บทที่ 79: ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า!
เพียงไม่กี่ชั่วโมง สินค้าที่อัดแน่นอยู่ในกระเป๋าเดินทางทั้ง 6 ใบก็ถูกขายเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
เงินสดทั้งหมดถูกยัดรวมกันไว้ในกระเป๋าเดินทางใบเดียว ซึ่งตอนนี้อยู่ในความดูแลของซ่งเหลียง ที่พยายามตีหน้าขรึมกลบเกลื่อนอาการใจสั่นระรัวขั้นสุด โดยมีซ่งเหอคอยยืนประกบอยู่ไม่ห่าง
โอ้โห ทำไมในเมืองมันถึงได้มีสาวน้อยสาวใหญ่เยอะแยะขนาดนี้กันนะ
ยังดีที่ลูกค้าทุกคนเป็นผู้หญิง ไม่อย่างนั้นคงมีเสียงโวยวายหรือถึงขั้นลงไม้ลงมือปล้นชิงกันไปแล้ว
อีกอย่าง กลุ่มลูกค้าที่พอจะมีกำลังซื้อของสวยๆ งามๆ แบบนี้ได้ ก็มักจะเป็นพนักงานที่ทำงานในหน่วยงานต่างๆ
ถึงแม้ว่ายุคนี้จะป่าวประกาศเรื่องการบริการประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทัศนคติของพนักงานบริการนี่น่าขนลุกขนพองสุดๆ โดยเฉพาะพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าของรัฐนี่กฎระเบียบหยุมหยิมเป็นพิเศษ
อยากจะขอดูของเพื่อเลือกสักหน่อยเหรอ ฝันไปเถอะ!
พูดเสียงดังไปก็ไม่ได้ ทำหน้าไม่ประจบสอพอก็โดนมองแรง คุณต้องทำตัวราวกับว่าพวกเธอเป็นเจ้าชีวิต ถึงจะยอมชายตามอง
ยิ่งถ้าจะถามราคา ต้องภาวนาให้พนักงานขายอารมณ์ดีและมีเวลาว่างพอจะคุยกับคุณด้วย
แต่แน่นอน ถ้าคุณเป็นคนมีเส้นมีสาย พวกเธอก็พร้อมจะฉีกยิ้มต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี อย่างตอนที่ประธานจงมา พวกเธอก็เปลี่ยนโหมดเป็นมิตรขึ้นมาทันที
สาเหตุหลักๆ ก็เพราะยุคนี้สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้มากหรือน้อยก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับเงินเดือนของพนักงานขายอยู่แล้ว
ดังนั้น การที่ลูกค้าสามารถหยิบจับ ลองสัมผัสสินค้าได้ด้วยตัวเองแบบนี้จึงกลายเป็นเรื่องแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสุดๆ แถมสินค้าแต่ละชิ้นก็สวยงามแปลกตา ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน สวยแบบตะโกนจริงๆ
บวกกับวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ทำให้ห้างสรรพสินค้าคึกคักเป็นพิเศษ เพราะไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองหรือคนต่างอำเภอ ที่นี่คือแหล่งชอปปิงอันดับหนึ่งในใจของทุกคน
ด้วยเหตุนี้ กิจการของพวกเขาจึงรุ่งเรืองอย่างกับแจกฟรี!
แน่นอนว่าเมื่อมาตั้งแผงในที่เปิดเผยแบบนี้ ก็ย่อมมีคนจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอมาเห็นเข้าจนได้
และคนแรกที่เห็นพวกเขาก็คือฉู่จื่อโจว ผู้ใหญ่บ้านที่ทรงอิทธิพลที่สุดในคอมมูนขุยฮวา หรืออาจจะทั้งอำเภอหนานซานเลยก็ว่าได้ เพราะเขามีรถจี๊ปส่วนตัว! ถึงแม้จะเป็นรถที่ปลดระวางจากกองทัพ แต่มันก็ยังใช้งานได้ดีเยี่ยมสำหรับการเดินทางส่วนตัว แต่ถึงอย่างนั้น ฉู่จื่อโจวก็มักจะใช้รถคันนี้ในกิจการของส่วนรวมอยู่เสมอ
วันนี้เขาพานักเทคนิค 2 คนเข้ามาซื้อของในเมือง ไหนๆ หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็ไม่มีสหกรณ์การค้าและการตลาด เมื่อมีโอกาสเข้าเมืองแล้วก็ควรจะซื้อของตุนไว้เลยทีเดียว เพราะระยะทางก็ไม่ไกลแถมยังมีรถส่วนตัวอีกต่างหาก
ฉู่จื่อโจวถึงกับตาค้างเมื่อเห็นครอบครัวซ่งกำลังสาละวนอยู่กับการขายของ และเมื่อได้รู้ว่าของทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของพวกเธอเอง เขาก็อดที่จะชื่นชมจากใจจริงไม่ได้
“พี่ซ่งครับ พอดีพวกผมต้องไปทำธุระต่ออีกหน่อย ถ้าพี่ขายของเสร็จแล้ว จะติดรถผมกลับหมู่บ้านก็ได้นะครับ” เขาเสนอความช่วยเหลือพร้อมกับเหลือบมองไปยังกระเป๋าเดินทางที่ดูตุงผิดปกติ
แม้ซ่งเหลียงจะไม่ค่อยปลื้มที่ถูกคนอย่างฉู่จื่อโจวเรียกว่า 'พี่' แต่เขาก็ยังกล่าวขอบคุณในความมีน้ำใจ และปฏิเสธไปอย่างสุภาพว่ารอขายของหมดแล้วจะกลับพร้อมกับครอบครัวทีเดียว
ฉู่จื่อโจวไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เขาพาลูกน้องเดินหายเข้าไปในห้างสรรพสินค้า
ปกติแล้วชาวบ้านเอ้อร์เต้าเหอไม่ค่อยเจาะจงวันเข้าเมืองเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาชอบไปเดินตลาดนัดใหญ่ที่คอมมูนขุยฮวามากกว่า แต่วันนี้บังเอิญว่าเพื่อนบ้านอย่างย่าซุนและป้าโหวเกิดอยากจะเข้าเมืองขึ้นมา และก็ได้เห็นครอบครัวซ่งกำลังตั้งแผงขายของพอดิบพอดี
วินาทีแรกที่เห็น ทั้งสองคนถึงกับอ้าปากค้าง
ย่าซ่งซึ่งเตรียมบทพูดสำหรับสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว รีบเดินเข้าไปสกัดก่อนที่ความสงสัยจะบานปลายไปมากกว่านี้ “พอดีมีคนเขาเมตตาช่วยหาของพวกนี้มาให้น่ะ พวกเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ลงแรงทำกันอยู่หลายวัน ต้นทุนทั้งหมดก็ได้ลูกชายคนเล็กกับลูกสาวไปหยิบยืมเขามา เลยต้องรีบขายให้หมดจะได้เอาเงินไปคืนเขา เอาล่ะๆ ไม่คุยแล้วนะ ฉันต้องรีบไปช่วยคนอื่นก่อน”
ย่าซ่งร่ายยาวจนแทบไม่หยุดหายใจ แต่เนื้อหาที่พูดมากลับไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
หญิงชราทั้งสองจึงต้องรีบหลีกทางให้ เพราะถ้ามัวแต่ยืนขวางทางโดยไม่ซื้ออะไร มีหวังโดนลูกค้าคนอื่นมองค้อนเอาแน่ๆ
ในที่สุด เมื่อสินค้าชิ้นสุดท้ายถูกขายออกไป ทุกคนในครอบครัวซ่งก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
ขายได้เงินเท่าไหร่เหรอ ไม่รู้!
ไม่กล้าแม้แต่จะคิด เพราะแค่คิดก็ใจสั่นหวิวๆ แล้ว
โชคยังดีที่วันนี้พวกเขามากันหลายคน แถมยังได้เจอหัวหน้าสถานีเหอที่นำกำลังตำรวจมาเดินตรวจตราความเรียบร้อยพอดี บริเวณนี้ขึ้นตรงกับสถานีตำรวจเขตตะวันออก และทุกวันอาทิตย์หัวหน้าสถานีเหอก็จะลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพื่อกวาดล้างพวกนักล้วงกระเป๋าที่ชุกชุมเป็นพิเศษในยุคนี้
หัวหน้าสถานีเหอเองก็ดูประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นพวกเขา
ส่วนซ่งอวี้หน่วนนั้น มารู้ความจริงในภายหลังจากเสี่ยวอวี้ว่า ปากกาหมึกซึมด้ามนั้นของหัวหน้าสถานีเหอมีความสำคัญทางใจกับเขามากขนาดไหน
สาเหตุก็เพราะเธอเพิ่งจะข้ามเวลามาได้ไม่นาน เลยไม่ค่อยเข้าใจว่าปากกาหมึกซึมในยุคนี้มันมีความสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะด้ามนั้นที่เป็นของขวัญล้ำค่าจากผู้ใหญ่ที่เคารพมอบให้เขา
หญิงสาวจึงอยากจะหาโอกาสขอโทษหัวหน้าสถานีเหอมาโดยตลอด และในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึง
“หัวหน้าสถานีเหอคะ เรื่องปากกาด้ามนั้น หนูต้องขอโทษจริงๆ นะคะ ตอนนั้นหนูไม่ทันได้คิดให้ดีเลยพลั้งมือแรงไปหน่อย หนู...”
หัวหน้าสถานีเหอรีบโบกมือปรามไม่ให้เธอพูดต่อ ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบด้วยรอยยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรเลยหนู ไม่เป็นไรจริงๆ ท่านส่งด้ามใหม่มาให้แล้วนะ แถมยังเป็นด้ามที่ท่านผู้ใหญ่ไปเลือกซื้อให้ด้วยตัวเองเลย”
หา? เรื่องมันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกัน
คำพูดนั้นทำให้ซ่งอวี้หน่วนโล่งใจเป็นปลิดทิ้ง
หัวหน้าสถานีเหอเองก็อารมณ์ดีไม่แพ้กัน เขาเดาว่ากู้หวยอันคงจะโทรศัพท์ไปเล่าเรื่องนี้ให้ปู่ของเขาฟังเป็นแน่ เพราะเพียงแค่ 3 วันหลังจากที่จับกุมหลิวจินชุ่ยได้ ปากกาหมึกซึมด้ามใหม่เอี่ยมก็ถูกส่งมาถึงมือเขาเรียบร้อย การกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้มีความหมายกับเขาอย่างมหาศาล ดังนั้นถ้าจะพูดให้ถูกแล้ว คนที่เขาควรจะขอบคุณที่สุดก็คือเสี่ยวหน่วนต่างหาก
หลังจากเดินตรวจตราจนทั่วบริเวณแล้ว หัวหน้าสถานีเหอก็กลับมาหาครอบครัวซ่งอีกครั้งพร้อมกับตำรวจอีก 2 นาย ทันทีที่เงาร่างในเครื่องแบบปรากฏตัวขึ้น กลุ่มคนที่ทำท่าทีลับๆ ล่อๆ อยู่รอบๆ ก็แตกฮือสลายตัวไปคนละทิศคนละทางในทันที
“พวกคุณจะเอาเงินไปฝากที่ธนาคารก่อน หรือจะกลับบ้านเลย” หัวหน้าสถานีเหอเอ่ยถามซ่งเหลียงด้วยสีหน้าจริงจัง เขาไม่เคยเห็นใครทำมาค้าขายได้เงินเยอะขนาดนี้มาก่อนในชีวิต และนี่ก็เป็นครั้งแรกของอำเภอหนานซานที่มีการตั้งแผงขายของในลักษณะนี้
ซ่งอวี้หน่วนรีบกระพริบตาปริบๆ พร้อมกับฉีกยิ้มหวานหยดให้หัวหน้าสถานีเหอ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่สดใสราวกระดิ่งแก้ว “พวกเราว่าจะไปธนาคารก่อนค่ะ ต้องรีบโอนเงินทุนไปคืนให้เจ้าของเขาก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวรอบหน้าเขาจะไม่ส่งของมาให้อีก”
เธอไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความว่า ‘เขา’ คือใคร และ ‘ของ’ คืออะไร
หัวหน้าสถานีเหอผู้เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดีจึงอาสาทำหน้าที่บอดี้การ์ดกิตติมศักดิ์คุ้มกันพวกเขาไปยังธนาคารด้วยตัวเอง ตอนแรกซ่งอวี้หน่วนก็คิดว่ามันออกจะดูเว่อร์วังไปหน่อย แต่พอได้เห็นกองเงินสดตรงหน้าตอนที่ช่วยกันนับ เธอก็ยอมรับแต่โดยดีว่ามันเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่สมควรได้รับการคุ้มกันจริงๆ
เมื่อไปถึงธนาคาร หัวหน้าสถานีเหอก็อำนวยความสะดวกด้วยการพาเธอและซ่งเหลียงเข้าไปยังห้องทำงานด้านหลังเพื่อทำการฝากเงินเป็นกรณีพิเศษ ส่วนย่าซ่ง ซ่งเหอ และอาสะใภ้ทั้งสองก็ยืนรออยู่ด้านนอก
การเอาเงินมาฝากไว้ในที่ปลอดภัยแบบนี้นับเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดแล้ว เพราะถ้าปล่อยไว้อาจจะมีคนอิจฉาตาร้อนจนก่อเรื่องขึ้นมาก็ได้
หลังจากจัดการธุรกรรมและพูดคุยกับหัวหน้าสถานีเหออีกเล็กน้อย ทุกคนก็ออกเดินทางอีกครั้งโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกับสถานีตำรวจเขตตะวันออก ต้องขอบคุณการมาถึงของกู้หวยอันและคดีของหลิวจินชุ่ย ที่ทำให้อัตราการเกิดอาชญากรรมในอำเภอหนานซานลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด พวกหัวขโมยวิ่งราวก็พลอยหายหน้าหายตาไปด้วย
เมื่อมาถึงห้องเช่าขนาดเล็กกะทัดรัดของซุนจินหรง ทุกคนก็เบียดเสียดกันเข้าไปข้างใน ย่าซ่งยื่นเงินจำนวน 50 หยวนให้เป็นรางวัลสำหรับความช่วยเหลือ
ซุนจินหรงถึงกับตาโตเมื่อเห็นจำนวนเงิน เธอกล่าวขอบคุณไม่หยุดปาก แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะถามว่าวันนี้พวกเขาขายของได้เงินทั้งหมดเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้น แววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและอยากได้ใคร่มีของเธอก็ปิดไม่มิดอยู่ดี
ย่าซ่งขมวดคิ้วมุ่น เตรียมจะอ้าปากเทศนาสั่งสอนลูกสะใภ้ แต่ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงพูดตัดบทขึ้นมาก่อน
“อาสะใภ้เล็กคะ ที่ทำงานของอามีหอพักให้พนักงานไหมคะ”
“มีสิ ใหญ่โตเชียวล่ะ แต่เขาจัดสรรให้เฉพาะพนักงานประจำเท่านั้นแหละ พวกพนักงานชั่วคราวอย่างเราน่ะฝันไปเถอะ” ซุนจินหรงตอบอย่างทอดอาลัย
“แปลกจัง หนูได้ยินหัวหน้าสถานีเหอพูดว่า เมื่อปีที่แล้วที่ทำงานของอามีโควต้าบรรจุพนักงานประจำด้วยนะ ท่านหัวหน้าเห็นว่าพวกอาขยันขันแข็งเลยอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษ แต่เรื่องดันไปเข้าหูอีแก่พวกลักเด็กอย่างหลิวจินชุ่ยเข้าซะก่อน สุดท้ายตำแหน่งนั้นก็เลยถูกเธอเอาไปขายกิน”
ในยุคนี้ ตำแหน่งงานสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
เพียงชั่วพริบตา ความอิจฉาริษยาในแววตาของซุนจินหรงก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นจนหน้าเขียวตาแดงก่ำ เธอระเบิดอารมณ์ด่าทออีแก่สารเลวที่ทำลายอนาคตของเธอร่วมกับเซี่ยกุ้ยหลานและเหลียนเซียงอย่างสาดเสียเทเสีย
ซ่งอวี้หน่วนลอบถอนหายใจเงียบๆ จริงๆ แล้วครอบครัวซ่งไม่จำเป็นต้องกระโจนเข้าสู่ธุรกิจนี้กันทั้งหมด แต่ดูท่าแล้วอาสะใภ้เล็กคงจะติดเบ็ดเข้าอย่างจังเสียแล้ว เอาเถอะ เรื่องนี้เธอจะไม่ขอยุ่ง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของย่าจัดการก็แล้วกัน เมื่อรู้สึกว่าอากาศในห้องเริ่มอึดอัดจนหายใจไม่ออก ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยปากขอตัวออกไปตามหาหู่จื่อแล้ววิ่งออกไปทันที
[จบบท]