บทที่ 63: ส่งกระดาษเปล่า
ที่จริงแล้วผ้าที่ใช้ไปก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก บรรดาผ้าที่ยังมีตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ถูกเก็บเอาไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะผ้าสำหรับทำงานที่เนื้อผ้าใกล้เคียงกับผ้ายีนส์ ซ่งอวี้หน่วนกับอาหญิงเลยได้กางเกงผ้าเนื้อดีไปคนละตัว แถมยังตัดเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตสีเบจทรงเข้ารูปที่ต้องติดกระดุมทุกเม็ดตามสมัยนิยมอีกด้วย ชุดนี้ถ้าได้ใส่กับรองเท้าหนังคงจะดูดีไม่หยอก
ย่าซ่งถึงกับต้องหรี่ตามอง หลานสาวของเธอนี่มันนางฟ้าชัดๆ สวยหยาดเยิ้มอะไรเบอร์นี้
นะโม อมิตาภพุทธ ขอบคุณพระโพธิสัตว์ที่เมตตาส่งนางฟ้าตัวน้อยๆ มาให้ย่านะ
ส่วนผ้าสำหรับทำงานที่เหลือก็ถูกนำไปตัดเป็นกางเกงตัวใหม่เอี่ยมอ่องไร้รอยปะให้ซ่งหมิงเซิ่ง แค่นี้เจ้าตัวเล็กก็ดี๊ด๊าจนส่ายก้นดุ๊กดิ๊กไปมาแล้ว
ดอกไม้ติดผมกับกระเป๋าสะพายข้างถูกผลิตออกมาเรื่อยๆ จนกองเป็นภูเขาเลากา แต่ก็ยังไม่มีใครรีบเอาออกไปขาย ซ่งอวี้หน่วนให้เหตุผลว่าของพวกนี้ทำไม่ยาก ใครๆ ก็ลอกเลียนแบบได้ ดังนั้นต้องรีบผลิตออกมาให้ได้มากที่สุดในคราวเดียว
อีกอย่าง ผ้าที่ได้มาก็เป็นของโรงงานทอผ้าในอำเภอ ขืนมีคนตาดีจำได้แล้วเอาไปรายงานผู้ใหญ่ขึ้นมาจะยุ่งเอาได้ แม้ว่ายุคนี้จะยังไม่พ้นสมัยของงานฝีมือ ไม่ว่าจะคนในเมืองหรือชนบทก็ล้วนแต่มีทักษะการเย็บปักถักร้อยติดตัวกันทั้งนั้น และถ้าเย็บผ้าเป็น การจะทำของพวกนี้ตามก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
ดังนั้นโอกาสที่จะถูกลอกเลียนแบบจึงมีสูงมาก แถมยังไม่รู้ว่าจะหาซื้อเศษผ้าแบบนี้ได้อีกเมื่อไหร่ ทางที่ดีที่สุดคือผลิตตุนไว้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทุกคนในบ้านต่างก็เห็นพ้องต้องกัน
…
หลายวันมานี้ซ่งอวี้หน่วนค่อนข้างจะว่างเป็นพิเศษ สาเหตุก็เพราะงานฝีมือไม่ใช่ทางของเธอเลยแม้แต่น้อย เธอจึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเขียนบทความขึ้นมาฉบับหนึ่ง เนื้อหาว่าด้วยการคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีสุสานโบราณซ่อนอยู่ใต้ดินในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของเมืองเหอเฉิง
เธอร่ายยาวโดยอ้างอิงตำราโบราณและหลักฐานข้อเท็จจริงมากมายมาสนับสนุนทฤษฎีของตัวเอง โดยยืนยันว่ามีความเป็นไปได้สูงถึง 90% เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังคาดการณ์ถึงวัตถุโบราณล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่อาจถูกค้นพบในสุสานแห่งนั้น รวมถึงหนังสืองโบราณที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษทันทีที่ถูกขุดขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้ผุกร่อนไปตามกาลเวลา เพราะถ้าจะปล่อยให้สมบัติล้ำค่าเหล่านั้นต้องเสียหาย สู้ปล่อยให้มันหลับใหลอยู่ใต้ดินต่อไปยังจะดีซะกว่า
ซ่งอวี้หน่วนเขียนบทความยาวเหยียดถึง 5 หน้ากระดาษ แถมยังเป็นพวกพาดหัวข่าวเรียกแขก เปิดเรื่องได้น่าสนใจจนมั่นใจว่าใครได้อ่านก็ต้องอยากอ่านต่อจนจบ พอเขียนเสร็จก็จัดการส่งตรงไปยังพิพิธภัณฑ์ปักกิ่งด้วยจดหมายลงทะเบียนทันที
…
ในที่สุดวันสอบคัดเลือกเข้าทำงานที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ก็มาถึง
เช้าวันนั้นทุกคนในบ้านตื่นกันตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปเก็บผักจี้ไช่มาจนเกือบหมดเขา ล้างจนสะอาดแล้วจัดแจงใส่ตะกร้าสาน 10 ใบ โดยมีฟืนวางปิดทับไว้ด้านบนเพื่อบังตา ก่อนจะถือโอกาสนำไปเยี่ยมซ่งถิงด้วยในคราวเดียว
ปู่ซ่งทำหน้าที่ไปส่งหลานสาวที่สนามสอบด้วยตัวเอง ระหว่างทางก็พร่ำบ่นด้วยความเป็นห่วงไม่หยุดปาก ซ่งหมิงเซิ่งที่นั่งมาด้วยเอ่ยขึ้น “พี่ครับ ปู่จี้ยังไม่รู้ใช่ไหมว่าพี่จะสอบเข้าโรงงานจริงๆ”
ซ่งอวี้หน่วนลูบหัวน้องชายเบาๆ พลางบอกให้เขาไปกับปู่ได้แล้ว ส่วนตัวเองก็ต้องเข้าสนามสอบแล้วเช่นกัน
เอาเข้าจริง การสอบเข้าโรงงานกับการไปเรียนต่อมัธยมปลายในเดือนกันยายนมันก็ไม่ได้ขัดแย้งกันสักหน่อย
การสอบเริ่มต้นขึ้น ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ ข้อสอบครอบคลุมเนื้อหาความรู้ระดับมัธยมต้นทั้งหมด วิชาแรกคือภาษาจีน ซึ่งง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากสำหรับเธอ
แต่ทว่า…พอเริ่มสอบวิชาคณิตศาสตร์ แจกกระดาษคำตอบได้ไม่ทันไร ก็มีคน 3 คนเดินเข้ามาในห้องสอบหมายเลข 1
คนแรกคือลู่เฟิง ที่มีแววตาตื่นเต้นเป็นประกายระยิบระยับ
คนที่สองคือเจิ้งตง ที่ทำหน้าตาเหมือนเพิ่งไปเจอผีมาหมาดๆ
และคนสุดท้ายคือฉินซือฉี ที่เธอเคยเจอแค่ครั้งเดียว แต่แววตาของอีกฝ่ายกลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและโกรธแค้นอย่างปิดไม่มิด
ซ่งอวี้หน่วนที่กำลังควงปากกาหมึกซึมในมือรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาจับใจ
ในความทรงจำของร่างเดิม เธอและลู่เฟิงถือเป็นคู่ที่ใครๆ ในบ้านพักทหารต่างก็รับรู้กันโดยทั่ว ต่อมาก็มีการหมั้นหมายกันอย่างเงียบๆ และทั้งสองครอบครัวก็ตกลงกันแล้วว่าจะให้ทั้งคู่แต่งงานกันทันทีที่ลู่เฟิงเรียนจบ
แต่ปัจจุบัน…สถานะของทั้งคู่ควรจะเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้น
ซ่งอวี้หน่วนตัดสินใจเมินพวกเขาแล้วเตรียมลงมือทำข้อสอบต่อ แต่ดูเหมือนว่าลู่เฟิงที่อยู่ในตำแหน่งผู้คุมสอบกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาเดินตรงมาหยุดอยู่ข้างๆ เธอ ก้มหน้าลงมองกระดาษคำตอบที่ยังคงว่างเปล่าไร้ซึ่งตัวอักษรใดๆ
ขอบตาของลู่เฟิงแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อครู่สายตาที่เสี่ยวหน่วนใช้มองเขานั้นทั้งแปลกหน้าและห่างเหิน ราวกับหัวใจถูกคมมีดกรีดเฉือนจนเจ็บปวดรวดร้าว
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเสี่ยวหน่วนจะมาสมัครสอบที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ พวกเขาเพิ่งเดินทางมาถึงอำเภอเมื่อคืนนี้เอง และยังไม่ทันได้ทำอะไร เจิ้งตงก็เป็นคนไปเห็นรายชื่อผู้เข้าสอบเข้าเสียก่อน
เขาตกใจมากรีบมาบอกลู่เฟิงว่าเสี่ยวหน่วนก็จะเข้าสอบด้วย แถมยังอยู่ห้องสอบที่ 1 อีกต่างหาก
ตอนแรกเขายังครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย แต่พอได้มาเห็นซ่งออวี้หน่วนตัวเป็นๆ นั่งอยู่ในแถวที่สามกับตาตัวเอง ก็จำต้องเชื่ออย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ลู่เฟิงยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าซ่งอวี้หน่วน ริมฝีปากขยับพะงาบๆ อยากจะบอกคำตอบให้เธอใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะส่งเสียงออกไป ได้แต่ร้อนใจอยู่คนเดียว
ฉินซือฉีทนดูต่อไปไม่ไหว เธอเดินตรงมาหยุดยืนอยู่ข้างซ่งอวี้หน่วนอีกคน เจิ้งตงและผู้คุมสอบอีกคนได้แต่สบตากันปริบๆ โดยเฉพาะอาจารย์คุมสอบที่คิดไปแล้วว่าซ่งอวี้หน่วนคงจะซ่อนโพยไว้แล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา
อาจารย์คุมสอบจึงขมวดคิ้วเดินเข้ามาหา มองสำรวจซ่งอวี้หน่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังก้มตัวลงไปส่องดูใต้โต๊ะอีกด้วย การกระทำนั้นเรียกสายตาจากผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียวกัน
ทันใดนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ลุกพรวดขึ้นยืน เก็บกล่องดินสอและกระดาษทดลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นกระดาษคำตอบที่ว่างเปล่าส่งให้อาจารย์คุมสอบ จากนั้นก็สะพายกระเป๋าสะพายข้างลายรุ้งแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างสบายอารมณ์
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่สิบวินาทีเท่านั้น ทิ้งให้ทุกคนในห้องสอบยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก
ฉินซือฉีเบ้ปากอย่างดูแคลน
‘เหอะ สงสัยจะซ่อนโพยไว้จริงๆ นั่นแหละ พอเห็นคนมายืนรุมเยอะๆ เลยไม่กล้าหยิบออกมา สุดท้ายเลยต้องส่งกระดาษเปล่าสินะ’
พอซ่งอวี้หน่วนเดินออกไป ลู่เฟิงก็รีบตามออกไปติดๆ
ฉินซือฉีมองแผ่นหลังของลู่เฟิงที่รีบร้อนจากไปแล้วในใจก็ทั้งเจ็บทั้งแค้น ‘ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุสลับตัวเด็กในวันนั้น แล้วซ่งอวี้หน่วนจะมีปัญญาไปรู้จักกับคนใหญ่คนโตจากบ้านพักในเมืองหลวงได้ยังไง’
โรงงานแห่งนี้เป็นกิจการของญาติเจิ้งตง แถมยังเป็นโรงงานแห่งแรกที่ได้รับการลงทุนจากเมืองหลวง ตระกูลเจิ้งแทบจะกุมอำนาจตัดสินใจทั้งหมดไว้ในมือ ต่อให้ซ่งอวี้หน่วนไม่มาสอบก็คงเข้ามาทำงานที่นี่ได้สบายๆ อยู่แล้ว
คิดได้ดังนั้นเธอก็จะวิ่งตามออกไปบ้าง แต่ถูกเจิ้งตงคว้าแขนไว้เสียก่อน
ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมใครเป็นทุนเดิม พอถูกฉุดรั้งแบบนี้เข้า ฉินซือฉีก็เกิดโมโหขึ้นมาทันที เธอสะบัดแขนอย่างแรงจนเจิ้งตงเซถลาไป แต่ใครจะคิดว่าตัวเธอเองก็จะเสียหลักล้มลงไปเหมือนกัน ศีรษะกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง ก่อนที่ร่างจะอ่อนระทวยล้มพับลงไปกองกับพื้น
เจิ้งตงยืนอึ้งตาค้าง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ คิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
เขานึกอยากจะตะโกนเรียกลู่เฟิง แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่ายแล้ว โชคยังดีที่พอดีกับที่มีอาจารย์ผู้หญิงเดินผ่านมา ทั้งสองจึงช่วยกันหามร่างที่หมดสติของฉินซือฉีไปยังห้องทำงาน
***
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงมีการยืมใช้สถานที่ของโรงเรียนมัธยมหมายเลข 2 เป็นสนามสอบ
ซ่งอวี้หน่วนเดินจ้ำอ้าวออกมาจากรั้วโรงเรียน เธอนัดกับปู่ไว้ว่าจะให้มารับตอนเที่ยง แต่ดันออกจากห้องสอบมาก่อนเวลาตั้งเยอะ ป่านนี้ปู่คงพาซ่งหมิงเซิ่งไปขายฟืนที่อื่นแล้ว
แถมครั้งก่อนที่ได้คุยกับผู้เฒ่าจี้ ปู่ของเธอก็เลยกลายเป็นพนักงานของสถานีรับซื้อของเก่าไปแล้วในนาม คนแก่อย่างเขาไม่มีทางปล่อยเวลาให้เสียเปล่าแน่ๆ ก่อนจะถึงเวลามารับเธอ คงกำลังเดินสายรับซื้อของเก่าตามตรอกซอกซอยอย่างขะมักเขม้นอยู่เป็นแน่
สุดท้ายเธอก็เลยต้องมายืนรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน
เฮ้อ…ถ้ารู้แบบนี้สู้ทนนั่งทำข้อสอบต่อไปซะยังดีกว่า แต่ก็นะ…คนสามคนนั้นมันน่ารำคาญจริงๆ นี่นา
ซ่งอวี้หน่วนเลือกที่ยืนรอใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามประตูโรงเรียน สายตาจับจ้องไปยังร่างของลู่เฟิงที่กำลังก้าวฉับๆ ตรงมาทางนี้อย่างสงบนิ่ง
ต้องยอมรับว่าถึงจะเป็นแค่ตัวประกอบชายในนิยาย แต่รูปร่างหน้าตาของเขาก็จัดว่าหล่อเหลาเอาการอยู่เหมือนกัน
ลู่เฟิงมีสีหน้าเศร้าสร้อย แววตาที่ใช้มองซ่งอวี้หน่วนฉายแววหวาดหวั่นและไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากของเขาขยับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรดี
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่อยากจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน เธอยืนพิงลำต้นไม้ด้วยท่าทีสบายๆ รอให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปาก
ในที่สุดลู่เฟิงก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ เขาเอ่ยเรียกเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเจือความประหม่า “เสี่ยวหน่วน…”
ก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
[จบบท]