บทที่ 99: สนใจหาลำไพ่พิเศษไหม
ซ่งอวี้หน่วนกับจ้าวลี่ตกลงนัดแนะกันเรียบร้อยผ่านสายโทรศัพท์ ก่อนที่ทั้งคู่จะวางหูไป
เมื่อคุยจบ ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ลืมที่จะหยิบเงิน 1 หยวนไปวางไว้ตรงที่หนีบกระดาษข้างโทรศัพท์ พร้อมกับเขียนชื่อตัวเองกำกับไว้เป็นหลักฐานว่าเธอจ่ายค่าโทรแล้วเรียบร้อย ไม่ได้ใช้ของหลวงฟรีๆ เพราะค่าโทรศัพท์ในยุคนี้น่ะแพงหูฉี่เลยทีเดียว
ฉู่จื่อโจวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้เอ่ยปากว่าอะไร แต่ดูจากสภาพแล้ว เหมือนวิญญาณจะลอยออกจากร่างไปไกล แววตาดูเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวา ไม่เหมือนคนเดิมที่เคยกระตือรือร้นเมื่อตอนมาถึงใหม่ๆ
ก็แน่ล่ะสิ พื้นเพเดิมเป็นถึงคุณชายเพลย์บอย ที่ยอมระเห็จตัวเองมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในถิ่นทุรกันดารอย่างหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้ ก็คงเพราะอยากจะหลบเรื่องวุ่นวายอะไรสักอย่าง ประกอบกับจังหวะที่กู้หวยอันกำลังมีแผนจะเข้าหาเธอพอดี ทุกอย่างเลยลงล็อกไปหมด
ต้องยอมรับว่าทิศทางการทำงานของเขานั้นมาถูกทางจริงๆ ทุกโครงการที่เขาผลักดันล้วนไปได้สวย แม้ปีนี้จะเจอภัยแล้ง แต่ดูจากทรงแล้ว หมู่บ้านน่าจะเอาตัวรอดไปได้สบายๆ
แต่ดูเหมือนว่าไฟแห่งความท้าทายของฉู่จื่อโจวจะมอดดับลงไปแล้ว ตอนนี้เขาเลยดูเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากยังไงยังงั้น
บ้านของเขาอยู่ที่ปักกิ่ง เมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในประเทศ ถึงจะเป็นช่วงปี 80 ก็เถอะ แต่มันจะเอามาเทียบกับหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอที่แสนจะกันดารและยากจนนี่ได้ยังไงกัน
ซ่งอวี้หน่วนสังเกตเห็นท่าทีของเขาก็เลยจ้องมองอยู่นาน จนฉู่จื่อโจวรู้สึกตัวแล้วหันมาถามอย่างงงๆ "โทรศัพท์เสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ มีอะไรอีกหรือเปล่า"
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที "ผู้ใหญ่บ้านฉู่ สนใจหาลำไพ่พิเศษทำบ้างไหมคะ"
ฉู่จื่อโจวขมวดคิ้วมองอย่างไม่ไว้ใจ "จะให้ทำที่คาดผมกับกระเป๋าขายน่ะเหรอ"
"ไม่ใช่ๆ ค่ะ ผ้าเรามีไม่พอทำของพวกนั้นหรอก แต่ฉันแค่อยากจะลองสมมติดู" ซ่งอวี้หน่วนรีบโบกมือปฏิเสธ
"สมมติว่าอะไร"
"ก็สมมติว่า... ถ้าเราสานหมวกไว้ใส่กันแดดหน้าร้อนได้สัก 1,000 ใบ มีทั้งแบบของผู้ชายและผู้หญิง คุณพอจะหาทางขายมันออกไปได้ไหมคะ"
คำถามของเธอทำให้ฉู่จื่อโจวถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
"มาที่บ้านฉันสิคะ เดี๋ยวให้ดูของตัวอย่าง" ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยชวน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคนี้ หมวกสานเป็นไอเทมยอดฮิตประจำฤดูร้อน ไม่ว่าจะคนเมืองหรือคนบ้านนอกก็นิยมใส่กันทั้งนั้น ถ้าลองไปเปิดดูพวกหนังสือภาพประชาสัมพันธ์เก่าๆ สมัยยุค 80 ก็จะเห็นภาพคนใส่หมวกสานกันให้เกลื่อน หรือจะเรียกให้หรูหน่อยว่าหมวกกันแดดก็ได้
แม้ว่าตอนนี้ฉู่จื่อโจวจะว่างจนแทบจะนับมดเดินได้ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกสนใจข้อเสนอของเธอเลยสักนิด ถึงตอนนี้จะมีเลขาธิการพรรคมาช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยหน่ายยิ่งกว่าเดิม เป็นความเหนื่อยที่กัดกินทั้งร่างกายและจิตใจ
บางทีการกลับไปเผชิญหน้ากับพายุอารมณ์ของที่บ้าน อาจจะยังดีเสียกว่าการต้องทนเบื่ออยู่ในหมู่บ้านที่ไม่มีแม้แต่สหกรณ์การค้าและการตลาดแห่งนี้
เขาเบื่อจนจะบ้าตายอยู่แล้ว
ถึงแต่ละวันจะมีงานให้ทำยุ่งวุ่นวาย แต่มันก็เป็นแค่งานเดิมๆ ที่หมดความน่าตื่นเต้นไปนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะติดว่ายังมีซ่งถิงเป็นเหตุผลให้ต้องอยู่ต่อ ป่านนี้เขาคงเผ่นกลับปักกิ่งไปตั้งนานแล้ว
แต่ความคิดแบบนี้เขาไม่กล้าแพร่งพรายให้ใครรู้แม้แต่คนเดียว แค่คิดในใจยังไม่กล้าเลย
นับตั้งแต่งานแสดงครั้งนั้นที่ได้เจอกัน จนป่านนี้เขากับเธอก็แทบไม่ได้เจอกันอีกเลย จะมีก็แค่ครั้งเดียวที่บังเอิญเจอกันบนถนนในอำเภอ ตอนนั้นแทนที่จะได้คุยกันดีๆ เขาดันประหม่าจนลิ้นพันกัน พูดออกมาได้แค่ "อ่า.. สหายซ่ง อ่า.. ลาก่อน!" ทำตัวเปิ่นๆ เหมือนเก้งโง่ไม่มีผิด
ยังดีที่เขาเป็นพวกเก็บอาการเก่ง ใบหน้านิ่งเฉยจนไม่มีใครอ่านความคิดในใจออก ไม่อย่างนั้นคงได้อับอายขายขี้หน้าประชาชีไปแล้ว
อนาคตระหว่างเขากับซ่งถิงดูช่างเลือนรางและริบหรี่เสียเหลือเกิน เพราะเส้นทางชีวิตของทั้งคู่แทบไม่มีวันมาบรรจบกันได้เลย ตั้งแต่วันนั้นเธอก็ไม่เคยกลับมาที่บ้านอีกเลย แล้วต่อให้เธอกลับมาจริงๆ เขาจะทำอะไรได้ล่ะ
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขารู้สึกสิ้นหวังและหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าไม่ติดว่ายังจำเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของปู่ ตอนที่เขาประกาศกร้าวว่าจะขอปักหลักสร้างเนื้อสร้างตัวที่นี่เพื่อพัฒนาชีวิตของชาวบ้านให้ดีขึ้นได้ ป่านนี้เขาคงเก็บกระเป๋าหนีกลับปักกิ่งไปแล้ว... เรื่องแบบนี้เขากล้าทำจริงๆ นะ
แม้ใจจะไม่อยากไปดูหมวกสานอะไรนั่นเลยสักนิด แต่ก็ไม่อยากหักหน้าซ่งอวี้หน่วน... อย่าถามนะว่าทำไมถึงไม่อยากหักหน้า ถ้าจะให้ตอบ ก็คงต้องตอบว่าเกรงใจกู้หวยอันนั่นแหละ
ที่ทำการกองพลน้อยกับบ้านตระกูลซ่งอยู่ห่างกันแค่เดินไม่กี่ก้าว
ก่อนจะออกเดินทาง ฉู่จื่อโจวก็ไม่ลืมที่จะหันไปบอกปู่ซุนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร "คุณลุงครับ ผมไปธุระแป๊บเดียวนะครับ ถ้าหิวก็ลงมือก่อนได้เลย เสร็จงานแล้วก็กลับบ้านได้เลยไม่ต้องรอ"
"ได้เลยๆ ผู้ใหญ่บ้านฉู่ไปทำธุระก่อนเถอะ" ปู่ซุนตอบรับอย่างกระตือรือร้น พร้อมทั้งส่งยิ้มใจดีมาให้ซ่งอวี้หน่วน
ความจริงแล้วปู่ซุนก็ฝากท้องไว้ที่นี่เหมือนกัน แต่เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ซ่งเหลียง พ่อของซ่งอวี้หน่วน ที่เคยแอบไปกระซิบแนะนำปู่ซุนไว้อย่างนุ่มนวลว่า "คนเมืองเขากินอยู่ไม่เหมือนเรานะลุง เรื่องอื่นช่างมัน แต่เรื่องความสะอาดต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วก็ปล่อยให้เขากินของเขาไปคนเดียวเงียบๆ เถอะ อย่าไปนั่งซดน้ำแกงเสียงดังโฮกฮากให้เขาลำบากใจ ถึงพ่อหนุ่มฉู่จะดูคุยง่าย แต่ยังไงเขาก็เป็นเด็กเมือง เขาไม่กล้าติเราหรอก แต่เราก็ควรให้เวลาเขาปรับตัวหน่อย"
ซ่งเหลียงอธิบายได้ละมุนละม่อมมาก และปู่ซุนก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยคู่นี้จึงราบรื่นดีเยี่ยม
ระหว่างทางที่เดินไปยังบ้านตระกูลซ่ง จู่ๆ ฉู่จื่อโจวก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เอ่อ... คือว่า... ต่อไปนี้เวลาอยู่ต่อหน้ากู้หวยอันน่ะ เธอช่วยเลิกเรียกฉันว่า 'อาฉู่' ได้ไหม"
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน รีบถามกลับอย่างไม่เข้าใจ "อ้าว! ก็วันนั้นคุณเป็นคนสั่งให้พวกเราเรียกแบบนี้ต่อหน้าเขาเองไม่ใช่เหรอคะ แล้วไหงมาเปลี่ยนใจซะล่ะ"
พูดไม่ทันขาดคำ เธอก็ทำตาโต ขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับกระซิบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เกิดอะไรขึ้นคะ เขาไปพูดอะไรใส่หูคุณมาหรือเปล่า"
ฉู่จื่อโจวเหลือบมองเด็กสาวข้างๆ ด้วยหางตา ให้ตายเถอะ ขนาดเติบโตมาในเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง เขายังไม่เคยเจอเด็กที่ไหนเจ้าเล่ห์แสนรู้เท่านี้มาก่อนเลย เวลาคุยด้วยต้องคอยระวังคำพูดทุกฝีก้าว
"ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละน่า!" เขาปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยแล้วหันมาเทศนาเธอแทน "เด็กอย่างเธอน่ะ วันๆ ไม่คิดจะเรียนหนังสือ เอาแต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว คิดจะทำอะไรกันแน่"
ซ่งอวี้หน่วนเบ้ปากอย่างหมั่นไส้ ไม่ว่าใครต่อใครก็ชอบเอาเรื่องเรียนมาอ้างกับเธออยู่เรื่อย
"ทำไมต้องยกเรื่องเรียนของฉันมาพูดตลอดด้วยล่ะคะ"
"ก็เธอยังเด็ก ไม่ให้เรียนหนังสือแล้วจะให้ไปทำอะไร หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเล็กแค่นี้ จะมีเวทีไหนให้เธอได้ปล่อยของกัน"
"ใครว่าไม่เรียน นี่ก็กำลังทบทวนบทเรียนอยู่นะคะ พอถึงเดือนกันยายนก็จะได้ไปเรียนมัธยมปลายแล้ว"
เถียงกันไปมาไม่นานก็ถึงบ้านตระกูลซ่ง
ซ่งอวี้หน่วนตะโกนเรียกปู่ซ่งให้เอาหมวกสานฝีมือตัวเองออกมาอวดโฉมให้ผู้ใหญ่บ้านฉู่ได้ยลเป็นขวัญตาหน่อย
ปู่ซ่งไม่รอช้า รีบวิ่งแจ้นเข้าไปในห้องเก็บของ แล้วหยิบหมวกสาน 2 ใบที่แขวนโชว์อยู่บนผนังออกมา เป็นหมวกสานใบใหม่เอี่ยมอ่องที่ยังไม่เคยผ่านการใช้งาน ต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการสานก็ประณีตสวยงามไม่เบาเลยทีเดียว
ซ่งอวี้หน่วนหยิบหมวกใบเล็กขึ้นมาลองสวม ก่อนจะหันไปหาฉู่จื่อโจวแล้วเริ่มนำเสนอแผนธุรกิจ "ผู้ใหญ่บ้านลองคิดดูสิคะ ถ้าเราเอาผ้าไหมมาผูกเป็นโบว์ตกแต่งเข้าไปอีกหน่อย มันจะสวยขึ้นขนาดไหน จริงสิ ที่ปักกิ่งน่าจะมีของแบบนี้ขายอยู่ใช่ไหมคะ พอจะรู้ราคาไหมว่าเขาขายกันใบละเท่าไหร่"
ฉู่จื่อโจวพิจารณาหมวกในมือ มันสวยจริงๆ นั่นแหละ "ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้ามีโบว์ด้วยล่ะก็ ใบหนึ่งน่าจะเกิน 1 หยวน"
คำตอบของเขาทำเอาปู่ซ่งถึงกับลมหายใจสะดุด "แพงขนาดนั้นเชียว! เป็นไปได้ยังไง"
นี่มันเรื่องเหลือเชื่อชัดๆ สมัยก่อนที่เขาเช่ารถม้าไปตัดฟืนมาขายทั้งวัน หักค่าเช่ารถแล้วยังเหลือกำไรแค่หยวนเดียว แต่นี่อะไรกัน หมวกแบบนี้ แค่วันเดียวเขาก็สานเล่นๆ ได้ตั้ง 7-8 ใบแล้ว!
ซ่งอวี้หน่วนถอดหมวกออกจากศีรษะแล้วยื่นให้ฉู่จื่อโจว "ในหมู่บ้านเรามีคนสานหมวกเป็นเยอะแยะไปค่ะ วัตถุดิบก็มีอยู่เกลื่อนกลาดแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ที่แพงที่สุดก็คือค่าแรงฝีมือของเรานี่แหละค่ะ"
ฉู่จื่อโจวรับหมวกมาพลิกดูในมือ สีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ซ่งอวี้หน่วนเห็นว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้วจึงรีบร่ายมนตร์เกลี้ยกล่อมต่อ "ถึงหมู่บ้านเราจะใช้ระบบแบ่งที่ดินทำกินแล้ว แต่ก็ยังมีแรงงานเหลือๆ อยู่เยอะเลยนะคะ ถ้าธุรกิจเสริมตัวนี้ไปได้สวย หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอของเราพลิกชีวิตได้เลยนะคะ แล้วผลงานของคุณก็จะโดดเด่นเป็นสง่า!"
"เรื่องสานหมวกน่ะไม่ยากหรอกค่ะ ที่ยากคือจะเอาไปขายที่ไหน แต่คุณมีเส้นสาย มีคนใหญ่คนโตพร้อมหนุนหลังอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ฤดูร้อนก็ใกล้เข้ามาทุกที เป็นโอกาสทองที่เราจะหารายได้เสริมเข้าหมู่บ้าน ทำได้แน่นอนอยู่แล้วค่ะ"
ฉู่จื่อโจวจ้องมองใบหน้าเล็กๆ ที่ฉายแววฉลาดหลักแหลมของซ่งอวี้หน่วน เขายอมรับอย่างหมดใจเลยว่า... เด็กคนนี้หัวการค้าจริงๆ
[จบบท]