บทที่ 70: สลับตัวกันโดยตั้งใจ?
ความตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซากของซ่งอวี้หน่วนเล่นเอาหลินฉิงกับฉินซือฉีถึงกับหน้าชาไปเลยทีเดียว
ในบรรดาทุกคนดูเหมือนจะมีแค่ซูจวิ้นเจ๋อที่ยังคุมสติเอาไว้ได้ เขาเหลือบมองสีหน้าของผู้เฒ่าจี้แวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหาทางลงให้ทุกคนอย่างรวดเร็ว
“ผู้เฒ่าจี้ครับ พวกผมคงต้องขอตัวกลับก่อน ไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของผู้เฒ่าแล้วล่ะครับ”
ณ วินาทีนี้ ซูจวิ้นเจ๋อรู้สึกไม่อยากกลับปักกิ่งขึ้นมาเสียดื้อๆ การที่ฉู่จื่อโจวยอมทิ้งเมืองหลวงมาเป็นแค่ผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแบบนี้ มันต้องมีแผนการอะไรใหญ่ๆ ซ่อนอยู่แน่ๆ
แต่จะใหญ่แค่ไหนกันเชียว? ต่อให้ที่นี่เป็นพื้นที่นำร่องโครงการแรก ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องส่งคนระดับทายาทตระกูลฉู่อย่างฉู่จื่อโจวลงมาถึงชนบทเลยนี่นา
หรือว่าเขามีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้กลับปักกิ่งไม่ได้ เลยต้องมาหลบอยู่ที่นี่ไปพลางๆ ก่อน? เขาเคยได้ยินข่าวลือมาเหมือนกันว่ามีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเพราะงานเต้นรำของใครบางคน
ซูจวิ้นเจ๋อทำได้แค่คิดในใจ แต่ไม่มีทางที่จะไปเอ่ยปากถามใครได้อยู่แล้ว
ก็เหมือนกับตอนนี้ที่เขารู้ทั้งรู้ว่าผู้เฒ่าจี้เอ็นดูซ่งอวี้หน่วนเป็นพิเศษ ขนาดหมอจี้ที่ว่านิ่งๆ พอเห็นหน้าซ่งอวี้หน่วนปุ๊บก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที มีก็แต่หลินฉิงกับฉินซือฉีนั่นแหละที่ดูไม่ออกเลยสักนิด
ดังนั้น การสร้างศัตรูกับคนโปรดของผู้เฒ่าจี้ที่นี่จึงเป็นความคิดที่โง่เง่าที่สุด เขาจึงรีบจูงมือหลินฉิงเตรียมเผ่นออกจากบ้าน
แต่ฉินซือฉียังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เธอมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาแข็งกร้าว ไม่นึกเลยว่าคนที่เติบโตมาในเมืองอย่างซ่งอวี้หน่วนจะหยิ่งผยองได้ถึงขนาดนี้
“ซ่งอวี้หน่วน เธอควรจะไปสวดภาวนาให้เรื่องของเรามันไม่ใช่การจงใจสลับตัวกันนะ”
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับงงไปชั่วขณะ อยู่ๆ โผล่มาเรื่องนี้ได้ยังไงกัน?
อ้อ จริงสิ เธอลืมไปเลยว่าตัวเองรับบทเป็นนางร้ายในเรื่องนี้ ถ้าเรื่องนี้เป็นนิยายแนวคุณหนูตัวจริงตัวปลอม เธอก็คือคุณหนูตัวปลอมที่สังคมรุมประณาม ส่วนแม่ของเธอก็คือตัวร้ายที่จงใจสลับลูกเพื่อแก้แค้นหรือสร้างความรำคาญใจให้ตระกูลฉินนั่นเอง
ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับเรียบๆ “พูดจาไม่มีหลักฐานแบบนี้ ระวังจะโดนฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทนะ”
“ฉันยังไม่บรรลุนิติภาวะ อีกอย่างฉันก็แค่พูดลอยๆ ต่อหน้าเธอคนเดียว” ฉินซือฉีเชิดหน้าตอบอย่างไม่ยี่หระ
“เธอน่ะอยากให้มันเป็นแบบนั้นจะตายไปใช่ไหมล่ะ ถ้าเป็นเรื่องที่ถูกจงใจสลับตัวกันจริงๆ เธอก็จะได้มีเหตุผลดีๆ มาตราหน้าด่าฉันได้ถนัดปากยังไงล่ะ โทษฐานที่ขโมยชีวิตคุณหนูในเมืองของเธอไปตั้ง 17 ปี”
ฉินซือฉีถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปากคอเราะร้ายขนาดนี้
“ก็เธอนั่นแหละที่ขโมยชีวิตดีๆ 17 ปีของฉันไป! เธอคงไม่เคยสัมผัสกับรสชาติของความหิวโหยสินะ ไม่รู้หรอกใช่ไหมว่าความรู้สึกที่ได้กินเนื้อแค่ปีละครั้งมันเป็นยังไง แต่ดูเธอสิ ตอนที่อยู่ที่บ้านฉัน เธอใช้ชีวิตสุขสบายขนาดไหนกัน!” ฉินซือฉีเริ่มใส่อารมณ์อย่างเก็บไม่อยู่
ทำไมซ่งอวี้หน่วนถึงได้ทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและตัวเองไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลยสักนิด?
“ก่อนอื่นเลยนะ เธอต้องเข้าใจก่อนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้มีแผนการสมคบคิดอะไรแบบที่เธอเพ้อฝันอยู่” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกเราสองคนเกิดในฤดูร้อนปี 1963 วันนั้นเกิดน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ในพื้นที่ที่อยู่ห่างออกไปเป็นร้อยหลี่ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมดของโรงพยาบาลประชาชนอันดับหนึ่งอำเภอหนานซานต้องอพยพกันอย่างโกลาหล
แม่ของฉันคลอดลูกแฝดชายหญิงด้วยวิธีการผ่าตัด พอฉันกับพี่ชายลืมตาดูโลกปุ๊บก็ถูกส่งตัวเข้าตู้อบทันที ซึ่งในนั้นก็มีเธออยู่ด้วย ตอนนั้นทั้งโรงพยาบาลวุ่นวายกันไปหมด พ่อต้องคอยแบกแม่ที่ยังอ่อนแอ ส่วนปู่กับย่าก็รีบไปรับตัวเด็กๆ ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำอยู่ข้างนอก พยาบาลที่ดูแลตู้อบทำได้แค่บอกย่าของฉันว่าให้ระวังตอนอุ้มเด็ก แล้วเธอก็รีบวิ่งไปช่วยคนไข้ที่ห้องฉุกเฉินชั้นล่างต่อ
เด็กแรกเกิดยังไม่มีใครตั้งชื่อให้ แถมเรายังเกิดไล่เลี่ยกันอีก ไม่ถึงชั่วโมงต่อมาก็มีข่าวว่าอำเภอข้างเคียงเจอน้ำป่าถล่มหนักมาก ย่าของฉันรีบวิ่งเข้าไปในห้องก็เจอกับเด็ก 3 คน เด็กผู้ชายดูง่ายหน่อยเพราะนอนอยู่คนแรก แต่เด็กผู้หญิงอีก 2 คนที่นอนติดกันกลับมีแค่ป้ายหมายเลข 2 กับ 3 แขวนไว้
คุณย่าของฉันวิ่งออกไปตามพยาบาล แต่ตอนนั้นพยาบาลกำลังแบกคนไข้หนีน้ำขึ้นไปชั้นบนอยู่ เธอทำได้แค่ตะโกนบอกว่าฝาแฝดต้องอยู่ติดกัน คุณย่าของฉันเลยกลับเข้าไปในห้องแล้วอุ้มเด็ก 2 คนที่นอนอยู่ติดกันออกมา ท่านยังตะโกนลั่นทางเดินด้วยนะว่าในห้องยังมีเด็กเหลืออยู่อีกคน พ่อแม่เด็กอยู่ไหน! จากนั้นพ่อของเธอก็พยุงแม่ของเธอเข้าไปอุ้มฉันออกมา”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองใบหน้าบูดบึ้งของฉินซือฉีก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นี่คือความจริง ถ้าเธอเลือกที่จะไม่เชื่อ ฉันก็คงทำอะไรไม่ได้ พยาบาลคนนั้นเกษียณไปแล้ว ถ้าอยากรู้ก็ลองไปตามหาตัวเธอดูสิ อีกอย่างนะ เรื่องแค่นี้เธอคิดได้ แล้วพ่อแม่ของเธอจะคิดไม่ได้เหรอ? ตอนที่พวกท่านตรวจสอบเรื่องนี้ พวกท่านค้นทั้งเอกสาร ตามหาทั้งพยานบุคคลจนวุ่นไปหมดแล้ว”
อันที่จริง เธอยังมีเรื่องที่ไม่ได้พูดออกไป ย่าซ่งเคยเล่าให้ฟังว่าท่านจำภาพวันนั้นได้ติดตา เด็กผู้หญิง 2 คน คนที่นอนอยู่ริมสุดทั้งขาวทั้งจ้ำม่ำน่าเอ็นดูเสียจนท่านนึกอิจฉาในใจว่าพ่อแม่เด็กไปกินอะไรมาถึงได้ลูกน่ารักขนาดนี้ ผิดกับหลานของตัวเองที่ทั้งดำทั้งผอม แต่คำพูดพวกนี้เก็บไว้ในใจดีกว่า ขืนพูดออกไปมีหวังฉินซือฉีได้ยิ่งเกลียดย่าของเธอไปกันใหญ่
ผู้เฒ่าจี้เห็นสถานการณ์เริ่มไม่ดีจึงเอ่ยขึ้นมาเพื่อไกล่เกลี่ย “เรื่องของพวกเธอฉันก็ได้ยินมาบ้างแล้วล่ะนะ จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องของโชคชะตาเล่นตลก แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่รู้ความจริงกันเสียก่อน”
แววตาของฉินซือฉีไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “คุณปู่จี้พูดถูกค่ะ งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ ไว้โอกาสหน้าจะมาเยี่ยมใหม่ค่ะ”
ผู้เฒ่าจี้เพียงโบกมือให้ราวกับไม่ใส่ใจ
ฉินซือฉีเก็บซ่อนความขุ่นเคืองไว้ภายใต้รอยยิ้ม ‘พูดง่ายดีนี่ ก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเองนี่นาถึงได้ไม่รู้สึกอะไร’ เธอนึกในใจ ‘ถ้าคนที่โดนสลับตัวเป็นลูกหลานของตัวเองบ้าง จะยังใจเย็นพูดแบบนี้ออกไหม’ แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อมันไม่มีหลักฐานว่าเป็นการจงใจสลับตัว
ขณะที่กำลังเดินออกมานั้นเอง สายตาของเธอก็พลันเห็นย่าซ่งยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของฉินซือฉีก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที เธอไม่เคยชอบหญิงชราคนนี้เลย ทั้งลำเอียง ทั้งเสียงดัง เวลาเธอทำอะไรผิดพลาดก็จะด่าประจานจนแทบจะรู้กันทั้งหมู่บ้าน พอมีคนทักว่าเธอไม่เห็นเหมือนคนตระกูลซ่งเลยสักนิด ย่าซ่งกลับตอบกลับไปว่าเธอถูกเก็บมาจากกองขยะ
แม้จะรู้ว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่น แต่พอย้อนนึกถึงตอนนี้ มันกลับทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของฉินซือฉี…หรือว่าจริงๆ แล้วย่าซ่งจะรู้อยู่แก่ใจมาตลอด?
หลินฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลแสร้งทำเป็นตะโกนเรียกเสียงดัง “ฉินซือฉี! พวกเราจะขับรถไปเที่ยวทางเหนือของเมืองกันนะ รีบมาเร็วเข้าสิ”
ย่าซ่งเองก็รู้สึกผิดต่อเด็กสาวที่ท่านเลี้ยงดูมากับมือ การเลี้ยงเด็กแบบคนชนบทอาจจะไม่ได้ละเอียดอ่อนนัก ท่านยอมรับว่าหากตอนนั้นไตร่ตรองให้ดีกว่านี้สักนิด เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น แต่สถานการณ์ในตอนนั้นมันช่างวุ่นวายเหลือเกิน
ถึงแม้ซ่งอวี้หน่วนจะไม่เคยต้องลำบาก แต่การที่ไม่ได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างย่าหลาน รวมถึงพ่อแม่ลูกไม่สนิทสนมเท่าที่ควร มันมีความรู้สึกเกรงใจและความระมัดระวังแฝงอยู่เสมอ
หากไม่มีการสลับตัวกันเกิดขึ้นก็คงจะดี
ท่านเห็นฉินซือฉีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอหน้ากันหลังจากที่เธอจากบ้านไป จะให้บอกว่าไม่รู้สึกผูกพันเลยแม้แต่น้อยก็คงจะเป็นเรื่องโกหก
ย่าซ่งอ้าปากค้างเล็กน้อย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอย่างดีใจ ท่านกำลังจะเอ่ยปากทักทายฉินซือฉี แต่ฉินซือฉีกลับเหลือบมองท่านด้วยสายตาดูแคลน ก่อนจะเมินหน้าแล้ววิ่งตรงไปยังรถจี๊ปที่จอดอยู่ กระโดดขึ้นรถแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ผู้เป็นย่าถึงกับยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาในทันใด ท่านยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ แล้วพึมพำด่าตัวเองเสียงสั่น “สมควรแล้ว นังแก่สาระแน ไม่เจียมตัว!”
ซ่งอวี้หน่วนมอบกระเป๋าสะพายใบใหม่กับโบติดผมให้จี้ซินอี๋ ผู้เฒ่าจี้บอกให้เธอเรียกจี้ซินอี๋ว่าป้า เธอจึงเรียกตามนั้นแต่โดยดี และได้รับอั่งเปาเป็นค่าขนมมา 10 หยวน
หลังจากบอกลาทุกคน ซ่งอวี้หน่วนก็เดินออกจากบ้านของผู้เฒ่าจี้ แล้วเธอก็เห็นย่าซ่งกำลังยืนปาดน้ำตาอยู่ไกลๆ
คงเป็นเพราะถูกฉินซือฉีเมินใส่สินะ?
ซ่งอวี้หน่วนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ไกล เธอหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง รอจนเห็นว่าย่าซ่งเริ่มสงบลงแล้ว จึงเดินเข้าไปจูงมือท่านออกจากซอยซงซู่ พร้อมกับกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ย่าคะ เราไม่ต้องซื้ออะไรแล้ว กลับบ้านไปนับเงินกันดีกว่าค่ะ!”
ย่าซ่งที่กำลังเศร้าอยู่ถึงกับหลุดขำออกมา ความสนใจถูกเบี่ยงเบนไปในทันที ปกติท่านก็ขี่จักรยานเป็น แต่ซ่งอวี้หน่วนยืนกรานที่จะเป็นคนขี่เอง เรี่ยวแรงมหาศาลที่มีอยู่จะได้มีประโยชน์บ้าง
เมื่อทั้งคู่กลับถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ท้องฟ้าก็ยังไม่มืดสนิท ที่หน้าประตูบ้าน หมิงเซิ่งตัวน้อยนั่งชะเง้อคอรอคอยอย่างกระวนกระวายใจ
พอเห็นพวกเธอกลับมา เด็กน้อยก็ดีใจจนร้องไห้โฮออกมา ฮือๆ พี่สาวเข้าเมืองแต่ไม่ยอมพาเขาไปด้วย
[จบบท]