บทที่ 90: ไหนว่าอยากตัดขาดกันนักไม่ใช่เหรอ
ภาพจำสุดท้ายที่ทุกคนในบ้านพักทหารมีต่อซ่งอวี้หน่วน คือเด็กสาวที่เดินจากไปพร้อมน้ำตานองหน้า
การกลับมาอีกครั้งในวันนี้ ทำให้ป้าไช่ใจคอไม่ดี กลัวเหลือเกินว่าจะได้เห็นภาพเดิมๆ ซ้ำรอย
แต่ผิดคาด ซ่งอวี้หน่วนกลับควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง
ใบหน้าของเธอไม่ได้ฉายแววเศร้า ไม่ได้ดูเย็นชาจนน่ากลัว และก็ไม่ได้ฝืนยิ้มแต่อย่างใด มันเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนจนยากจะอธิบาย แต่กลับดูดีอย่างบอกไม่ถูก
ท่าทีแบบนี้นี่แหละที่ถูกต้องที่สุด
ป้าไช่แอบถอนหายใจโล่งอก ไม่ว่าจะจริงใจหรือแค่แสร้งทำ อย่างน้อยมันก็ดูดีกว่าการร้องไห้ฟูมฟายเยอะเลย ถึงยังไงก็เป็นเด็กที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กจนโต ความเอ็นดูที่เคยมีให้ก็เป็นเรื่องจริง โดยเฉพาะตอนที่เสี่ยวหน่วนยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาที่หลุดออกมาจากภาพวาด
หญิงสูงวัยเหลือบไปมองชายหนุ่มที่ถูกแนะนำว่าเป็นอาของซ่งอวี้หน่วนอีกครั้ง ก็เห็นได้ชัดเลยว่าเขากำลังเกร็งจนตัวแข็งทื่อ ซึ่งก็ไม่แปลกใจหรอก
ณ เวลานี้ ซ่งอวี้หน่วนได้ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่นแล้ว สายตาของเธอจับจ้องไปยังบานประตูที่ปิดสนิทอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งก็คือห้องนอนของลู่เฟิงนั่นเอง
สำหรับบ้านตระกูลลู่แล้ว เจ้าของร่างเดิมคุ้นเคยทุกซอกทุกมุมเป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าเดินเข้าออกได้เหมือนเป็นบ้านของตัวเอง
ซ่งอวี้หน่วนหันไปหาแม่ของลู่เฟิง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ป้าไช่คะ หนูขอเข้าไปคุยกับลู่เฟิงสักครู่ได้ไหมคะ”
ริมฝีปากของป้าไช่ขยับเล็กน้อย จริงอยู่ที่ความสนิทสนมแบบเดิมๆ มันจางหายไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงรักษามารยาทไว้อย่างดี หญิงสูงวัยจึงพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
ซ่งอวี้หน่วนเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูห้อง ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะเบาๆ “ลู่เฟิง นี่ฉันเอง”
สิ้นเสียงของเธอ ประตูก็ถูกกระชากเปิดออกทันที
ภาพที่เห็นคือลู่เฟิงที่ยืนขวางประตูอยู่ด้วยขอบตาแดงก่ำ แผงอกของเขาสะท้อนขึ้นลงอย่างแรง ใบหน้าก็หมองคล้ำไร้ราศี ดูโดยรวมแล้วสภาพย่ำแย่สุดๆ
หญิงสาวไม่พูดอะไรสักคำ ก่อนจะเดินสวนเข้าไปในห้องนอนของเขาหน้าตาเฉย โดยที่ประตูห้องยังคงเปิดอ้าไว้อย่างนั้น
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นตึงเครียดขึ้นมาทันที พ่อแม่ของลู่เฟิงและซ่งเหนียนต่างนั่งเงียบ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ มีเพียงแม่บ้านที่นำชาและขนมออกมาเสิร์ฟแขกตามหน้าที่
ซ่งเหนียนกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบแก้กระหาย เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะทำตามคำกำชับของหลานสาวตัวดีที่บอกให้ทำตัวนิ่งๆ สงบๆ เข้าไว้ เพราะถ้าเผลออ้าปากพูดเมื่อไหร่ล่ะก็ ความประหม่าที่ซ่อนอยู่ได้หลุดออกมาแน่
ก็แหม...สถานที่หรูหราอลังการแบบนี้ ตลอดชีวิตของเขาเพิ่งจะเคยเหยียบเข้ามาเป็นครั้งแรก ก่อนมาถึงยังนึกภาพไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่ามันจะใหญ่โตขนาดไหน
เสียงแหบพร่าของเด็กหนุ่มที่เรียกชื่อหลานสาวของเขายังคงดังก้องอยู่ในหู โชคยังดีที่ประตูห้องไม่ได้ปิดสนิท ทำให้พอจะได้ยินเสียงคนคุยกันแว่วๆ ออกมาบ้าง แต่ก็เบาจนจับใจความไม่ได้
ภายในห้อง ซ่งอวี้หน่วนเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ ขณะที่ลู่เฟิงทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่ แต่ดูจากสภาพแล้วคงไม่มีใครแตะต้องมันเลยสักนิด
ลู่เฟิงจ้องมองเธอด้วยดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะเค้นเสียงถามอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ไหน... ไหนเธอบอกว่าอยากจะตัดขาดกับฉันไม่ใช่เหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แล้วทำไมคุณต้องอดข้าวประท้วงด้วยล่ะ”
“ฉันคิดว่า... ปัญหามันน่าจะมาจากทางบ้านฉัน ที่คุณพูดแบบนั้นออกมา ก็คงเพราะโดนบังคับใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองใบหน้าของลู่เฟิงที่ผอมตอบและซูบซีดกว่าครั้งล่าสุดที่เจอกันมากแล้วก็ได้แต่สงสัย ในนิยายต้นฉบับ พระรองคนนี้ดูไม่เห็นจะดื้อด้านหัวรั้นขนาดนี้เลยนี่
ลู่เฟิงดูอ่อนแรงเต็มทน เขาพูดเสียงแผ่วเบา “ขอโทษนะ ฉันผิดเอง ฉันไม่ควรลากเธอให้ต้องลำบากมาถึงที่นี่”
ซ่งอวี้หน่วนลอบกลอกตามองบนในใจ ‘แหม พ่อหนุ่ม...นายนี่มันสุดยอดนักกดดันจริงๆ เลยนะ กดดันทั้งพ่อแม่ตัวเอง แล้วยังจะมากดดันอดีตคู่หมั้นอย่างฉันอีก ไม่ใช่ว่าอยากให้ฉันมาที่นี่หรอกเหรอไง จัดให้แล้วไงล่ะ’
“ลู่เฟิง คุณรู้ตัวไหมว่าการทำแบบนี้ อาจจะยิ่งทำให้พ่อแม่ของคุณมองฉันแย่ลงไปอีก”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังดึงดันพูดต่อ “แต่... แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา ขอแค่พวกท่านยอมตกลง เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังได้ อีกอย่าง พ่อกับแม่ฉันก็ชอบเธอจะตายไป แล้วไอ้เรื่องคุณหนูตัวจริงตัวปลอมอะไรนั่นน่ะ มันไร้สาระสิ้นดี”
“ไร้สาระตรงไหน ก็เห็นใครๆ เขาก็พูดกันแบบนี้ทั้งนั้น” ซ่งอวี้หน่วนถามกลับอย่างใจเย็น
ลู่เฟิงดูจะตื่นเต้นขึ้นมาทันที ใบหน้าของเขาแดงก่ำ แถมยังไอออกมาติดๆ กันหลายครั้ง “เธอ... ถึงเธอจะเป็นตัวปลอม แล้วยังไงล่ะ ฉินซือฉีคนนั้นก็เป็นตัวปลอมเหมือนกันไม่ใช่หรือไง เธอก็ไม่ได้เป็นลูกสาวแท้ๆ ของบ้านตระกูลซ่งสักหน่อย มันจะต่างกันตรงไหน”
ซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย “คุณไปหาโจ๊กกินรองท้องก่อนดีไหม ฉันกลัวว่าเราจะคุยกันไม่ทันจบเรื่อง จะหน้ามืดล้มพับไปซะก่อน”
ลู่เฟิงนิ่งอึ้งไป ก่อนจะพึมพำอย่างหมดอาลัยตายอยาก “แต่ฉันยังทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จเลยนะ”
“แล้วถ้าคุณมัวแต่อดข้าวประท้วงจนป่วยหนักต้องหามส่งโรงพยาบาลจริงๆ ถึงตอนนั้นต่อให้คนที่บ้านยอมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง แล้วมันจะมีความหมายอะไรขึ้นมาล่ะ”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเธอ กลับทำให้ลู่เฟิงยอมตกลงที่จะกินข้าวแต่โดยดี
ในความคิดของลู่เฟิง เขารู้สึกว่าตัวเองกำชัยชนะก้าวแรกไว้ในมือแล้ว แค่การที่เสี่ยวหน่วนยอมมาหาเขาถึงบ้าน ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีเกินพอ
ซ่งอวี้หน่วนยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง เอ่ยปากบอกกับคนที่อยู่ข้างนอกว่า “ป้าไช่คะ ลู่เฟิงยอมกินข้าวแล้ว แต่เขาอดมาหลายวัน รบกวนทำโจ๊กให้เขาก่อนดีกว่าค่ะ”
พ่อแม่ของลู่เฟิงเองก็รู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก แต่การที่ลูกชายยอมกินข้าวก็ถือเป็นเรื่องดีอย่างที่สุด หากเขายังดื้อดึงอดอาหารประท้วงต่อไป ร่างกายต้องพังแน่ๆ
ถึงอย่างนั้น ลึกๆ แล้วป้าไช่กลับรู้สึกขุ่นเคืองใจไม่น้อย การที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนยอมอดข้าวอดน้ำเป็นตายเท่ากันเพื่อผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้คนเป็นแม่เจ็บปวดใจจนพูดไม่ออก แต่เธอก็ทำได้เพียงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ ก่อนจะยกถ้วยโจ๊กข้าวหอมกรุ่นเข้าไปในห้องนอนของลูกชายด้วยตัวเอง
ขณะที่เรื่องราวกำลังวุ่นวาย ความคิดของซ่งอวี้หน่วนกลับลอยไปไกลถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ที่นั่น...ฉู่จื่อโจวกำลังทำงานอย่างแข็งขัน การปรับปรุงนาข้าวคืบหน้าไปกว่า 9 ส่วนแล้ว ได้ยินมาว่าหลังวันแรงงานก็จะเริ่มปักดำ
โดยใช้ต้นกล้าจากฐานเพาะปลูกข้าว เป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ปีละครั้ง ไม่รู้ว่าผลผลิตจะออกมาเป็นอย่างไร ตอนนี้คนในหมู่บ้านกำลังเร่งเสริมความแข็งแกร่งให้คันดินริมแม่น้ำเท่าที่เธอเคยไปสำรวจดู หากเกิดน้ำท่วมขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไร สรุปคือช่วงนี้ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอวุ่นวายกันสุดๆ ซึ่งก็ไม่ต่างจากเธอที่ก็ยุ่งหัวหมุนเหมือนกัน
ป้าไช่รู้ดีว่าไม่ควรรบกวนจึงเดินเลี่ยงออกมาจากห้องอย่างเงียบๆ
ทางด้านห้องนั่งเล่น ซ่งเหนียนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ
พ่อของลู่เฟิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบชวนคุย “ดื่มชาก่อนเถอะครับ ปล่อยให้เด็กๆ เขาคุยกันไป… เฮ้อ” จากนั้นเพื่อทำลายความอึดอัด เขาก็เริ่มชวนซ่งเหนียนคุยสัพเพเหระเกี่ยวกับเรื่องราวในอำเภอหนานซาน
เอาจริงๆ แล้ว ซ่งเหนียนรู้สึกใจเต้นรัวไม่เป็นส่ำ บารมีและวิธีการพูดของชายคนนี้แตกต่างจากหัวหน้าโรงงานของเขาลิบลับ แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าตำแหน่งใหญ่โตกว่ากันเยอะ และบทสนทนานี่เองที่ทำให้เขารู้ว่าลู่เฟิงคือลูกชายคนเล็กของบ้าน
มิน่าล่ะ... ถึงได้ถูกตามใจขนาดนี้ คนโบราณมักจะพูดกันว่า ‘ฮ่องเต้รักลูกชายคนโต ชาวบ้านโปรดปรานลูกคนเล็ก’ ดูท่าจะเป็นเรื่องจริง
ตัดภาพกลับมาที่ห้องนอนของลู่เฟิง หลังจากที่เขากินโจ๊กไปได้เกือบหมดถ้วย ซ่งอวี้หน่วนก็ส่งสัญญาณให้เขาวางช้อน
ลู่เฟิงทำตามอย่างว่าง่ายผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกไม่สบายใจก็เริ่มก่อตัวขึ้นในอก เสี่ยวหน่วนที่อยู่ตรงหน้ายังคงเป็นคนเดิม แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าเธอดูห่างเหินและแปลกหน้าขึ้นทุกที
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่คาดไม่ถึง “ถ้าเกิดว่าหลังจากฉันกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านแล้วจู่ๆ ก็หายตัวไป คุณจะตามหาฉันไหม”
ลู่เฟิงถึงกับนิ่งอึ้งไป ก่อนจะตอบกลับอย่างร้อนรน “แน่นอนสิ ฉันต้องไปตามหาเธออยู่แล้ว แต่… นี่… นี่เธอหมายความว่ายังไงกัน”
ซ่งอวี้หน่วนเงียบงัน ดวงตาของเธอฉายแววเหลือเชื่ออย่างสุดขีด
เมื่อครู่นี้เอง… เสียงในหัวของเธอก็ดังขึ้น แจ้งเตือนว่าเนื้อเรื่องในนิยายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ตามเนื้อเรื่องเดิม โศกนาฏกรรมของครอบครัวซ่งเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน นั่นหมายความว่าตอนที่ลู่เฟิงตัดสินใจไปตามหาเธอที่หมู่บ้าน ครอบครัวของเธอก็ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว
ชาวบ้านลือกันว่าผู้ใหญ่บ้านซ่งก่อคดีร้ายแรงจนต้องฆ่าตัวตายหนีความผิด สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวต่างก็พากันหลบหนีกระจัดกระจาย ทิ้งไว้เพียงบ้านที่ว่างเปล่า
เขาจึงไม่พบซ่งอวี้หน่วน
ในเวลานั้น ซ่งอวี้หน่วนและซ่งถิง อาหญิงของเธอ ได้เดินทางไปยังอำเภอข้างเคียงเพื่อขอความช่วยเหลือจากสหายเก่าคนหนึ่งที่ปู่ซ่งเคยมีบุญคุณด้วย แต่โชคไม่ดีที่เมื่อไปถึงกลับถูกลูกสะใภ้ของชายคนนั้นไล่ออกมาอย่างไร้เยื่อใย เพียงเพราะสามีของเธอเอาแต่ลอบมองความงามของพวกเธอสองอาหลาน
ขณะที่ทั้งคู่กำลังสิ้นหวังไร้หนทางนั่นเอง หลิวจินชุ่ยก็ปรากฏตัวขึ้น เธอแสร้งทำทีเป็นมาเยี่ยมญาติ แต่แท้จริงแล้วตั้งใจมาหาพวกเธอโดยเฉพาะ ซึ่งคนที่ชี้ช่องให้ก็คือย่าหวังนั่นเอง
ย่าหวังที่วิ่งเต้นเป็นธุระให้ทุกอย่าง ก็เพราะได้รับคำบอกใบ้แบบอ้อมๆ มาจากหลินฉิงว่าสองอาหลานตระกูลซ่งหลบซ่อนตัวอยู่ที่อำเภอข้างเคียง ย่าหวังจึงรีบนำข่าวเรื่องรูปโฉมอันงดงามของทั้งคู่ไปแจ้งแก่หลิวจินชุ่ยทันที
สุดท้าย พวกเธอก็ถูกแยกกันขาย
เดิมที ซ่งอวี้หน่วนเกือบจะถูกขายไปที่เมืองทางใต้ แต่เมื่อพวกค้ามนุษย์สืบรู้ว่าเธอเติบโตในบ้านพักของเมืองหลวง จึงเปลี่ยนใจส่งเธอไปขายยังหมู่บ้านบนภูเขาอันห่างไกลและทุรกันดารแทน
ส่วนซ่งถิงนั้นโชคร้ายยิ่งกว่า เธอถูกยาพิษจนกลายเป็นใบ้ และถูกจับแต่งงานกับชายโฉดในหมู่บ้านป่าเถื่อนแถบนั้น
แม้จะบอกว่าผู้หญิงไม่ควรทำร้ายกันเอง แต่คนชั่ว...ก็คือคนชั่ว ไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม
ซ่งอวี้หน่วนกำหมัดแน่น… หลินฉิง… ในใจของผู้หญิงคนนี้ก็มีปีศาจร้ายซ่อนอยู่เช่นกัน
[จบบท]