บทที่ 609: สิ้นสุดพันธะสัญญา
ข่าวดีของตระกูลซูแพร่สะพัดไปทั่ว เมื่อหลินฉิง ลูกสะใภ้ได้ให้กำเนิดทายาท ไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่เป็นถึงลูกแฝดชายหญิงที่น่ารักน่าชัง สร้างความปลาบปลื้มยินดีให้กับทุกคนในครอบครัวอย่างหาที่สุดไม่ได้
หลังคลอดบุตร หลินฉิงผู้มีความทะเยอทะยานก็ได้ขยับขยายแผนการในหัว เธอไปขอยืมเงินจำนวนหนึ่งหมื่นหยวนจากแม่สามี แล้วมอบหมายให้ชายคนหนึ่งที่ไว้ใจเดินทางไปยังเมืองหนานเฉิงเพื่อจัดซื้อสินค้าตามรายการที่เธอระบุไว้เป๊ะๆ หนึ่งในนั้นคือผ้าพันคอไหมเนื้อดี ซึ่งมีราคาต้นทุนเพียงแปดเหมาต่อผืน แต่เธอกลับนำมาขายในราคาที่สูงถึงห้าหยวน
ราวกับสวรรค์เป็นใจ ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น กระแสแฟชั่นในหมู่เด็กสาวคือการนำผ้าพันคอไหมมาผูกประดับผมและคอ สินค้าของเธอจึงมาถึงได้ถูกที่ถูกเวลาพอดี จังหวะเวลามันช่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตัดสินใจขายแตงโมในวันที่อากาศร้อนจัด หรือคนที่สั่งร่มมาสต็อกไว้ก่อนที่พายุฝนจะโหมกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘โชค’ คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว
การลงทุนครั้งนั้นพลิกชีวิตของหลินฉิงไปเลย เธอทำกำไรได้หลายหมื่นหยวนในเวลาอันสั้น และเมื่อสั่งของเข้ามาเพิ่มอีกหลายรอบ ผลกำไรก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก จนเธอตัดสินใจยื่นใบลาหยุดงานระยะยาวจากหน่วยงานเดิมที่เคยทำอยู่
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เงินทุนตั้งต้นแค่หนึ่งหมื่นหยวนได้งอกเงยกลายเป็นเงินเก็บกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน ความสามารถในการทำเงินของเธอช่างน่าทึ่ง ประกอบกับการให้กำเนิดทายาทฝาแฝด ทำให้สถานะของเธอในบ้านตระกูลซูพุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นลูกรักคนโปรดของทุกคน ถึงขนาดมีข่าวแว่วมาว่าพวกเขากำลังวางแผนจะสร้างบ้านหลังใหญ่โตเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจะได้เข้าไปอยู่จริงหรือไม่ แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้เป็นแม่สามีรู้สึกมีหน้ามีตาในสังคมแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเฝ้ามองความสำเร็จของหลินฉิงอยู่ห่างๆ และคิดในใจว่าเงินที่อีกฝ่ายยืมไปนั้น คงจะทวงคืนแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอเสียแล้ว เห็นทีคงต้องชวนกู้หวยอันไปทวงคืนให้สิ้นซาก ทั้งต้นทั้งดอก
เธอไม่ได้บุกไปที่บ้านตระกูลซูโดยตรง เพราะตอนนี้คนของกู้หวยอันกำลังจับตาดูหลินฉิงอยู่ทุกฝีก้าว แต่เนื่องจากหลินฉิงเปลี่ยนจากการเสาะหาของเก่ามาเป็นการตั้งแผงขายของอย่างเปิดเผย พวกเขาจึงไม่มีเหตุผลอันควรที่จะเข้าไปขัดขวาง ทำได้เพียงเฝ้าสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ซ่งอวี้หน่วนรู้ตารางชีวิตของหลินฉิงเป็นอย่างดี
โอกาสมาถึงในวันที่หลินฉิงเพิ่งจะออกจากช่วงพักฟื้นหลังคลอด ขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการจับจ่ายซื้อของอยู่ในห้างสรรพสินค้า ซ่งอวี้หน่วนก็ก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้
การเคลื่อนไหวของซ่งอวี้หน่วนรวดเร็วและคาดไม่ถึง เธอยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร แต่กลับคว้าแขนของหลินฉิงไว้ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล แรงบีบที่แขนทำให้หลินฉิงไม่อาจขัดขืนได้แม้แต่น้อย ก่อนจะถูกลากตัวออกจากห้างและผลักขึ้นรถยนต์คันหนึ่งที่จอดรออยู่แล้วอย่างรวดเร็ว
หลังพวงมาลัยนั้นคือกู้หวยอัน เขากระทืบคันเร่งพารถพุ่งทะยานไปข้างหน้า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและอาการตื่นตระหนกของหลินฉิง จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าไปในอาณาบริเวณของลานบ้านอันเงียบสงัดแห่งหนึ่ง
เมื่อรถจอดนิ่งสนิท ซ่งอวี้หน่วนจึงยอมคลายมือออกจากแขนของหลินฉิง
“ซ่งอวี้หน่วน! เธอจะทำบ้าอะไร! คิดจะลักพาตัวฉันเหรอ!”
หลินฉิงตะโกนถามเสียงสั่นด้วยความกลัว ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างลนลาน แม้จะยังอยู่ในเขตเมือง แต่บริเวณนี้กลับดูเหมือนชานเมืองที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมา มีเพียงตึกไม่กี่หลังที่ตั้งอยู่ไกลลิบ บรรยากาศวังเวงชวนให้ขนลุก ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับโกดังร้างดีๆ นี่เอง
ซ่งอวี้หน่วนไม่สนใจคำถามนั้น เธอจูงแขนหลินฉิงเข้าไปในโกดัง ซึ่งต่างจากภาพที่คิดไว้ลิบลับ เพราะข้างในกลับถูกจัดเตรียมไว้อย่างสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบ
ทันทีที่ประตูเหล็กบานใหญ่ปิดลง ไฟในโกดังก็สว่างวาบขึ้นมา โกดังที่ไม่มีหน้าต่างสักบาน ทำให้ที่แห่งนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ซ่งอวี้หน่วนกดร่างของหลินฉิงให้นั่งลงบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ตรงหน้าเธอมีโต๊ะหนึ่งตัว และบนนั้นมีเครื่องมือรูปร่างประหลาดสีดำสนิทที่ให้ความรู้สึกลึกลับวางเด่นเป็นสง่าอยู่
กู้หวยอันเดินเข้ามานั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “เริ่มได้เลย”
คำพูดของหลินฉิงถูกเมินเฉยราวกับเป็นเพียงอากาศธาตุ ทั้งสองคนทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน ความหวาดกลัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัยถาโถมเข้าใส่หัวใจของหลินฉิงอย่างรุนแรง
ในห้วงความคิดของหลินฉิง ‘ระบบ’ เองก็กำลังสั่นสะท้านด้วยความตื่นตระหนกไม่แพ้กัน นับตั้งแต่ซ่งอวี้หน่วนปรากฏตัวขึ้น มันก็ตกอยู่ในสภาวะที่ผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันพยายามจะเปิดร้านค้าระบบเพื่อซื้อไอเทมสำหรับใช้โจมตี แต่กลับไร้ผล ร่างกายของมันราวกับถูกแช่แข็ง ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย เหมือนถูกพันธนาการด้วยตาข่ายที่มองไม่เห็นซึ่งทรงพลังเกินกว่าจะต่อต้านได้
ระบบจึงยอมจำนน มันตระหนักได้ในที่สุดว่าคนสองคนนี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา มันพอจะเดาได้ว่าซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอันอาจจะเป็น ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่แท้จริงของโลกใบนี้ ส่วนหลินฉิงเป็นเพียงแค่ตัวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมา
วันนี้คงถึงคราวที่มันจะต้องถูกกำจัด แต่บางทีการถูกทำลายอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อรักษาความลับที่ว่าโลกใบนี้เป็นเพียงโลกในหนังสือนิยายเอาไว้ เพราะหากโลกนี้ล่มสลายลง มันเองก็ไม่สามารถกลับไปยังที่ของตนได้อยู่ดี และที่สำคัญที่สุด การที่ทั้งสองคนวางแผนพาหลินฉิงมาที่นี่ได้ ย่อมหมายความว่าพวกเขาเตรียมการมาเป็นอย่างดีแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนวางฝ่ามือลงบนศีรษะของหลินฉิงอย่างแผ่วเบา เส้นใยพลังงานที่ทั้งอ่อนโยนและเฉียบขาดค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในห้วงความคิดของหลินฉิง ภาพความทรงจำนับไม่ถ้วนฉายวาบขึ้นมาในหัวของเธอราวกับภาพยนตร์ที่ฉายด้วยความเร็วสูง ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อยๆ จมดิ่งสู่ความว่างเปล่า เธอได้ยินเพียงเสียง ‘ติ๊ดๆๆ’ ที่ดังรัวขึ้น ตามด้วยเสียงคลื่นไฟฟ้าที่ดัง ‘ซี่ซ่า’ จนแสบแก้วหู
เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ ซ่งอวี้หน่วนก็ยกมือออกแล้วถอยไปยืนเคียงข้างกู้หวยอัน
หลินฉิงยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ แม้จะไม่มีเชือกมัด แต่ร่างกายของเธอกลับอ่อนปวกเปียกราวกับไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะลุกขึ้นยืนก็ยังทำไม่ได้ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปยังคนทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น
“หลินฉิง” กู้หวยอันเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นและไร้ความรู้สึกใดๆ แต่ทุกคำพูดที่เปล่งออกมากลับเสียดแทงเข้ากลางใจของหลินฉิง
“เธอมีสองทางเลือก จะเดินไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ หรือจะกลับบ้านไปบอกครอบครัวของเธอว่า ‘ระบบ’ ที่อยู่ในหัว ถูกพวกเราสองคนแยกมันออกไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้หลินฉิงชาวาบไปทั้งตัว
‘ระบบ’ งั้นเหรอ กู้หวยอันรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร!
เธอพยายามตั้งใจฟัง แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ จากระบบอีกแล้ว เมื่อครู่นี้ยังแว่วเสียงอิเล็กทรอนิกส์แผ่วๆ อยู่เลย แต่เมื่อรวมกับคำพูดของกู้หวยอัน...ก็หมายความว่ามันถูกยกเลิกการเชื่อมต่อแล้วอย่างนั้นหรือ
ความกลัวที่เคยมีพลันมลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเกลียดชังที่เดือดพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรง
“ซ่งอวี้หน่วน! กู้หวยอัน!” เธอขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน
“พวกเธอมันก็ดีแต่ใช้เส้นสายรังแกคนอื่น! คิดว่ามีอำนาจแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ! ตอนนี้เราไม่ได้มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว แต่พวกเธอกลับกล้าลักพาตัวฉันมาที่นี่! พวกเธอทำผิดกฎหมายนะ คิดเหรอว่าจะไม่มีใครเอาผิดพวกเธอได้! ต่อให้พวกเธอเป็นเชื้อพระวงศ์ ถ้าทำผิดก็ต้องรับโทษเหมือนกัน!”
“เธอนี่มันหน้าด้านกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะ หลินฉิง” ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะหยัน
เธอมองไปยังก้อนพลังงานสีเงินสว่างไสวที่ถูกแยกออกมาเก็บไว้ในเครื่องมือตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันกลับมาพูดกับหลินฉิงต่อ
“ระบบของเธอทำงานยังไง เธอน่าจะรู้ดีที่สุดนะ ยังจะมีหน้ามาโวยวายอีกเหรอ
อย่าคิดว่าฉันไม่เคยเอาเรื่องเธอ แล้วจะตีหน้าซื่อทำเป็นผู้บริสุทธิ์ได้นะ
เราไม่เกี่ยวข้องกันจริงๆ งั้นเหรอ แล้วเงินที่เธอหามาได้มันมาจากไหนกันล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอคอยยุยงให้คนอื่นมาเกลียดชังและอิจฉาฉัน เพื่อที่เธอจะได้สะสม ‘ค่าความริษยา’ แล้วนำมันมาเปลี่ยนเป็น ‘โชคชะตา’ ของตัวเอง สูบเลือดสูบเนื้อและช่วงชิงโชคชะตาของฉันไปเป็นของตัวเอง แล้วยังกล้าพูดว่าเราไม่เกี่ยวข้องกันอีกเหรอ
หลินฉิง ความหนาของหน้าเธอนี่มันน่าทึ่งจริงๆ”
หลินฉิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอมองซ่งอวี้หน่วนสลับกับใบหน้าที่เรียบเฉยของกู้หวยอัน กำปั้นทั้งสองข้างกำแน่นจนสั่นเทา
พวกเขารู้...รู้เรื่องทั้งหมดได้อย่างไร!
เธออยากจะปฏิเสธ แต่ความจริงที่ถูกเปิดโปงออกมาทำให้เธอจุกจนพูดไม่ออก ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาแก้ตัว
“เธอใช้ฉันเป็นเครื่องมือหาเงินไปตั้งหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน เรื่องนี้เธอจะอธิบายว่ายังไงดีล่ะ หลินฉิง” ซ่งอวี้หน่วนถามยิ้มๆ
หลินฉิงถึงกับนิ่งไป
“...เธอ...เธอพูดจาเหลวไหลอะไรกัน! ฉันไม่เข้าใจ! เงินนั่นฉันหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของฉันเอง มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอทั้งนั้น!” เธอเค้นเสียงตะโกนออกมา กลบเกลื่อนความหวาดกลัวในใจ
“งั้นเหรอ” ซ่งอวี้หน่วนชี้ไปที่มุมห้อง
“เธอเห็นเครื่องบันทึกภาพตรงนั้นไหม มันบันทึกภาพก้อนพลังงานสีเงินที่ลอยออกมาจากหัวของเธอไว้ด้วยนะ นี่ไม่ใช่เทคนิคพิเศษในหนังหรอกนะจะบอกให้ ฉันมั่นใจว่าถ้าเอาไปให้คนของ ‘กรมการจัดการเรื่องเหนือธรรมชาติ’ ดู พวกเขาต้องสนใจมากแน่ๆ
หรือถ้าเธอไม่ชอบใจ จะให้ฉันเอาไปเปิดให้แม่สามีกับสามีสุดที่รักของเธอดูก็ได้นะ บางทีพวกเขาอาจจะยิ่งรักเธอมากขึ้น คิดว่าเธอเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆ ที่สวรรค์ส่งมาเกิดก็ได้
แต่ก็นะ...มันก็มีความเป็นไปได้อีกอย่างเหมือนกัน คือพวกเขาอาจจะกลัวจนหัวหด คิดว่าเธอเป็นปีศาจ
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ...ตอนนี้ระบบของเธอไม่มีแล้ว เธอก็หมดปัญญาสูบพลังจากฉันอีกต่อไป ถึงพวกเขาจะยังมองว่าเธอเป็นนางฟ้า แต่เธอก็คงจะเสกอะไรออกมาไม่ได้อีกแล้วล่ะ”
[จบบท]