บทที่ 61: โปรเจกต์ใหม่
ซ่งอวี้หน่วนเห็นย่าของเธอกำลังจะรับตำแหน่งเหรัญญิกจำเป็นก็อดแซวไม่ได้ “ย่าคะ ท่าทางย่าต้องเรียนรู้วิธีทำบัญชีแล้วล่ะค่ะ”
ย่าซ่งเชิดหน้าตอบอย่างกระตือรือร้น “เออน่า ย่าก็เป็นคนมีความรู้นะ!”
ว่าแล้วย่าซ่งก็หยิบสมุดออกมาอวด แต่ซ่งอวี้หน่วนเหลือบไปเห็นว่าเป็นสมุดคัดจีนเก่าๆ ของพี่ชายเธอ เธอเลยวิ่งไปหยิบสมุดบันทึกเล่มใหม่กับปากกาหมึกซึมที่ได้มาจากผู้เฒ่าจี้มาให้ ทว่าย่าซ่งกลับลูบสมุดเล่มใหม่อย่างเสียดาย ไม่กล้าใช้
“เงินเยอะขนาดนี้เก็บไว้ที่บ้านมันอันตราย พรุ่งนี้เอาทะเบียนบ้านไปฝากธนาคารให้หมดเลย” ย่าซ่งตัดสินใจเด็ดขาด ในใจก็คิดว่าควรจะฝากเป็นชื่อของเสี่ยวหน่วนไปเลย
ปู่ซ่งที่เงียบอยู่นานรีบชิงพูดขึ้น “เสี่ยวหน่วนเขาไม่ยอมน่ะสิ เขาบอกว่าจะเอาไปซื้อจักรยาน”
ย่าซ่งอึ้งไปนิด ก่อนจะตบโต๊ะดังป้าบ “ต้องซื้อสิ! รอเราขายผักจี้ไช่ได้อีกสักรอบสองรอบ ก็เก็บเงินซื้อจักรยานได้แล้ว!”
จักรยานยี่ห้อนกยูงคันหนึ่งราคา 120 หยวน ตอนนี้เสี่ยวหน่วนมีเงินอยู่ 180 หยวน ย่าซ่งคำนวณในใจว่าอย่างน้อยเธอต้องออกเงินช่วยหลาน 60 หยวน แถมยังต้องจ่ายค่าตั๋วซื้อจักรยานอีก 20 หยวน จะให้มานั่งใช้เงินของเด็กอยู่ฝ่ายเดียวได้ยังไง มันน่าเกลียดเกินไปแล้ว
คิดวนไปวนมาก็วกกลับมาที่เรื่องเดิม…พวกเขายังจนเกินไปจริงๆ
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ย่าซ่งก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา กะว่ารอให้ทำสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างก่อนแล้วค่อยคุยโวก็ยังไม่สาย
จากนั้นทุกคนในบ้านก็ล้อมวงช่วยกันคัดแยกผ้าผืนกองโต ผ้าชิ้นไหนพอจะตัดเสื้อได้ก็แยกไว้กองหนึ่ง ส่วนผ้าที่เหมาะจะทำเครื่องประดับผมก็แยกไว้อีกกอง
ย่าซ่งกับเซี่ยกุ้ยหลานมองกองผ้าหลากสีสันตรงหน้าแล้วถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง ให้ตายเถอะ เกิดมาทั้งชีวิตยังไม่เคยเห็นผ้าเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย เรื่องราวที่เกิดขึ้นติดๆ กันช่วงนี้มันเหนือจริงเสียจนไม่กล้าคิดว่าเป็นเรื่องจริงด้วยซ้ำ
ฝั่งซ่งอวี้หน่วนก็เริ่มคิดการณ์ใหญ่ เธอหยิบถุงไนลอนมาตัดเป็นเส้นๆ แล้วลองยืดดู พบว่ามันยืดหยุ่นดีเยี่ยม จากนั้นก็วิ่งไปคุ้ยกองเศษผ้า เลือกชิ้นที่มีสีสันและลวดลายเข้ากันได้ออกมาสองสามชิ้น แล้วก็เริ่มสวมบทเป็นผู้กำกับทันที
ก็แหม…เธอมีดีแค่ไอเดีย แต่ฝีมือการเย็บปักถักร้อยน่ะเหรอ ติดลบจ้ะ!
ก่อนมื้อค่ำจะมาถึง สองแม่ลูกสะใภ้ฝีมือฉกาจก็เนรมิตโบติดผมออกมาได้ถึง 10 ชิ้น
ยุคนี้สาวๆ ส่วนใหญ่ยังนิยมถักเปียกันอยู่ แต่ก็มีไม่น้อยที่ชอบมัดผมแกละสองข้างหรือไม่ก็รวบเป็นหางม้า
ซ่งอวี้หน่วนเลยขอเป็นนางแบบกิตติมศักดิ์ เธอลองมัดผมแกละสองข้างแล้วติดโบสีชมพูที่เข้าชุดกัน ซึ่งทำจากผ้าแพรอัดลายสวยงาม พอประดับลงบนเส้นผมแล้วดูราวกับดอกโบตั๋นสองดอกที่กำลังเบ่งบานสะพรั่ง
สวยมาก…สวยจริงๆ!
ต้องบอกว่าโบติดผมแบบนี้ยังไม่มีขายที่ไหน ปกติผู้หญิงจะใช้แค่ไหมพรมธรรมดาๆ มัดผม ใครที่อยากสวยหน่อยก็จะเอาเศษผ้าแพรมาพับๆ แล้วผูกทับลงไปอีกทีให้ดูเหมือนดอกไม้ ซึ่งพอเอามาเทียบกับผลงานชิ้นเอกตรงหน้าแล้ว…มันคนละชั้นกันเลย!
โบแบบนี้ทั้งใช้ง่ายแถมยังดูดีมีระดับกว่ากันเยอะ ขอแค่เลือกสีสดๆ หรือผ้าลายตารางเก๋ๆ มาเย็บต่อกันให้ดูมีลูกเล่น ต่อให้มัดหางม้าธรรมดาๆ ก็ยังดูสวยโดดเด่นขึ้นมาทันที
“เราจะลองทำแค่ไม่กี่อันก่อน หรือว่าจะทำเยอะๆ ไปเลยทีเดียวดีล่ะ” ย่าซ่งถามความเห็น
“ทำเท่าที่ทำได้เลยค่ะย่า! พอหนูสอบเข้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์เสร็จ เรายกโขยงกันไปตั้งแผงขายหน้าห้างสรรพสินค้าเลย!”
ในที่สุดปู่ซ่งก็หาจังหวะพูดแทรกขึ้นมาได้ “เมื่อกี๊หนูเพิ่งบอกไม่ใช่เหรอว่าผู้เฒ่าจี้ให้ทบทวนบทเรียนดีๆ จะได้สอบเข้าโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งได้ แล้วทำไมจะไปสอบเข้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ล่ะ”
“ก็หนูสมัครไปแล้วนี่คะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบหน้าตาเฉย “ก็แค่ไปลองดู ถือซะว่าเป็นการทบทวนความรู้ไปในตัว”
จะให้เธอกลับไปเริ่มเรียนมัธยมปลายปี 1 ใหม่ แล้วใช้เวลาอีก 3 ปีเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยเนี่ยนะ ฝันไปเถอะ! ชีวิตที่แล้วเธอฝ่าฟันตั้งแต่โรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำ ยันมหาวิทยาลัยระดับท็อปจนจบปริญญาเอกมาแล้วรอบหนึ่ง ชาตินี้ขอใช้ชีวิตสบายๆ แบบไร้แก่นสารบ้างเถอะ
เมื่อซ่งอวี้หน่วนยืนกรานแบบนั้น คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าขัดอะไรอีก เพราะไม่ได้เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เกิด คงต้องใช้เวลาค่อยๆ เรียนรู้นิสัยใจคอของเธอกันไป
ค่ำคืนนั้นบ้านตระกูลซ่งยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ช่วงนี้ไม่มีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาทักทาย บรรยากาศจึงเงียบสงบ มีเพียงเสียงจักรเย็บผ้าที่ดัง ‘คลิก-แคล็ก’ เป็นจังหวะไม่ขาดสาย
ในตะกร้าสานข้างๆ กองทัพโบติดผมเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักเหลียนเซียงสะใภบ้านรองก็มาร่วมวงด้วย งานดีๆ แบบนี้จะพลาดเธอไปได้อย่างไร ในเมื่อเธอคือสุดยอดฝีมือประจำบ้าน ไม่ว่าจะเรื่องการจับคู่สี เลือกวัตถุดิบ หรือเก็บขอบผ้า เธอก็ทำได้อย่างประณีตงดงาม
ซ่งอวี้หน่วนเห็นแววในฝีมือและสายตาของเหลียนเซียงเข้าแล้ว เธอจึงเอ่ยปากขอให้ช่วยทำกระเป๋าสะพายข้างให้ใบหนึ่ง
กระเป๋าสะพายข้างที่สาวๆ ยุคนี้ฮิตกันสุดๆ ก็หนีไม่พ้นกระเป๋าสีเขียวทหารทรงทื่อๆ ที่เห็นกันมานานหลายสิบปี ซึ่งซ่งอวี้หน่วนเองก็มีไว้ในครอบครองใบนึงเหมือนกัน ส่วนใครที่พอมีฐานะหน่อยก็จะหิ้วกระเป๋าหนังสีดำเรียบๆ
ซ่งอวี้หน่วนเริ่มหยิบผ้าฝ้ายลายดอกไม้ออกมา เธอเลือกสีเหลือง 5 เฉดที่แตกต่างกัน บวกกับผ้าสีน้ำเงินและสีแดง ก่อนจะยื่นให้เหลียนเซียงตัดตามขนาดที่เธอบอกเป๊ะๆ
ตอนแรกเหลียนเซียงยังงงๆ ว่าหลานสาวสามีจะให้ทำอะไรกันแน่ แต่พอซ่งอวี้หน่วนลองเอาผ้าชิ้นเล็กๆ มาวางต่อกันให้ดูเป็นรูปเป็นร่าง พอเห็นภาพเท่านั้นแหละ เธอก็ร้องออกมาอย่างตื่นตะลึง “พระเจ้า! ทำแบบนี้ก็ได้เหรอคะ”
นี่มันคนละเรื่องกับกระเป๋าเศษผ้าสามเหลี่ยมที่ใครๆ ก็ทำกันเลย!
เมื่อไอเดียมาเต็มร้อย กำลังใจก็มาเกินล้าน เหลียนเซียงลงมือด้วยความตื่นเต้น ไม่ถึงชั่วโมงดี กระเป๋าสายรุ้งแสนสวยใบแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้นมา เป็นผลงานที่น่ารักน่าชังจนใครเห็นก็ต้องอยากได้
แน่นอนว่าเหลียนเซียงเคยทำกระเป๋าให้น้องเสี่ยวหรูเหมือนกัน แต่เป็นแบบที่เอาเศษผ้าสามเหลี่ยมมาเย็บต่อๆ กันแล้วกุ๊นขอบด้วยผ้าลายดอกไม้ ซึ่งเป็นแบบที่ใครๆ ก็ทำ และใครๆ ก็ใช้ แต่พอมาเทียบกับกระเป๋าสายรุ้งใบนี้แล้ว…มันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว
ผลงานชิ้นโบแดงของซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่กระเป๋านักเรียนลายดอกไม้ธรรมดาๆ แต่เป็นกระเป๋าสะพายข้างสไตล์โบฮีเมียนที่ไล่เรียงเฉดสีจากน้ำเงินเข้มตรงฐาน ค่อยๆ สว่างขึ้นจนถึงสีเหลืองอ่อนด้านบน งดงามราวกับสายรุ้งหลังฝนตก
ตัวกระเป๋าไม่มีซิป แต่เหลียนเซียงใช้เศษผ้ามาทำเป็นกระดุมขอดแบบจีนที่ทั้งสวยงามและแข็งแรงถึงสองปุ่ม สายสะพายก็กว้างกำลังดี ไม่ต้องพูดถึงคนในบ้านตระกูลซ่งหรอก ขนาดซ่งอวี้หน่วนที่เคยมีกระเป๋าแบรนด์เนมมานับไม่ถ้วนในชีวิตที่แล้วยังต้องยอมรับว่ามันสวยไร้ที่ติ
“อาสะใภ้รองฝีมือสุดยอดไปเลยค่ะ ทำแค่ครั้งเดียวก็เป๊ะเลย”
ซ่งอวี้หน่วนคว้ากระเป๋าสายรุ้งใบใหม่เอี่ยมไป ‘อ่านหนังสือ’ ตามประสาเด็กดี ทิ้งให้สามสาว ย่าซ่ง เซี่ยกุ้ยหลาน และเหลียนเซียง ลุยโปรเจกต์ใหม่กันอย่างไฟแรง
พอคล้อยหลังหลานสาวไป เหลียนเซียงก็โผเข้ากอดกองผ้าผืนใหญ่ไว้แนบอกพลางพร่ำพรรณนา “แม่คะ พี่สะใภ้ใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่ฉันได้เห็นผ้าเยอะขนาดนี้” แม้จะไม่ใช่ของตัวเอง แต่แค่ได้สัมผัสก็มีความสุขล้นปรี่แล้ว
แต่เพราะแสงไฟยามค่ำคืนไม่เอื้ออำนวย ทั้งสามจึงต้องหยุดมือไว้แค่นั้น ย่าซ่งจัดการเก็บผ้าทั้งหมดให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปกำชับเหลียนเซียงเสียงเข้ม “เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะไล่เธอออกจากบ้านตระกูลซ่ง!”
ณ เวลานี้ ซ่งอวี้หน่วน เด็กดีที่ใครๆ ก็คิดว่าไปอ่านหนังสือ ได้เข้าเฝ้าพระอินทร์ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องอ่านหนังสือเหรอ…ฝันไปเถอะ!
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านพักตระกูลฉินในเมืองหลวง…
ฉินซือฉีกำลังออกไปดูหนัง ทำให้พ่อกับแม่ของเธอได้มีโอกาสนั่งคุยกันเรื่องลูกสาวอยู่เงียบๆ แต่ยังไม่ทันจะพูดได้กี่คำ ร่างของฉินซือฉีที่ควรจะอยู่ในโรงหนังก็พรวดพราดเข้ามาในห้องพร้อมดวงตาแดงก่ำ
หัวใจของคนเป็นพ่อแม่หล่นวูบ
แม่ฉินเจ็บปวดใจทุกครั้งที่นึกถึงลูกสาวที่ถูกสลับตัวไป เธอเลี้ยงดูซ่งอวี้หน่วนมาอย่างดีจนขาวผ่องน่ารัก แต่ตระกูลซ่งกลับเลี้ยงลูกสาวแท้ๆ ของเธอให้กลายเป็นเด็กดำๆ ผอมๆ แบบนี้ เธอพยายามทำทุกอย่างเพื่อชดเชยให้ฉินซือฉี ช่วยให้ลูกสาวเข้ากับสังคมใหม่ของเด็กๆ ในบ้านพักได้ แต่ดูเหมือนมันจะยังไม่ดีพอ
เห็นลูกสาวออกไปดูหนังอย่างร่าเริง แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็กลับมาในสภาพนี้ ใครจะไปทำใจดีสู้เสือได้
พอเอ่ยปากถามเท่านั้นแหละ ทำนบน้ำตาก็พังทลายลงมาทันที
ตระกูลฉินมีลูกชายสองคน คนโตประจำการในกองทัพ คนรองเรียนมหาวิทยาลัย เหลือเพียงฉินซือฉี ลูกสาวคนเดียวที่เพิ่งได้กลับคืนมาอยู่บ้าน
“หนูไม่เคยไปโรงหนังมาก่อน…หนูไม่รู้วิธีหาที่นั่ง…เพื่อนก็ไม่บอกให้ละเอียด…หนูไปนั่งที่ของคนอื่น…เขาเลยด่าหนู…” ฉินซือฉีสะอื้นไห้จนตัวโยน “แล้วพวกนั้นแทนที่จะช่วย กลับไปหัวเราะเยาะหนูพร้อมกับคนอื่นๆ…ฮือๆๆ นี่มันความผิดของหนูเหรอคะ ที่ผิดน่ะมันพวกคุณต่างหาก! พวกคุณมันไร้ความรับผิดชอบ! ขนาดลูกยังสลับตัวกันได้เลย! ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณ หนูจะต้องมาเจอเรื่องน่าอายแบบนี้ไหม!”
[จบบท]