บทที่ 91: ขู่ฉันเหรอ
ซ่งอวี้หน่วนพยายามควบคุมอารมณ์ให้สงบลง เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นมันหนักอึ้งเกินกว่าจะไประบายให้ใครฟังได้
ทั้งเรื่องของย่าหวังที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าถูกคุมขังอยู่ที่ไหน ไหนจะเรื่องของหลิวจินชุ่ยที่ได้ยินมาว่าถูกจับตัวได้ที่เมืองหลวง แม้จะไม่มีช่องทางให้สืบรู้ความจริง แต่เธอก็เดาได้ไม่ยากว่าจุดจบของคนพวกนั้นคงหนีไม่พ้นโทษประหารชีวิต
เมื่อจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว เธอจึงหันไปพูดกับลู่เฟิงด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว “ฉันเชื่อนะคะว่าความรู้สึกที่คุณมีให้ฉันในตอนนี้เป็นของจริง และก็เชื่อด้วยว่าถึงคุณจะรู้ว่าฉันเป็นแค่คนบ้านนอก คุณก็ยังไม่อยากถอนหมั้น”
แววตาของลู่เฟิงเป็นประกายขึ้นมาทันที ใช่แล้ว นี่แหละคือสิ่งที่เขาคิด เสี่ยวหน่วนเข้าใจเขาไม่ผิด ดีจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนเผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แต่แววตากลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ความจริงก็คือ แม้เขาจะรักเธอ แต่พอรู้ว่าครอบครัวซ่งอาจพัวพันกับคดีร้ายแรง เขาก็เกิดความกลัวขึ้นมาทันที
หลังจากทำทีเป็นออกตามหาเธอพอเป็นพิธี เขาก็รีบกลับเมืองหลวงและไม่เคยติดต่อมาอีกเลย
หลังจากนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็กลายเป็นเพียงความทรงจำอันงดงามที่เขาไม่อาจลืมเลือน เป็นดั่งแสงจันทร์สีขาวนวลที่ส่องสว่างในใจ และกลายเป็นต้นเหตุให้เขาใช้เป็นข้ออ้างในการทะเลาะกับฉินซือฉีอยู่เสมอ
ช่างเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะสิ้นดี
“เสี่ยวหน่วน เราจะยังกลับมาคบกันได้ใช่ไหม” ลู่เฟิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวัง
ซ่งอวี้หน่วนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำตอบที่ชัดเจน
“ไม่ เราจะไม่มีวันได้อยู่ด้วยกันอีก”
ลู่เฟิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างเหมือนถูกสาป
“เสี่ยวหน่วน นี่เธอล้อฉันเล่นใช่ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนปั้นสีหน้าจริงจังแทนรอยยิ้มก่อนหน้า “ลู่เฟิง ตั้งแต่วินาทีที่ฉันก้าวเท้าออกจากบ้านพักทหาร ฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าฉันไม่ได้รักคุณอีกต่อไปแล้ว
“ฉันไม่อยากใช้ชีวิตร่วมกับคุณ เรื่องแต่งงานยิ่งเป็นไปไม่ได้ ต่อให้พ่อแม่ของคุณจะยอมรับก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้”
“เพราะปัญหาตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่พวกท่าน แต่อยู่ที่ตัวฉันเอง เลิกพยายามทำอะไรเพื่อฉันได้แล้ว มันจะยิ่งทำให้ฉันมองว่าคุณดูเป็นเด็กและน่าขำ”
ลู่เฟิงเบิกตากว้าง จ้องมองซ่งอวี้หน่วนราวกับเธอเป็นคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากจะเสียเวลาพูดอะไรอีก เพราะเธอรู้ดีว่าสำหรับเด็กหนุ่มที่ยึดมั่นในความคิดของตัวเองแบบนี้ ไม่ว่าเธอจะอธิบายอย่างไร เขาก็จะตีความเข้าข้างตัวเองอยู่ดี
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเลือกที่จะพูดในสิ่งที่ควรพูดออกไป “ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนขยันและมีความทะเยอทะยาน ตั้งใจพักรักษาตัวให้หายดีแล้วรีบกลับไปเรียนซะ ไม่อย่างนั้นถ้าโดนไล่ออกจากโรงเรียนขึ้นมา คงโดนเพื่อนๆ หัวเราะเยาะไม่เว้นแต่ละวัน”
“และที่สำคัญ ต่อไปนี้อย่ามายุ่งกับฉันอีก ฉันไม่อยากให้ใครมานินทาว่าเรายังตัดกันไม่ขาด มันจะทำให้ฉันเสียหาย เราต่างคนต่างเดินไปบนเส้นทางของตัวเองเถอะ แบบนั้นจะดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย”
พูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็หมุนตัวเดินจากไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
ใบหน้าของลู่เฟิงซีดเผือด สมองของเขาขาวโพลนไปหมด กว่าจะดึงสติกลับมาแล้ววิ่งตามออกไป ร่างของเธอก็ลับหายไปแล้ว
เขากลับมาถึงบ้านด้วยท่าทางเหม่อลอย พ่อของเขากับป้าไช่มองหน้ากันอย่างจนปัญญา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา เพราะรู้ดีว่าไม่ว่าจะพูดอะไรในตอนนี้ก็คงไม่มีประโยชน์
ทันใดนั้น ลู่เฟิงก็หัวเราะเยาะตัวเองออกมา “ก็แค่เด็กสาวบ้านนอก ครอบครัวก็ยากจน อยู่ในบ้านหลังคาฟางผุพัง กล้าดียังไงมาดูถูกผม เธอเอาอะไรมาคู่ควรกับผม”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับผู้เป็นพ่อและแม่ “พ่อครับแม่ครับ ผมขอโทษที่ทำให้ต้องเป็นห่วง ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้อีกแล้ว”
ทั้งสองคนยังคงงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขา กว่าจะตั้งสติได้ก็พบว่าลูกชายดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องอยู่ดี
แต่เมื่อคิดดูอีกที ก็ตัดสินใจว่าจะไม่ซักไซ้อะไรอีก ลูกชายยังอายุน้อย เดี๋ยวเวลาผ่านไปก็คงลืมเรื่องราวเหล่านี้ไปเอง
ซ่งอวี้หน่วน และซ่งเหนียนอาเล็กของเธอพากันเดินออกจากบริเวณบ้านพักทหารโดยที่พ่อแม่ของฉินซือฉีไม่ได้ออกมาพบเจอเลยแม้แต่น้อย ซึ่งซ่งเหนียนเองก็รู้สึกโล่งใจอยู่ลึกๆ เพราะหากต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร
ในขณะเดียวกัน ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ซ่งเหลียงมีสีหน้าเคร่งเครียด จริงๆ แล้วเขาอยากจะเดินทางไปเป็นเพื่อนลูกสาวใจจะขาด
ย่าซ่งที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยปากสั่งสอน “แกจะไปทำอะไรได้ ทั้งแกและกุ้ยหลานไปก็ไม่เหมาะสมทั้งนั้น พอเจอกันแล้วจะทำยังไง จะขอบคุณเขาที่เลี้ยงลูกสาวแกมาอย่างดี หรือจะขอโทษเขาที่ทำให้ลูกสาวเขาต้องมาตกระกำลำบากในบ้านนอกของเรา ขนาดฉันกับพ่อแกจะไปยังไม่เหมาะเลย”
“เสี่ยวหน่วนฉลาดกว่าแกตั้งเยอะ ถึงได้ให้น้องชายแกไปด้วยยังไงล่ะ”
“แล้วก็อีกเรื่องนะ เสี่ยวหน่วนบอกว่าผ้าพวกนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว คอยฟังข่าวให้ดีล่ะ แล้วก็รีบไปจัดการเรื่องรถม้ากับพ่อแกให้เรียบร้อย จะได้เตรียมไปขนของได้ทัน”
“ไม่ต้องห่วงครับแม่ ผมไปยืมรถบรรทุกจากคอมมูนมาแล้ว ผมเคยคุยกับหัวหน้าคอมมูนหวงไว้ก่อนหน้านี้ ท่านตกลงให้ยืมครับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ย่าซ่งก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าลูกชายของเธอนั้นช่างโชคดีเสียจริง แค่เอ่ยปากขอยืมของก็ได้มาง่ายดายขนาดนี้ เป็นการพิสูจน์อีกครั้งว่าเสี่ยวหน่วนคือตัวนำโชคของบ้านเราจริงๆ
แต่ในขณะเดียวกัน ตัวนำโชคของบ้านตระกูลซ่งกลับถูกฉินซือฉีเดินเข้ามาขวางทางไว้
ฉินซือฉีส่งยิ้มหวานให้กับซ่งเหนียนแล้วเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “คุณอาซ่งคะ หนูขอคุยกับซ่งอวี้หน่วนสักสองสามคำได้ไหมคะ”
ยังไม่ทันที่ซ่งเหนียนจะได้เอ่ยปากตอบ ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “อาคะ ไม่เป็นไรค่ะ อารอหนูแป๊บนึงนะคะ”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองต้องการความเป็นส่วนตัว ซ่งเหนียนจึงขยับตัวออกไปรอในระยะที่ห่างพอสมควร
ทันทีที่ลับตาคน ฉินซือฉีก็จ้องเขม็งมาที่ซ่งอวี้หน่วนพร้อมกับแค่นหัวเราะ “ซ่งอวี้หน่วน เธอพาซ่งหมิงเซิ่งมาด้วยสินะ”
คิ้วเรียวของซ่งอวี้หน่วนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ข่าวคราวช่างแพร่สะพัดรวดเร็วจริงๆ ขนาดเรื่องนี้ยังรู้มาถึงหูของฉินซือฉีได้
เธอเลือกที่จะนิ่งเงียบ ปล่อยให้ฉินซือฉีเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน
“ฉันจะไม่อ้อมค้อมแล้วกันนะ ซ่งหมิงเซิ่งมีความสามารถพิเศษอะไร ในฐานะที่เคยเป็นพี่สาวของเขามาก่อน ฉันย่อมรู้ดีที่สุด เอาแบบนี้แล้วกัน พรุ่งนี้เราไปที่ถนนวัดเก่าด้วยกัน ให้หมิงเซิ่งช่วยฉันหาของดีๆ สัก 3 ชิ้นก็พอ แล้วเรื่องราวทั้งหมดระหว่างเราถือว่าจบกัน”
ซ่งอวี้หน่วนกำหมัดแน่น เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ไม่มีผิด ที่แท้ก็มาไม้เดียวกันกับลู่เฟิง
เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “แล้วถ้าฉันไม่ตกลงล่ะ”
ฉินซือฉีหัวเราะเยาะ “ไม่ตกลงก็ไม่เป็นไร แต่ฉันจะป่าวประกาศความสามารถพิเศษของน้องชายเธอให้คนทั้งโลกรู้ ถ้าเธอไม่อยากเจอกับปัญหาที่จะตามมาไม่สิ้นสุด ก็ควรจะตกลงซะ”
“นี่เธอกำลังขู่ฉันเหรอ”
“ฉันไม่กล้าขู่เธอหรอก ก็แค่มาขอความช่วยเหลือ”
“งั้นฉันก็ขอปฏิเสธ” ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับทันควันก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินจากไป
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายก็แล้วกัน!” ฉินซือฉีตะโกนไล่หลังเสียงดัง
ฝีเท้าของซ่งอวี้หน่วนหยุดชะงัก เธอหันไปทางอาของเธอแล้วพูดว่า “อาคะ พอดีหนูมีเรื่องต้องไปจัดการกับฉินซือฉีนิดหน่อย อาช่วยไปรอหนูที่บ้านพักรับรองก่อนได้ไหมคะ ตึกสีขาว 3 ชั้นที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อายังจำได้ใช่ไหมคะ”
ซ่งเหนียนมองเด็กสาวทั้งสองสลับไปมาด้วยความไม่เข้าใจ “อารู้ว่าบ้านพักรับรองอยู่ไหน แต่ว่าพวกเธอสองคนจะมีเรื่องอะไรให้ต้องไปจัดการกันอีก เรื่องที่สลับตัวกันมันก็เป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ตอนนี้ต่างก็กลับมาอยู่ในที่ของตัวเองแล้ว อย่างมากก็แค่ไม่ต้องไปมาหาสู่กันก็สิ้นเรื่อง ยังจะมีเรื่องอะไรค้างคาใจกันอีก”
ซ่งอวี้หน่วน “... อาคะ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยจริงๆ ค่ะ อาไปรอที่บ้านพักรับรองก่อนนะคะ หนูเป็นห่วงหมิงเซิ่ง ไม่อยากให้เขาอยู่คนเดียว”
เมื่อเห็นหลานสาวยืนกรานอย่างหนักแน่น ซ่งเหนียนจึงจำใจต้องยอมทำตาม
ฉินซือฉีขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามว่าซ่งอวี้หน่วนคิดจะทำอะไร เธอก็ถูกอีกฝ่ายกระชากแขนอย่างแรงให้เดินตามเข้าไปในบริเวณบ้านพัก
เรี่ยวแรงของซ่งอวี้หน่วนนั้นมหาศาลจนฉินซือฉีที่ไม่ได้เตรียมตัวถึงกับถลาไปข้างหน้าราวกับกำลังวิ่ง ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาเลิกงานพอดี ทำให้ภายในบริเวณบ้านพักเริ่มมีผู้คนเดินผ่านไปมามากขึ้น
ซ่งอวี้หน่วนเดินลิ่วไปข้างหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยโดยไม่สนใจสายตาของใคร ลากฉินซือฉีที่ยังคงงุนงงให้มุ่งหน้าไปยังตึกหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล
เมื่อมาถึงใต้ตึก ซ่งอวี้หน่วนก็หยุดเดินแล้วตะโกนเรียกเสียงดังลั่น “คุณลุงฉิน คุณป้าฉินคะ หนูรู้ว่าพวกท่านอยู่ในบ้าน ออกมาคุยกันหน่อยได้ไหมคะ ลูกสาวของพวกท่านกำลังข่มขู่หนูอยู่ พวกท่านจะจัดการเรื่องนี้ยังไงคะ”
สีหน้าของฉินซือฉีซีดเผือด จ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยความตกตะลึงอย่างสุดขีด
ซ่งอวี้หน่วนหันกลับมาจ้องฉินซือฉีด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะเอ่ยทีละคำชัดๆ “ฉินซือฉี มานี่สิ ไหนลองพูดคำขู่ที่เธอพูดกับฉันเมื่อกี้อีกสักครั้งสิ พูดดังๆ ให้ทุกคนได้ยินไปเลย!”
[จบบท]