บทที่ 97: เริ่มมีใจ
แม้โควต้าพนักงานประจำที่อาเล็กได้รับอาจจะเป็นตำแหน่งที่ถูกคัดสรรมาจากโรงงานไม้ แต่การที่ผู้อำนวยการต้วนเต็มใจมอบโอกาสนี้ให้กับอาเล็กและอาสะใภ้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความยุติธรรมของเขาได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณสมบัติของอาเล็กเอง เขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลายและมีความสามารถในการทำงานโดดเด่นเหนือใครในกลุ่มกรรมกรชั่วคราว จนกลายเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบให้กับพนักงานประจำคนอื่นๆ
แม้บางคนอาจจะมองด้วยความดูถูก แต่เพื่อนร่วมงานในแผนกเดียวกันต่างก็ชื่นชมในตัวเขา
เพราะไม่ว่ายุคสมัยใด คนที่ทำงานเก่งแต่ไม่เคยโอ้อวดหรือชิงดีชิงเด่นย่อมเป็นที่รักของทุกคนอยู่แล้ว
แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีหรือไม่ ก็คงต้องขึ้นอยู่กับโชคของอาเล็กด้วย เพราะในการทำงาน โชคก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถเช่นกัน
หลังจากอาเล็กเดินทางไปรายงานตัวที่หน่วยงานด้วยความเบิกบานใจ ซ่งอวี้หน่วนก็พาน้องชายของเธอไปยังบ้านของผู้เฒ่าจี้ทันที เธอตั้งใจนำของขวัญที่ซื้อมาจากเมืองหลวงมาฝากจี้อิ๋งอิ๋ง มันคือชุดกระโปรงลายดอกไม้แสนสวยที่เธอเลือกซื้อมาจากร้านค้าสินค้าต่างประเทศ
ช่วงนี้ผู้เฒ่าจี้ค่อนข้างมีเวลาว่าง ที่บ้านเพิ่งติดตั้งโทรศัพท์ อีกทั้งผู้อำนวยการจวงก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนแทบไม่ขาดสาย มิหนำซ้ำยังมีสมาชิกใหม่มาอาสาช่วยทำงานจิปาถะเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง
ชายคนนั้นเป็นศิษย์ของผู้เฒ่าจี้เมื่อครั้งอดีต อายุอานามไล่เลี่ยกับจี้ซินอี๋ เขายังคงเป็นโสดมาจนถึงทุกวันนี้
ย้อนกลับไปในตอนนั้น หลังจากถูกอาจารย์ขับไล่ เขาก็ระหกระเหินไปยังดินแดนทุรกันดารทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยหัวใจที่แหลกสลาย แต่ด้วยทักษะการแพทย์อันยอดเยี่ยม เขาได้ช่วยชีวิตคนสำคัญคนหนึ่งไว้ ซึ่งคนผู้นั้นก็ได้คอยดูแลเขาเป็นอย่างดีจนกระทั่งเขาได้กลับเข้ามาในเมืองอีกครั้ง
ทันทีที่กลับมา ครอบครัวก็แจ้งข่าวดีว่าอาจารย์ของเขาได้กลับมาแล้ว และยังตามหาลูกสาวที่พลัดพรากพบแล้วด้วย แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าทำไมเธอถึงสูญเสียความทรงจำไป แต่ตอนนี้เธอกำลังพักอยู่ที่อำเภอหนานซาน เพื่อรอให้หลานชายเรียนจบภาคการเรียนนี้เสียก่อน
เมื่อได้ทราบข่าว ‘เสี่ยวตี๋จื่อ’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเขาที่มีแซ่ว่า ‘ตี๋’ ก็รีบมุ่งหน้ามายังอำเภอหนานซานทันที
เขาแนะนำให้ซ่งอวี้หน่วนเรียกเขาว่าอาเล็ก
“แต่หนูมีอาเล็กอยู่แล้วนะคะ เดี๋ยวจะเรียกสับสนกันพอดี” ซ่งอวี้หน่วนบอกอย่างลำบากใจ
“อืม งั้น เรียกอาว่าอาตี๋ก็ได้นะ”
นับตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่ซ่งอวี้หน่วนและหมิงเซิ่งมาเยี่ยมบ้านผู้เฒ่าจี้ ก็จะมี ‘อาตี๋’ เพิ่มมาอีกคน
ผู้เฒ่าจี้เล่าให้ซ่งอวี้หน่วนฟังว่าผ้าที่สั่งไว้มาถึงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และซ่งเหลียง พ่อของเธอก็ได้ยืมรถบรรทุกคันใหญ่มาขนกลับไปเรียบร้อยแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนจึงหยิบชุดกระโปรงที่เตรียมไว้ออกมาให้จี้อิ๋งอิ๋งลอง ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของเธอ ชุดนั้นจึงเข้ากับเด็กหญิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
วันนี้จี้ซินอี๋ไม่อยู่บ้าน ซ่งอวี้หน่วนจึงช่วยแต่งตัวให้เด็กหญิงจนเธอดูราวกับเจ้าหญิงองค์น้อย
เมื่อเด็กทั้งสองกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานในห้อง ซ่งอวี้หน่วนก็ปลีกตัวไปพูดคุยกับผู้เฒ่าจี้ เธอเล่าว่าได้พบกับกู้หวยอันที่เมืองหลวงด้วย
ผู้เฒ่าจี้เหลือบมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาที่เปี่ยมความหมาย ในใจครุ่นคิดว่า ‘หวยอัน’ ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งลูกรักของสวรรค์ หลานชายสายตรงสุดที่รักของผู้เฒ่ากู้ ทั้งยังเป็นคนหนุ่มที่สูงส่งและสง่างาม คงจะเริ่มมีใจให้กับเสี่ยวหน่วนเข้าให้แล้ว
ทว่าเขาทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ เพราะเด็กสาวอย่างซ่งอวี้หน่วนก็ดูไม่ใช่คนธรรมดาที่จะถูกกักขังอยู่ในที่แคบๆ อย่างแน่นอน
แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่คนแก่อย่างเขายังคงไม่เข้าใจนัก บนโลกใบนี้จะมีความรักใคร่ชอบพอที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผลได้อย่างไร มันต้องมีที่มาที่ไปสิ
ขณะที่ผู้เฒ่าจี้กำลังหาวิธีเลียบๆ เคียงๆ ถาม ซ่งอวี้หน่วนกลับขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขา “คุณปู่จี้ บอกหนูตามตรงนะคะ รอบนี้หนูจะได้รางวัลเท่าไหร่กันแน่”
คำถามนั้นทำให้ผู้เฒ่าจี้รู้สึกว่าตัวเองคงคิดมากเกินไปจริงๆ
เขาจึงย้อนถามกลับไป “หวยอันไม่ได้บอกหนูหรือ”
“หนูถามแล้วค่ะ แต่เขาบอกว่าไม่รู้”
“เรื่องนั้นปู่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน ปู่บอกผู้อำนวยการเฝิงไปว่าปู่ไปปักกิ่งไม่ได้ ให้เขามอบเงินรางวัลผ่านหวยอันน่าจะสะดวกกว่า”
ซ่งอวี้หน่วนเบ้ปากเล็กน้อย เอาเถอะ แค่ไม่ต้องควักเนื้อตัวเองก็พอแล้ว
ทันใดนั้น เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ พลางเหลือบมองคุณอาตี๋ที่กำลังสาละวนอยู่กับงานในสวน แล้วจึงลดเสียงลงถามไม่ให้ใครได้ยิน
“คุณปู่จี้คะ บอกความจริงหนูมาเถอะค่ะ สรุปแล้วคุณปู่กับศิษย์พี่หญิงคนนั้นของปู่มีความสัมพันธ์คลุมเครือกันจริงๆ หรือเปล่าคะ”
อันที่จริงผู้เฒ่าจี้ยังคงครุ่นคิดเรื่องของกู้หวยอันอยู่ เขาเห็นได้ชัดว่าเด็กสาวตรงหน้ายังไม่เข้าใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเธอจะใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นกล้าถามคำถามเช่นนี้กับเขา
นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาฟื้นคืนความทรงจำ เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเธอสามารถจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้หมดยกเว้นเพียงเรื่องเดียว นั่นคือเรื่องของ ‘เว่ยชิงเหมย’ ศิษย์พี่หญิงในอดีต ซึ่งปัจจุบันคือภรรยาของบุตรชายคนโตแห่งตระกูลเฉียนในจิ่วเฉิง
เธอไม่ใช่ภรรยาคนแรก แต่แต่งเข้ามาทีหลัง หลังจากภรรยาคนเก่าเสียชีวิตไปได้ครึ่งปี ตระกูลเฉียนก็รับเธอเข้ามาเป็นสะใภ้ เว่ยชิงเหมยเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์อย่างยิ่ง หลังจากเข้าไปอยู่ในตระกูลเฉียน เธอก็ช่วยดูแลสุขภาพของทุกคนในบ้านจนเป็นที่รักใคร่ของคนทั้งตระกูล
เว่ยชิงเหมยเป็นศิษย์คนที่สี่ของผู้เฒ่าจี้ แม้จะมาเข้าสำนักตอนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เธอก็ขยันหมั่นเพียรและเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก เขาจึงตั้งใจสั่งสอนวิชาความรู้ให้เธออย่างเต็มที่ เป็นความสัมพันธ์ฉันอาจารย์กับศิษย์ผู้ใหญ่
แต่ใครจะคาดคิดว่าเธอจะแอบมีใจให้เขา ถึงขั้นมาสารภาพรัก โชคยังดีที่เรื่องนี้ไม่มีใครล่วงรู้
เขาจึงโมโหจนเผลอดุด่าเธอไปชุดใหญ่ ว่าเธอช่างหน้ามืดตามัวเสียจริง ตอนนั้นเขากำลังหัวหมุนวุ่นวายอยู่กับการตามหาลูกสาวที่หายตัวไป ทั้งสุขภาพของภรรยาก็ทรุดโทรมลงกะทันหัน ต่อมาไม่นานภรรยาก็จากไป เขาจึงตัดสินใจยุบสำนัก ไล่ศิษย์ทุกคนไปให้พ้นทาง แล้วลาออกจากตำแหน่งทั้งหมดเพื่อออกเดินทางจากปักกิ่งไปตามหาลูกสาวเพียงลำพัง
และในที่สุด เขาก็ได้พบเธอที่อำเภอหนานซานแห่งนี้ แน่นอนว่าเขาต้องขอบคุณเด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเด็กแสบคนนี้จะสามารถถามคำถามที่ไร้สาระได้ทุกเรื่องเหมือนน้องทึ่มๆ ของเธอ!
ผู้เฒ่าจี้ถึงกับเบิกตากว้าง ตบโต๊ะดังปัง!
“นี่เธอว่างมากนักหรือไงหา! ซ่งอวี้หน่วน! ฟังให้ดีนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปกลับไปตั้งใจทบทวนบทเรียนซะ ห้ามออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหนอีก ปู่จะรอดูผลการเรียนของเธอ ถ้ายังไม่ดีขึ้นล่ะก็ ปู่จะจับเธอย้ายไปเรียนชั้นประถม เริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ต้นเลยคอยดู! เอาล่ะ ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว รีบพาน้องชายเธอกลับไปได้แล้วไป!”
ซ่งอวี้หน่วนเบ้ปากอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าจี้ออกปากไล่อย่างจริงจัง เธอจึงต้องเรียกน้องชายเพื่อกลับบ้านแต่โดยดี
ก่อนจะก้าวออกจากประตู ผู้เฒ่าจี้ก็ยังอุตส่าห์ยัดสมุดแบบคัดลายมือใส่มือเธออีกหลายเล่ม พร้อมกำชับเสียงเข้มให้เธอตั้งใจฝึกฝน อย่ามัวแต่เที่ยวเตร็ดเตร่ไปทั่ว
ซ่งอวี้หน่วนรับคำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะจูงมือน้องชายเดินออกจากบ้านของผู้เฒ่าจี้ไป
เธอหันกลับไปมองรอบๆ บริเวณนั้นอีกครั้ง ที่นี่ทำเลดีมาก แถมยังอยู่ใกล้กับโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งอีกด้วย
ชักอยากจะซื้อบ้านแถวนี้ไว้สักหลังแล้วสิ ดูเหมือนเงินรางวัลที่กำลังจะได้ก็น่าจะพอดี
แต่เอาเถอะ เรื่องนี้ยังไม่รีบร้อน
ซ่งอวี้หน่วนพาน้องชายเดินพ้นซอยซงซู่ออกมา และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าอาเล็กของเธอยืนรออยู่ที่ปากซอย
“คุณอาคะ วันนี้ไม่ได้ไปทำงานเหรอ”
“อาไปมาแล้ว เอาของไปให้ผู้อำนวยการเรียบร้อยแล้วด้วย ท่านชมว่าอาทำได้ดีมาก แล้วก็ให้หยุดพัก 1 วัน แต่สั่งให้ไปพบท่านก่อนเริ่มงานพรุ่งนี้” ซ่งเหนียนเล่าจบก็ถามต่ออย่างไม่แน่ใจนัก
“เสี่ยวหน่วน ช่วยอาวิเคราะห์หน่อยสิ ว่าที่ผู้อำนวยการพูดแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกันแน่”
ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้าเบาๆ “หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
ซ่งเหนียนหัวเราะแห้งๆ แต่ในใจก็รู้สึกว่าอย่างน้อยนี่คงไม่ใช่ข่าวร้าย
เขาอุ้มหมิงเซิ่งขึ้นไปนั่งบนคานด้านหน้าของจักรยาน ซ่งอวี้หน่วนเห็นดังนั้นก็วิ่งตามไปสองสามก้าว ก่อนจะกระโดดขึ้นซ้อนท้ายได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
จักรยานคันหนึ่งจึงบรรทุกสองพี่น้องกลับสู่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ โดยที่แฮนด์จักรยานยังมีกระเป๋าใบเล็กแขวนอยู่ ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็กอดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวของซึ่งเธอซื้อมาจากเมืองหลวง
ซ่งเหนียนดูจะคุ้นเคยกับการขี่จักรยานแบบนี้เป็นอย่างดี เขาขี่ได้อย่างมั่นคงและนิ่งมาก ไม่โคลงเคลงแม้แต่น้อย
กระเป๋าใบเล็กนั้นบรรจุของฝากสำหรับพ่อกับแม่ของเขา ซึ่งเขาไม่กล้าซื้อมามากนัก เพราะรู้ดีว่าถ้าซื้อมาเยอะจะต้องโดนพ่อตำหนิว่าใช้เงินฟุ่มเฟือยเป็นแน่ พ่อของเขามักจะพูดเสมอว่า ‘สุดท้ายก็เงินเราเองนั่นแหละ’
เมื่อซ่งเหลียงเห็นซ่งอวี้หน่วนกลับมาถึงบ้าน เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาโบกมือเรียกซ่งเหนียนให้นั่งลงพูดคุยกัน ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็รีบบอกพ่อว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร
ทางด้านย่าซ่งกับเซี่ยกุ้ยหลานต่างก็ดึงตัวซ่งอวี้หน่วนเข้าไปสำรวจดูรอบๆ ด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากมาย ก่อนจะรีบเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็น ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็หยิบหนังสือและของใช้ส่วนตัวออกจากกระเป๋า แล้วส่งของที่เหลือทั้งหมดให้ย่าของเธอเป็นคนจัดการแบ่งปันให้คนอื่นๆ ต่อไป
[จบบท]