแกมโกงกันทั้งนั้น เวลาอยู่กับพวกเขา พยายามอย่าเอาเรื่องในบ้านเราไปเล่าให้ใครฟัง ไม่ว่าใครจะมาไถ่ถามอะไรก็ไม่ต้องไปใส่ใจ ไม่ต้องไปผสมโรงกับพวกเขา ถ้าเลี่ยงที่จะไม่พูดคุยได้ก็ควรเลี่ยง รอให้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นกว่านี้ก่อนค่อยว่ากันใหม่"
กู้ชิงชิงรับคำอย่างไม่เต็มใจนัก หากจะถามถึงความขุ่นเคืองในใจ เธอก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทำไมพี่ชายของเธอถึงได้เลือกผู้หญิงแบบนี้มาเป็นแฟนนะ ช่างเปราะบางราวกับตุ๊กตาแก้ว จะทำอะไรแต่ละทีก็ต้องคอยระวังความรู้สึกของเธอไปเสียทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นก็จะลงเอยด้วยการร้องไห้ฟูมฟายและขอเลิกรากับพี่ชายราวกับว่าครอบครัวกู้ทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส
บางครั้งเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าที่น้องสาวเคยพูดถึงซูเซียงนั้นมันก็ไม่ผิดเลยสักนิด
หากซูเซียงเป็นได้อย่างซ่งอวี้หน่วนก็คงจะดี...แต่ก็น่าเสียดายที่โลกนี้มีซ่งอวี้หน่วนเพียงคนเดียว และถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว ลำพังแค่พี่ชายของเธอก็ยังไม่คู่ควรกับผู้หญิงอย่างซ่งอวี้หน่วนด้วยซ้ำ
พอแล้ว...ไม่อยากจะคิดอีกต่อไป ยิ่งคิดก็ยิ่งเหลวไหล
ทางด้านซูเซียง หลังจากกลับถึงบ้าน เธอก็เล่าให้แม่ฟังว่าได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อเฉียนอันน่าในบ้านพักหลวง และเธอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างเฉียนอันน่ากับแม่ของกู้หวยอัน
ซูเซียงโน้มตัวลงกระซิบกับมารดาต่อว่า "แม่คะ...หนูได้ยินมาว่าเมื่อก่อนบ้านตระกูลกู้ให้ความสำคัญกับคุณเฉียนอันน่ามาก ถึงขนาดอยากให้เธอคบหากับคุณกู้หวยอันเลยนะคะ แต่คุณกู้หวยอันเขาไม่มีใจให้ พอคุณซ่งอวี้หน่วนปรากฏตัวขึ้นมา เรื่องนี้ก็เลยเงียบหายไปเลย" เมื่อพูดถึงตรงนี้ ซูเซียงก็อดเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้
ผู้เป็นแม่ได้ฟังก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "ครอบครัวใหญ่โตโอ่อ่าภายนอกอาจจะดูดี แต่ใครจะรู้ว่าข้างในนั้นร้อนระอุราวกับไฟสุมขอน ไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่ตาเห็นหรอก"
ในมุมมองของเธอ ตระกูลกู้นับว่าเป็นครอบครัวที่ดีมาก ทุกคนตั้งแต่รุ่นใหญ่จนถึงรุ่นเล็กล้วนเป็นคนจิตใจดี ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แต่ก็ใช่ว่าครอบครัวอื่นๆ จะเป็นเช่นเดียวกัน ไหนจะเพื่อนบ้านรอบทิศทางอีก ได้ยินว่าบ้านพักหลวงแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย เมื่อนึกถึงนิสัยของลูกสาวตัวเองแล้วก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
มารดาจึงต้องกำชับลูกสาวอย่างจริงจัง "เรื่องนี้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปเลยนะ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง ห้ามเอาไปพูดที่ไหนเด็ดขาด เพราะมันไม่เกี่ยวกับลูกเลยแม้แต่น้อย
อีกอย่าง กู้หวยอันกับเฉียนอันน่าเขาโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก บ้านก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ ถ้าจะรักกันจริงคงหมั้นหมายกันไปนานแล้ว จะรอให้ซ่งอวี้หน่วนปรากฏตัวขึ้นมาทำไม"
ซูเซียงพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นสินะคะ"
"เพราะฉะนั้น ทั้งสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันเลย" มารดากล่าวต่อ
"แต่ดูท่าทางแล้วผู้หญิงคนนั้นยังตัดใจไม่ได้ ส่วนแม่ของกู้หวยอันก็อาจจะเคยมีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับเธอ เรื่องราวมันคงจะซับซ้อนกว่าที่เราเห็น ลูกอย่าได้เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด
การที่เฉียนอันน่าอยู่ดีๆ ก็เข้ามาทักทายพูดคุยกับลูก ต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่แน่ๆ หากเธอมาชวนคุยเรื่องคุณซ่งอวี้หน่วนว่าเป็นอย่างไร ลูกก็ห้ามไปผสมโรงกับเธอเป็นอันขาด หรือถ้าเธอพยายามจะพูดเป็นนัยๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอกับกู้หวยอัน ลูกก็ไม่ต้องไปรับฟัง
เรื่องแบบนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียมารยาท ฐานะของตระกูลกู้วางอยู่ตรงนั้น ถ้าลูกได้แต่งงานกับกู้หวยหมิงจริงๆ ลูกก็ต้องทำตัวให้สง่างาม วางตัวให้เหมาะสม อย่าทำตัวใจแคบเอาแต่เปรียบเทียบตัวเองกับซ่งอวี้หน่วน"
"แม่ได้ยินมาว่า...เด็กคนนั้นทั้งฉลาดและมีความสามารถ เป็นคนดีคนหนึ่ง การผูกมิตรกับเธอไว้ ย่อมดีกว่าการสร้างศัตรูกับเธอเป็นไหนๆ
อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้ที่กู้เจียวเจียวหันไปตั้งใจเรียนจนไม่มีเวลามาคอยจับผิดลูก ก็เป็นเพราะซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่หรือ เรื่องนี้ลูกต้องจำไว้ในใจ ต้องรู้จักบุญคุณคน อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เขาควรจะทำ เพราะต่อให้เขาไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลย
อย่าว่าแต่พวกเขาเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องคนละบ้านเลย ต่อให้เป็นพี่น้องคลานตามกันมาจริงๆ การช่วยเหลือก็ถือเป็นน้ำใจ แต่การไม่ช่วยก็คือสิทธิ์ของเขา"
แม่ของซูเซียงรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน แม้การที่ลูกสาวได้เป็นทองแผ่นเดียวกับตระกูลกู้จะมีข้อดีมหาศาล แต่ลูกสาวของเธอก็ยังมีหลายอย่างที่ยังไม่พร้อมจะก้าวเข้าไปในสังคมชั้นสูง และบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่จะอบรมสั่งสอนกันได้ในวันเดียว แต่ถึงจะยากแค่ไหนก็ต้องสอน ต้องบอกให้เธอเข้าใจ
แต่ก็น่าแปลก...กู้หวยหมิงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดีขนาดนั้น พบเจอผู้หญิงสวยงามมานับไม่ถ้วน แต่กลับมาหลงรักลูกสาวของเธออย่างหัวปักหัวปำ ส่วนลูกสาวของเธอก็เช่นกัน ทำตัวราวกับว่าหากขาดกู้หวยหมิงไปแล้ว ชีวิตนี้ก็คงหาใครไม่ได้อีก
ครอบครัวใหญ่โตระดับนั้นอาจจะเกินเอื้อม แต่ครอบครัวที่พอมีฐานะทัดเทียมกันก็น่าจะยังพอหาได้ไม่ใช่หรือ ลุงของซูเซียงเองก็เคยแนะนำนายทหารอนาคตไกลให้คนหนึ่ง เป็นถึงนักเรียนดีเด่นจากโรงเรียนนายร้อย ทั้งสูงสง่าและหล่อเหลา พ่อแม่ก็รับราชการทหาร อายุน้อยแค่นี้ก็ได้เป็นถึงรองผู้บังคับกองพันแล้ว พอเขาเห็นรูปลูกสาวของเธอก็ตกลงที่จะนัดเจอตัวทันที แต่ลูกสาวกลับเพิ่งมาสารภาพว่ากำลังคบหาดูใจอยู่กับคนอื่น
พูดอย่างไม่อายเลยว่า ตอนแรกเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากู้หวยหมิงเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เพราะที่ทำงานของลูกสาวกับสำนักงานรับเรื่องร้องเรียนต้องประสานงานกันอยู่บ่อยครั้ง ทั้งสองคนจึงได้พบเจอกันจนเกิดเป็นความรัก และทันทีที่ความสัมพันธ์ถูกเปิดเผย ครอบครัวซูของเธอก็ได้รับอานิสงส์จากความสัมพันธ์นี้ในทันใด
แต่ความจริงก็คือ...นับตั้งแต่กู้หวยหมิงพาลูกสาวกลับไปที่บ้าน 3 ครั้ง เธอต้องร้องไห้กลับมาถึง 2 ครั้ง และยังมีอีกครั้งที่ทะเลาะกันจนเกือบจะเลิกรา
แม่ของซูเซียงมองลูกสาวที่นั่งก้มหน้านิ่ง แล้วเอ่ยสอนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ลูก...การสนิทสนมกับซ่งอวี้หน่วนไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ถึงจะไม่สนิท ก็จงอย่าได้ไปเป็นศัตรูกับเธอ
โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ชื่อเฉียนอันน่าคนนั้น ลูกต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้เธอใช้ลูกเป็นหมากในกระดานของเธอได้ สุดท้ายแล้ว...ลูกอาจจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครต้องการ"
[จบบท]