บทที่ 65: รักแรกพบ?
ซ่งอวี้หน่วนมองหน้าลู่เฟิงที่เอาแต่จ้องเธอไม่วางตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ลู่เฟิง ฉันจะพูดชัดๆ อีกครั้งนะ ว่าฉันกับคุณถอนหมั้นกันไปแล้ว เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันอีก หวังว่าคุณจะจำใส่ใจไว้ด้วย!”
พูดจบเธอก็เดินผ่านหน้าทั้งสองคนไปข้างหน้าทันที แต่แล้วหลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ซ่งอวี้หน่วนก็หันกลับมาพูดทิ้งท้ายไว้อีกประโยค “เรื่องสอบเข้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์น่ะ ฉันก็แค่มาสอบเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร ไม่ต้องลำบากไปวิ่งเต้นให้เสียเวลาหรอกนะ แล้วก็ในเมื่อเรากลับไปอยู่ในที่ของตัวเองแล้ว ก็หวังว่าจะไม่ต้องมาเจอกันอีกเลย!”
ลู่เฟิงทำท่าจะวิ่งตามไป แต่ก็ถูกฉินซือฉีคว้าแขนไว้ก่อน เขาเลยหันมาตวาดใส่เธอด้วยความโมโหและอับอาย “ปล่อยนะ! มาดึงฉันไว้ทำไม เธอเป็นใครมีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องของฉันกับเสี่ยวหน่วน”
ใบหน้าของฉินซือฉีซีดเผือดลงทันที
ดูเหมือนเจิ้งตงจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุ เขาเลยรีบเข้ามาห้ามทัพ “พอแล้วๆ พวกเรายังมีงานต้องทำนะ รีบกลับโรงเรียนกันเถอะน่า ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ฉันโดนพ่อกับน้าชายฆ่าตายแน่”
ว่าแล้วเขาก็จับแขนเพื่อนทั้งสองคนลากกลับเข้าไปในโรงเรียน
พอหันกลับไปมองอีกที ร่างของซ่งอวี้หน่วนก็หายไปจากสายตาแล้ว ลู่เฟิงสะบัดแขนเจิ้งตงออกอย่างหัวเสีย ก่อนจะยืนนิ่งหน้าบึ้งตึงอยู่ที่ประตูทางเข้า ก้มหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ
ฉินซือฉีเห็นแล้วก็เจ็บแปลบในใจ ลู่เฟิงก็เป็นซะแบบนี้ พอมีเรื่องของซ่งอวี้หน่วนเข้ามาเกี่ยวข้องทีไร เขาก็จะมีท่าทีเย็นชาใส่เธอทุกที
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่แวบเข้ามาในหัว มันเหมือนกับว่าเธอเคยประสบกับเรื่องพวกนี้มาจริงๆ หรือนี่จะอธิบายได้ว่าเป็นพลังในการหยั่งรู้อนาคตกันนะ
ในภาพอนาคต เธอเห็นจุดจบอันน่าเศร้าของครอบครัวซ่ง และเห็นตัวเองได้แต่งงานกับลู่เฟิง ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในปี 1985 เพราะในภาพนั้นเธอเห็นปฏิทินแขวนอยู่ ตอนที่ฟื้นขึ้นมาใหม่ๆ เธอกลับไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย คนแรกที่เห็นคือเจิ้งตง กับครูผู้หญิงอีกคนที่เธอไม่รู้จัก
ราวกับว่าเธอหลับใหลอยู่ในความฝันนั้นนานถึง 5 ปี ก่อนจะถูกเจิ้งตงปลุกให้ตื่นขึ้นมา
แต่ตอนนี้ฉินซือฉีกลับสับสน เพราะในภาพอนาคตที่เธอเห็น ไม่มีฉากนี้เลยสักนิด ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยมาสอบที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ และทั้งเธอและซ่งอวี้หน่วนก็ไม่เคยได้พบหน้ากันจนวันตาย
อ้อ จริงสิ! แม่เคยบอกว่าหลินฉิงก็อยู่ที่อำเภอหนานซานเหมือนกัน ตอนนี้พักอยู่ที่บ้านพักรับรองของอำเภอ เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินซือฉีก็ไม่สนใจลู่เฟิงที่ยืนใจลอยอีกต่อไป เธอรีบวิ่งมุ่งหน้าไปยังบ้านพักรับรองทันที
แต่ในใจก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมแค่พริบตาเดียว ซ่งอวี้หน่วนถึงหายตัวไปได้รวดเร็วขนาดนี้ แล้วเธอหายไปไหนกันนะ?
ในเวลานี้ ซ่งอวี้หน่วนกำลังนั่งอยู่บนรถของกู้หวยอัน หลังจากรถวิ่งผ่านไปหนึ่งช่วงตึก เธอก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “ช่วยจอดรถให้หน่อยได้ไหมคะ?”
รถจี๊ปค่อยๆ ชะลอความเร็วแล้วจอดเข้าข้างทาง
“ฉันต้องรอคุณปู่ค่ะ ไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนพูดด้วยน้ำเสียงสดใสพลางเอื้อมมือไปเปิดประตูเตรียมจะลงจากรถ
แต่เสียงทุ้มของกู้หวยอันก็ดังขึ้นมาก่อน “เสี่ยวเทียน ผมมีเรื่องจะคุยกับเสี่ยวหน่วนเป็นการส่วนตัวหน่อย”
เสี่ยวเทียนที่นั่งอยู่ข้างคนขับถึงกับตกตะลึงในใจ แค่ส่งเสี่ยวอู๋ไปสืบประวัติยังไม่พอ นี่ยังจะคุยกันเป็นการส่วนตัวอีกเหรอ?
แล้วที่สำคัญคือเรียกคุณหนูซ่งว่า ‘เสี่ยวหน่วน’ เนี่ยนะ?
เสี่ยวเทียนรีบลงจากรถอย่างรู้งาน แล้วเดินไปยืนรออยู่ใต้ร่มไม้ห่างออกไป
ซ่งอวี้หน่วนจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แววตาของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย 【พี่ชาย มีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเป็นการส่วนตัวเหรอคะ?】
กู้หวยอันแอบยกมุมปากขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่ ในน้ำเสียงเจือความพึงพอใจจางๆ “ไม่มีอะไรหรอก ลงไปเถอะ!”
แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับไม่ขยับ เธอยังคงจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด บรรยากาศภายในรถเงียบสงัด แม้จะยังมีระยะห่างอยู่บ้าง แต่เมื่อสายตาสองคู่สบประสานกัน ก็ราวกับจะได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันที่กำลังเต้นรัว
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ น้ำเสียงของเธอฟังดูเนือยๆ แต่กลับแฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างร้ายกาจ ก่อนจะถามคำถามที่ตรงไปตรงมาจนกู้หวยอันแทบไม่ทันได้ตั้งตัว
เธอเรียกชื่อเต็มของเขาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “กู้หวยอัน...คุณตกหลุมรักฉันตั้งแต่แรกเห็นเลยใช่ไหมคะ?”
กู้หวยอันถึงกับชะงักไปชั่วครู่ หัวใจของเขากระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง แต่สีหน้ากลับยังคงเรียบเฉยอย่างน่าทึ่ง แถมยังเลิกคิ้วถามกลับไปอย่างยียวน “เธอเอาอะไรมาพูด?”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มหวาน “ก็ที่คุณอุตส่าห์ส่งฉู่จื่อโจวไปเป็นผู้ใหญ่บ้านที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ไม่ใช่ว่าทำเพื่อฉันหรอกเหรอคะ?”
“เรื่องเก่าๆ ฉันยังไม่พูดถึงก็ได้ เอาแค่เรื่องวันนี้ก็พอ รถของคุณขับผ่านหน้าฉันไปแล้วแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังวนกลับมาอีกล่ะ?”
“ดูจากมาดและคนติดตามของคุณแล้วก็น่าจะเป็นคนใหญ่คนโตที่งานยุ่งน่าดู แต่ฉันกลับรู้สึกว่าคุณว่างจังเลยนะคะ ว่างพอที่จะมาขับรถวนเวียนอยู่รอบตัวฉันเนี่ย” พูดไปเธอก็ยื่นนิ้วเรียวขาวไปจิ้มที่แผงอกแกร่งของกู้หวยอันเบาๆ
【แหม สัมผัสดีไม่เบาเลยนะเนี่ย】
【พี่ชาย รีบๆ สารภาพมาซะเถอะว่าตกหลุมรักฉันเข้าแล้วใช่ไหมล่ะ อิอิ!】
กู้หวยอันก้มลงมองปลายนิ้วขาวผ่องที่แตะอยู่บนอกเสื้อของตัวเอง มันดูบอบบางเสียจนราวกับจะแตกหักได้หากออกแรงเพียงนิดเดียว
เมื่อสบเข้ากับดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับลูกกวางน้อยของหญิงสาว จู่ๆ กู้หวยอันก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ประกายระยับวูบหนึ่งพาดผ่านนัยน์ตาของเขาก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
แววตาของเขาฉายแววขบขันเจือด้วยความเอ็นดู “พูดจาเหลวไหล ลงรถได้แล้ว ผมจะไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอของพวกคุณเพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนา”
ซ่งอวี้หน่วนลงจากรถแต่โดยดี แต่ก็ยังไม่วายชะโงกหน้ากลับมาที่ประตูรถแล้วพูดด้วยท่าทีนอบน้อมสุดๆ “คุณอาคะ ในนามของชาวบ้านหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอทุกคน ฉันขอขอบคุณในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของคุณอาไว้ล่วงหน้าเลยนะคะ!”
กู้หวยอัน: “...”
เด็กคนนี้นี่หน่า เมื่อกี้นี้เขายังอุตส่าห์เป็นห่วงว่าเธอจะเสียเปรียบคนอื่นอยู่เลย
ดูท่าว่าเขาจะคิดมากไปเองจริงๆ
ปัง!
ประตูรถปิดลง เสี่ยวเทียนที่เห็นซ่งอวี้หน่วนลงจากรถแล้วก็รีบวิ่งกลับมา เขาพยักหน้าให้เธอเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย ก่อนจะเปิดประตูขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ สตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วขับรถจากไปอย่างรวดเร็ว
ซ่งอวี้หน่วนมองตามพลางยกยิ้มมุมปาก
กู้หวยอัน...แผนในใจตื้นๆ ของคุณน่ะ คิดว่าจะหลอกสายตาฉันคนนี้ได้เหรอ? แต่ก็น่าแปลกจริงๆ ความรู้สึกดีๆ ที่เขามีให้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไงกันนะ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
หัวใจของซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรเป็นพิเศษ มีแต่ความสงสัยใคร่รู้เต็มไปหมด
เธอหาที่เหมาะๆ นั่งยองๆ ลงรอ โชคดีที่ไม่นานเกินรอ เธอก็เห็นรถม้าที่คุ้นเคยซึ่งมีคุณปู่เป็นคนขับกำลังตรงมาแต่ไกล
ปู่ซ่งกำลังจะอ้าปากถามเรื่องการสอบ แต่ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงพูดขึ้นก่อน “คุณปู่คะ หนูคิดดีแล้วค่ะว่าจะไม่สอบเข้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์แล้ว หนูจะทำตามที่คุณปู่จี้แนะนำ ตั้งใจทบทวนหนังสือสอบเข้าโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งให้ได้เหมือนพี่ชายค่ะ”
ปู่ซ่งได้ฟังก็ยิ้มหน้าบาน “ดีมาก ดีมาก!”
หมิงเซิ่งตัวน้อยดึงแขนพี่สาวไว้ แล้วกระซิบกระซาบด้วยท่าทางมีลับลมคมใน “พี่ครับ วันนี้ผมกับคุณปู่ได้กระถางธูปมาด้วยนะ ผมอ่านตัวอักษรบนนั้นไม่ออกหรอก แต่รู้สึกว่ามันต้องเก่ามากๆ แน่เลย”
ซ่งอวี้หน่วนขึ้นไปนั่งบนรถม้าอย่างอยากรู้อยากเห็น ไม่น่าเชื่อว่าแค่ช่วงเช้าจะรวบรวมของเก่าได้เยอะขนาดนี้ มีทั้งหนังสือเก่า กองหนังสือพิมพ์ แล้วก็เก้าอี้ไม้สนผุพังตัวหนึ่ง ก่อนที่สายตาของเธอจะไปสะดุดเข้ากับกระถางธูปสำริดขนาดเล็กที่วางอยู่ในกล่องไม้
เธอหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ดูจากสภาพแล้วก็น่าจะเก่าแก่พอสมควร แต่ไม่รู้ว่าจะเก่าถึงยุคสมัยไหน ถ้าเป็นของที่ทำขึ้นในยุคหลังๆ ก็คงไม่มีราคาค่างวดอะไร
เธอหันไปมองหมิงเซิ่งที่กำลังจ้องเธอตาแป๋ว “หมิงเซิ่ง ทำไมน้องถึงรู้ว่ามันเก่าแก่มาก”
“ผมก็แค่รู้สึกของผมไปอย่างนั้นแหละครับ”
ซ่งอวี้หน่วนลูบหัวน้องชายเบาๆ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้คงต้องไปขอให้ผู้เฒ่าจี้ช่วยพิสูจน์เสียแล้ว
ถ้าลางสังหรณ์ของหมิงเซิ่งถูกต้อง นั่นอาจหมายความว่าน้องชายที่หายตัวไปในนิยายต้นฉบับ ไม่เพียงแต่จะมีความจำเป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังอาจมีความสามารถพิเศษในการประเมินมูลค่าวัตถุโบราณอีกด้วย
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะถูกคนร้ายจับตัวไปขังไว้ที่ไหนสักแห่ง
ตอนนี้พวกเขายังอยู่กลางถนนที่ผู้คนพลุกพล่านจอแจ ไม่ไกลนักยังมีเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กนักเรียนประถมที่เพิ่งเลิกเรียนดังมาให้ได้ยิน
ซ่งอวี้หน่วนจึงขยิบตาให้คุณปู่เป็นสัญญาณ ซึ่งปู่ซ่งก็เข้าใจในทันทีว่าหลานสาวมีเรื่องสำคัญต้องกลับไปคุยกันที่บ้าน
[จบบท]