บทที่ 143: มิตรภาพ
หลี่หลงไม่คาดคิดมาก่อนเลยสักนิด การมานั่งตั้งแผงขายปลาในวันนี้จะทำให้มีคนสามารถจดจำเขาได้
"พ่อหนุ่ม เธอคือคนที่มานั่งขายปลาแช่แข็งตรงนี้เมื่อช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาใช่ไหม"
หลี่หลงทอดสายตามองดูผู้หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาส่งยิ้มบางๆ ให้กับเธอด้วยความเป็นมิตร
"พี่สาว ฤดูหนาวที่ผ่านมาผมเคยมาขายปลาตรงบริเวณนี้จริงๆ ครับ"
"ฉันก็คิดเอาไว้แล้วเชียว ฉันรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเธอมาก ปลาของเธอคุณภาพดีมากจริงๆ ตอนนั้นฉันซื้อกลับไปทำอาหาร 1 ตัว เพื่อนบ้านของฉันยังพูดค่อนขอดอีกปลาตัวนี้ต้องไม่สดอย่างแน่นอน ผลลัพธ์กลับกลายเป็นหลังจากน้ำแข็งละลาย ปลาตัวนั้นก็คุณภาพดีและเนื้อหวานอร่อยจริงๆ วันนี้ปลาของเธอก็ดูท่าทางจะคุณภาพดีมากเช่นเดียวกัน เอาล่ะ ชั่งปลาจี้ให้ฉันในราคา 2 หยวนก็แล้วกัน"
"ตกลงครับ ผมจะชั่งให้ได้น้ำหนักเยอะๆ เลยครับ" หลี่หลงส่งยิ้มกว้างขวาง "พี่สาวเป็นลูกค้าประจำของผมแล้ว ผมจะแถมให้พี่สาวอีก 1 ตัว ปลาพวกนี้ผมเพิ่งจับมาได้เมื่อช่วงเช้าตรู่วันนี้ มันยังว่ายน้ำมีชีวิตอยู่ เอากลับไปต้มซุปได้เลย รสชาติเนื้อปลาสดใหม่มากครับ"
หลี่หลงตระเตรียมหญ้าจีจี๋เอาไว้จำนวนหนึ่ง หลังจากนำไปชุบน้ำจนเปียกชุ่มมันก็มีความเหนียวทนทานอย่างเต็มเปี่ยม เขาเห็นพี่สาวคนนี้ไม่ได้พกพาภาชนะสำหรับใส่ปลามาด้วย เขาจึงนำเส้นหญ้าจีจี๋มาร้อยปลาเข้าด้วยกัน ม้วนทำเป็นรูปวงกลมสำหรับใช้หิ้วและยื่นส่งไปให้เธออย่างระมัดระวัง
"พ่อหนุ่มทำการค้าขายเก่งมาก วันพรุ่งนี้ฉันจะแวะมาอุดหนุนอีกครั้ง"
พี่สาวคนนี้หิ้วปลาเดินจากไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ กลุ่มคนที่ยืนล้อมวงดูเหตุการณ์อยู่รอบด้านเริ่มขยับตัวเข้ามาให้เขาชั่งน้ำหนักปลา
บางคนเริ่มเอ่ยปากสอบถามถึงแหล่งที่มาของปลา เมื่อหลี่หลงบอกกล่าวเป็นปลาป่าที่จับมาจากต้าไห่จื่อ คนที่รู้เรื่องราวและคุ้นเคยกับสถานที่ในกลุ่มคนก็เริ่มทำหน้าที่ให้ความรู้
"ฉันรู้จักสถานที่แห่งนั้น เดิมทีมันคือพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ตามธรรมชาติ มีต้นอ้อเจริญเติบโตอยู่เต็มไปหมด ยุงก็เยอะมากด้วย แต่ปลาที่นั่นคุณภาพดีจริงๆ เธอเปิดตาดูปลาจี้พวกนี้สิ ส่วนหัวและส่วนหางมีสีเหลืองทองเจือปน สวยงามมากใช่ไหมล่ะ ปลาจี้ในอ่างเก็บน้ำทั่วไปมักจะมีสีเทาขาว ไม่สวยงามเท่านี้และรสชาติก็ไม่อร่อยเท่านี้ด้วย พ่อหนุ่ม ชั่งให้ฉัน 2 หยวน ไม่สิ เอามา 3 หยวนเลย"
เมื่อมีผู้เชี่ยวชาญช่วยเป็นธุระแนะนำให้ความรู้อย่างละเอียด ผลลัพธ์ก็คือปลาจี้จำนวนเกือบ 30 กิโลกรัมที่หลี่หลงนำมาขายก็ร่อยหรอลงจนเหลือเพียงปลาตัวเล็ก 10 กว่าตัวภายในระยะเวลาไม่ถึง 20 นาที พลังชีวิตของปลาจี้ช่างทนทานแข็งแกร่ง ปลาตัวเล็ก 10 กว่าตัวที่หลงเหลืออยู่ยังคงแหวกว่ายอย่างร่าเริงอยู่ในน้ำอันน้อยนิดภายในกะละมัง
หลังจากลูกค้าบางคนสังเกตเห็นปลาจี้ตัวไม่ใหญ่และมีจำนวนหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก สายตาของพวกเขาก็หันไปจับจ้องปลาเหลียนฮื้อและปลาอู๋เต้าเฮยภายในกะละมังแทน
ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มีความรู้เรื่องปลาค่อนข้างมาก ปลาที่เหลืออยู่เป็นตัวสุดท้ายคือปลาเหลียนฮื้อ เนื้อของปลาเหลียนฮื้อมีความละเอียดอ่อน ความจริงหากรู้จักวิธีปรุงรสให้ดีก็จะมีรสชาติอร่อยมาก เพียงแต่มันมีก้างเล็กก้างน้อยเยอะเกินไป คนจำนวนมากจึงไม่ต้องการเลือกซื้อมันไปทำอาหาร
เวลาล่วงเลยผ่านไป 1 ชั่วโมงกว่า ภายในกระเป๋าเสื้อของหลี่หลงมีเงินเก็บไว้ถึง 49 หยวน เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ ดวงอาทิตย์ลอยตัวสูงขึ้นมามากแล้ว ภายในกะละมังทั้ง 2 ใบยังคงเหลือปลาจี้ตัวเล็กอีก 7 ถึง 8 ตัวและปลาเหลียนฮื้อน้ำหนัก 700 ถึง 800 กรัมอยู่อีก 1 ตัว
เขากวาดสายตามองดูผู้คนรอบด้าน เมื่อเห็นไม่มีใครต้องการซื้อปลาอีก เขาจึงตัดสินใจนำปลาในกะละมังทั้ง 2 ใบเทรวมกันลงในกะละมังใบเดียวพร้อมกับน้ำที่สกปรกขุ่นมัว เขายกถือกะละมังเดินตรงไปที่ริมคูน้ำข้างถนนและเททิ้งลงไป
จังหวะที่เขายืดตัวขึ้นยืนตรง เขาสัมผัสได้ถึงสายลมสายหนึ่งพัดกระแทกเข้ามาที่ใบหน้า หลังจากนั้นเขามองเห็นคน 3 คนพุ่งตัวกระโจนลงไปในคูน้ำ พวกเขาแย่งกันเก็บปลาเหล่านั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
คนที่สามารถเก็บปลาเหลียนฮื้อไปได้คือผู้ชายวัยกลางคนสวมชุดจงซาน ท่าทางภายนอกดูดีมีฐานะ เขาส่งยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจกับผลงานของตัวเอง หลังจากนั้นเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลี่หลงพอดี
รอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างไป
หลี่หลงจดจำได้อย่างเลือนราง ผู้ชายคนนี้ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มคนที่ล้อมวงดูอยู่ก่อนหน้านี้ เพียงแต่เขาไม่ได้หยิบเงินออกมาซื้อปลาเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
หลี่หลงหันหน้าหนีด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก เขาพับถุงปุ๋ยยูเรียเก็บให้เรียบร้อย นำกะละมังมาซ้อนทับกันและวางลงบนเบาะหลังของรถจักรยาน หลังจากนั้นเขาใช้ตัวหนีบหนีบเอาไว้ให้แน่นหนา เขาเข็นรถจักรยานเดินตรงเข้าไปในบริเวณถนนสายเก่า
เขาจดจำได้ลางๆ ภายในถนนสายเก่าดูเหมือนจะมีร้านชานมเปิดให้บริการอยู่ เขาทำงานเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งช่วงเช้า เขาต้องหาของอร่อยให้รางวัลกับกระเพาะอาหารของตัวเองเสียหน่อย
เขาสั่งชานม 1 ชามและหนาง 1 แผ่น เถ้าแก่ชาวอุยกูร์ส่งเสียงทักทายด้วยภาษาจีนกลางสำเนียงเหอหนานของแท้
"สหาย ต้องการแผ่นฟองนมด้วยไหม"
"ต้องการครับ" หลี่หลงยิ้มกว้าง "ขอเยอะๆ หน่อยนะครับ"
"เธอดื่มชานมใส่แผ่นฟองนมจนชินแล้วใช่ไหม ดีมาก ดีมาก เอ้า หนางแผ่นนี้เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ จากเตาเลย"
"หนางแผ่นนี้รสชาติดีมาก ไม่มีหนางร้อนๆ แผ่นไหนถูกนำกลับไปถึงบ้านแบบสมบูรณ์ได้จริงๆ" หลี่หลงส่งยิ้มพร้อมกับรับแผ่นหนางมาถือไว้ เขาหักแบ่งออกเป็นหลายชิ้นและวางลงในจาน เขาหยิบขึ้นมา 1 ชิ้นและกัดกินเข้าไป 1 คำ
"เธอนี่ ยอดเยี่ยมมาก พูดจาได้ดีมาก" เถ้าแก่ชาวชนเผ่าท้องถิ่นส่งยิ้ม "กินเป็นเสียด้วย"
หลี่หลงรู้ดีเถ้าแก่กำลังเอ่ยถึงความเคยชินในการหักหนางแบ่งกินของเขา เรื่องนี้เขาเรียนรู้มาจากฮาหลีมู่ การกินหนางต้องหักแบ่งกันกิน ไม่กินคนเดียว หากมีใครต้องการก็แบ่งปันให้ 1 ชิ้น นี่คือความมีน้ำใจและเป็นนิสัยที่ดีงาม
ชานมร้อนกรุ่น 1 ชามถูกยกมาเสิร์ฟ ด้านบนมีแผ่นฟองนมหนาเตอะลอยปกคลุมอยู่ 1 ชั้น กลิ่นหอมหวานลอยเตะจมูกเมื่อสูดดม
ความจริงแล้วแผ่นฟองนมคือชั้นไขมันที่จับตัวกันอยู่ด้านบนในระหว่างขั้นตอนการต้มน้ำนมวัว มันถูกมองว่าเป็นส่วนที่ล้ำค่าและอุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุดของน้ำนมวัว แต่เนื่องจากมันคือไขมันล้วนๆ คนบางคนจึงอาจดื่มไม่คุ้นชิน
หลังจากดื่มชานมและกินหนางจนหมดเกลี้ยง หลี่หลงลุกขึ้นยืนจ่ายเงินและเดินจากไป ชานมราคา 1 เหมา 2 เฟิน หนางราคา 2 เหมา ราคาไม่แพงเลยจริงๆ
เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ ผู้คนในบริเวณถนนสายเก่าเริ่มพลุกพล่านมากขึ้น คนที่เดินทางมาขึ้นรถโดยสารตรงนี้ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น หลี่หลงหลบหลีกผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างระมัดระวัง เขาปั่นรถจักรยานมุ่งหน้าไปทางตัวเมืองอำเภอโดยมีแสงแดดอบอุ่นส่องกระทบใบหน้า
เมื่อเดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้าตัวเมืองอำเภอ หลี่หลงลงจากรถและคล้องกุญแจล็อกอย่างแน่นหนา เขาเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายวิทยุด้วยความตื่นเต้น เขามองเห็นวิทยุ 3 เครื่องยังคงวางโชว์อยู่บนตู้กระจก เขายื่นส่งเงินและคูปองไปให้ ระหว่างรอพนักงานขายนำวิทยุมาให้ เขาตรวจสอบสินค้าพร้อมกับตั้งคำถามเพื่อความแน่ใจ
"สหาย วิทยุรุ่นนี้พวกคุณยังมีสินค้าเหลืออยู่ใช่ไหมครับ"
"ยังมีอยู่ค่ะ" พนักงานขายมองออกเขาคือคนที่เคยมาซื้อวิทยุก่อนหน้านี้ "ในโกดังยังมีสินค้าเหลืออยู่อีกจำนวนหนึ่งค่ะ"
"แบบนั้นก็ดีเลยครับ" หลี่หลงส่งยิ้ม "วันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ผมจะแวะมาดูอีกครั้ง"
พนักงานขายส่งยิ้มต้อนรับให้หลี่หลง
"ยินดีต้อนรับเสมอค่ะ แวะมาได้ตลอดเวลาเลยนะคะ"
พนักงานขายคนนี้เป็นเด็กสาวอายุราว 20 ปี เธอถักผมเปียเส้นใหญ่ 2 ข้าง ใบหน้ากลมเกลี้ยง รูปร่างหน้าตาดูน่ารักและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
หลี่หลงซื้อถ่านไฟฉายขนาดเบอร์ 1 จำนวน 2 กล่องรวม 20 ก้อนจากเธอ เขาใช้เชือกฝ้ายมัดรวมกับกล่องวิทยุเข้าด้วยกันเพื่อความสะดวกในการหิ้วถือกลับบ้าน
หลังจากหลี่หลงเดินจากไป พี่หวังจากอีกเคาน์เตอร์หนึ่งส่งเสียงพูดหยอกล้อ
"แหม เสี่ยวหลิว ผู้ชายคนนี้คือใครกัน ทำไมเธอถึงได้ให้บริการด้วยความกระตือรือร้นขนาดนี้"
"พี่หวัง คุณกำลังพูดเรื่องอะไรคะ ฉันไม่รู้จักผู้ชายคนนี้เลยสักนิด"
"ไม่รู้จักอย่างนั้นหรือ ฉันเห็นเธอไม่เคยทำตัวสุภาพอ่อนน้อมกับชายหนุ่มคนไหนขนาดนี้มาก่อน เขาเป็นแฟนของเธอใช่ไหมล่ะ"
"พี่หวังอย่าพูดจาเหลวไหลสิคะ ฉันไม่รู้จักเขาจริงๆ"
"ไม่รู้จักจริงๆ อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นครั้งหน้าเขาแวะมา ฉันจะลองสืบถามประวัติเขาดูสักหน่อย ฉันเห็นเขาปั่นรถจักรยานมา ฐานะทางครอบครัวของเขาต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน"
เสี่ยวหลิวนิ่งเงียบไม่ส่งเสียงพูดโต้ตอบ เธอเห็นหลี่หลงแวะมาซื้อของที่นี่มากกว่า 1 ครั้งแล้ว ทั้งรถจักรยาน จักรเย็บผ้า อาหาร เสื้อผ้า รองเท้าและสิ่งของอื่นๆ ช่วง 2 วันมานี้เขายังมาซื้อวิทยุราคาแพงไปอีก 2 เครื่อง
คนแบบนี้หากฐานะทางครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย ก็มีความเป็นไปได้เขาจะเป็นพ่อค้าคนกลางที่รับซื้อและนำไปขายต่อทำกำไร แต่เสี่ยวหลิวรู้สึกหลี่หลงไม่น่าจะใช่คนประเภทหลัง
หลี่หลงปั่นรถจักรยานมาถึงบ้านพักหลังใหญ่ เขานำวิทยุเข้าไปเก็บไว้ด้านใน เขาทำการตรวจสอบความเรียบร้อยอีก 1 รอบ หลังจากมั่นใจไม่มีใครแอบเดินตามมา เขาจึงคล้องกุญแจล็อกประตูและปั่นรถจักรยานมุ่งหน้าไปที่ตลาดเช้า
เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้ แผงลอยในตลาดเช้าเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้าน เขาเดินวนดู 1 รอบก็ยังไม่พบคนขายลูกหมู เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับ
เมื่อเดินทางมาถึงโรงเรียนมัธยมของตำบล หลี่หลงชะลอความเร็วของรถจักรยานลง เขามองผ่านแนวป่าไม้เข้าไปและเห็นหอพักของกู้เสี่ยวเสียได้อย่างเลือนราง ดูเหมือนประตูห้องพักจะเปิดแง้มอยู่
ภายในใจของเขากำลังคิดเขาจะได้เห็นเงาร่างของอีกฝ่ายหรือไม่ จังหวะเวลานั้นเอง มีคนส่งเสียงเรียกชื่อเขาจากทางด้านหน้า
"หลี่หลง"
หลี่หลงยิ้มรับเมื่อได้ยินน้ำเสียงสดใสกังวาน บริเวณประตูโรงเรียนทางด้านหน้า กู้เสี่ยวเสียกำลังยืนตรงสง่างามรอคอยเขาอยู่ตรงนั้น
ฤดูกาลเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เสื้อกันหนาวบุนวมตัวหนาเทอะทะถูกเปลี่ยนออก รูปร่างของกู้เสี่ยวเสียดูโปร่งบางราวกับกิ่งหลิวที่กำลังผลิใบสดชื่น หลี่หลงปั่นรถจักรยานมุ่งหน้าไปหาเธอพร้อมกับใช้ความคิดในใจ เธอยังดูผอมบางเกินไปสักหน่อย มีเนื้อมีหนังขึ้นมาอีกสักนิดถึงจะดูดี
เมื่อรถจักรยานปั่นมาจอดสนิทอยู่ตรงหน้าของกู้เสี่ยวเสีย เธอส่งเสียงทักทาย
"ฉันเดาเอาไว้เวลาป่านนี้เธอคงจะใกล้เดินทางกลับมาถึงแล้ว"
เธอขยับมือขวาที่ไพล่หลังอยู่ออกมาพร้อมกับพูดจา ภายในมือของเธอถือผ้าถักไหมพรมสีน้ำเงินเอาไว้ 1 ผืน มันมีลักษณะคล้ายกับหมวก แต่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม มันคือปลอกหุ้มเบาะรถจักรยานนั่นเอง
"รถจักรยานของเธอต้องจอดตากแดดอยู่ด้านนอกทุกวัน หนังบนเบาะรถจักรยานอาจจะหลุดลอกและเสื่อมสภาพได้ง่าย นำสิ่งนี้ไปสวมทับเอาไว้ มันจะช่วยปกป้องได้มาก" กู้เสี่ยวเสียพูดจาอธิบายด้วยความตั้งใจ "รถจักรยานมีราคาแพง เธอต้องคอยทะนุถนอมมันให้ดี"
หลี่หลงก้าวขาลงจากรถจักรยาน เขาปล่อยให้กู้เสี่ยวเสียนำปลอกหุ้มเบาะที่ถักจากไหมพรมมาสวมทับลงบนเบาะรถจักรยาน ขนาดของมันช่างพอดีกับตัวเบาะอย่างลงตัว
"ฉันถักมันขึ้นมาโดยกะขนาดจากรถจักรยานของคุณครูหวัง พอใช้ได้ไหม"
"จะบอกพอใช้ได้อย่างไรกัน ต้องบอกดีมากต่างหาก" หลี่หลงส่งยิ้ม
เมื่อถูกหลี่หลงเอ่ยปากชื่นชม กู้เสี่ยวเสียก็เกิดอาการเขินอายเล็กน้อย เธอก้มหน้าลง นิ้วมือทั้งสองข้างบีบเข้าหากัน เธอส่งเสียงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"เธอไม่จำเป็นต้องแวะมาเยี่ยมฉันทุกวันหรอก หากมีเวลาว่างค่อยแวะมาหาฉันช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็พอแล้ว เรื่องนั้น ผู้ชายคนนั้นเมื่อวันก่อนคือครูสอนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ฉันไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับเขาเลย"
"ฉันเชื่อใจเธอ" หลี่หลงส่งยิ้ม "อีกไม่นานฉันต้องเดินทางเข้าไปพักอาศัยอยู่ในภูเขาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เธอต้องดูแลตัวเองให้ดี ก่อนออกเดินทางฉันจะนำของมาให้เธออีกสักหน่อย"
"ไม่เป็นไร ไม่ต้องลำบากหรอก" เมื่อกู้เสี่ยวเสียได้ยินหลี่หลงบอกจะนำของมาให้ เธอรีบเงยหน้าขึ้นมาและส่งเสียงปฏิเสธด้วยความร้อนรน
"สิ่งของที่เธอนำมาให้เมื่อครั้งก่อน ฉันต้องใช้เวลากินนานกว่า 1 เดือนเชียวนะ เดือนหน้าพวกเราก็จะได้รับเงินเดือนแล้ว เธอไม่ต้องนำของมาให้ฉันหรอก เดินทางเข้าภูเขาต้องดูแลตัวเองให้ดี สิ่งของที่ควรนำติดตัวไปก็ต้องจัดเตรียมไปให้ครบถ้วน ไม่เช่นนั้นพอเข้าไปในภูเขาแล้วจะไม่มีที่ให้หาซื้อนะ"
เดิมทีหลี่หลงคิดเขาต้องเดินทางเข้าภูเขาแล้ว เขาจึงตั้งใจจะกำชับให้กู้เสี่ยวเสียดูแลตัวเองให้ดี เขาไม่คาดคิดตัวเองกลับถูกอีกฝ่ายกำชับกลับมาเสียยืดยาว แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกอบอุ่น ความรู้สึกนี้ช่างดีเหลือเกิน
ความรู้สึกนี้แตกต่างจากความห่วงใยที่พี่ชายและพี่สะใภ้มีต่อเขา การที่คนต่างเพศในวัยเดียวกันแสดงความห่วงใยเขาจากใจจริง เรื่องนี้มันจะหมายถึงอะไรได้อีก
เสียงเคาะระฆังดังแว่วมาจากภายในโรงเรียน กู้เสี่ยวเสียหยุดพูด เธอหันหน้าไปมองทางโรงเรียน หลังจากนั้นเธอหันกลับมาหาหลี่หลง
"หมดเวลาพักแล้ว คาบเรียนต่อไปฉันมีสอน ฉันต้องกลับไปเตรียมตัวสอนแล้วล่ะ เธอ เดินทางกลับไปก่อนเถอะ"
"เธอกลับเข้าไปก่อนเถอะ" หลี่หลงชี้มือไปที่รถจักรยาน "ฉันเดินทางได้เร็วกว่า"
"ถ้าอย่างนั้น ก็ได้ ฉันไปก่อนนะ" กู้เสี่ยวเสียลังเลใจอยู่ชั่วครู่ เธอหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในโรงเรียน หลังจากเดินออกไปได้ราว 10 กว่าเมตรเธอก็หันหน้ากลับมา เมื่อเห็นหลี่หลงยังคงยืนมองดูเธออยู่ ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เธอรีบหันหน้ากลับไปและก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าเข้าโรงเรียนอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้หันหน้ากลับมามองเขาอีกเลย
หลี่หลงทอดสายตามองดูเงาร่างของกู้เสี่ยวเสียจนกระทั่งเธอหายลับเข้าไปในอาคารสำนักงานฝั่งนั้น เขาจึงลงมือปั่นรถจักรยานเดินทางกลับบ้าน
โรงเรียนมัธยมของตำบลอยู่ห่างจากโรงเรียนประถมศึกษาเกือบ 1 กิโลเมตร เมื่อเดินทางมาถึงเขตโรงเรียนประถมศึกษา หลี่หลงก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้ของบางสิ่งบางอย่างลอยมาแตะจมูก
เขาปั่นรถจักรยานเข้าไปในโรงเรียนประถมศึกษา เขามองเห็นกองไฟหลายกองกำลังลุกไหม้อยู่บนพื้นที่รกร้างทางทิศตะวันออกของสนามฟุตบอลโรงเรียน กลุ่มคนจำนวนมากกำลังยืนล้อมวงถักแคร่หามกันอยู่ที่นั่น
แคร่หามคือเครื่องมือที่ใช้แรงงานคนซึ่งชาวซินเจียงเหนือเริ่มใช้งานกันมาตั้งแต่ช่วงยุคปี 50 ถึง 60 มันมีลักษณะคล้ายคลึงกับเปลหาม ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่งมีท่อนไม้ 2 ท่อน ตรงกลางใช้กิ่งหลิวมาถักสานให้มีลักษณะคล้ายกับบุ้งกี๋ ความจริงแล้วอธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือการนำวัสดุที่ถักสานจากกิ่งหลิวมาใช้แทนผ้าใบตรงกลางเปลหาม มันจะมีลักษณะโค้งงอลงด้านล่างเล็กน้อยเพื่อความสะดวกในการใส่สิ่งของต่างๆ
แคร่หามมีประโยชน์ในการใช้งานอย่างมหาศาล ในช่วงยุคสมัยที่รถม้าลากและรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แคร่หามสามารถนำมาใช้หามถ่านหิน หามดิน หามเสบียงอาหารและสิ่งของอื่นๆ อีกมากมาย
เมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไปของทุกห้องเรียนในโรงเรียนจะต้องมาช่วยกันถักสานแคร่หามและมัดไม้กวาดเพื่อนำไปใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ถึง 2 ปี
การถักสานแคร่หามถือเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะความชำนาญ พวกเขาต้องขุดหลุมตื้นๆ ขึ้นมา 1 หลุมเสียก่อน ท้ายที่สุดแล้วส่วนที่ถักสานจากกิ่งหลิวของแคร่หามจะต้องโค้งเว้าลงด้านล่าง หากไม่มีหลุมก็จะไม่สามารถขึ้นรูปได้ นอกจากนี้พวกเขายังต้องนำกิ่งหลิวสดที่เพิ่งตัดมาไปย่างไฟเพื่อทำให้มันมีความเหนียวทนทาน เมื่อดัดโค้งงอมันก็จะไม่หักขาด
ในระหว่างขั้นตอนการเตรียมงานเหล่านี้ พื้นที่สำหรับถักสานกิ่งหลิวจะต้องตอกลิ่มไม้เอาไว้ 4 อัน นำท่อนไม้ของแคร่หามทั้ง 2 ฝั่งมาวางแนบไว้ด้านนอกลิ่มไม้ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นนำกิ่งหลิวเส้นใหญ่หลายเส้นมาวางขนานกันตรงกลางท่อนไม้ของแคร่หามเพื่อใช้เป็นโครงสร้างค้ำยัน คัดเลือกกิ่งหลิวจำนวนหนึ่งมาถักสานเป็นโครงร่างรอบนอกสุดของส่วนที่ถักสานกิ่งหลิว ขั้นตอนต่อไปก็คล้ายคลึงกับการสานตะกร้า พวกเขาจะนำกิ่งหลิวมาถักสานเข้าไปด้านในทีละเส้น
ตอนหลี่หลงเดินมาพบหลี่จวน เขาพบเธอกำลังพาเด็กนักเรียนชาย 4 คนและเด็กนักเรียนหญิง 2 คนง่วนอยู่กับการทำงานบริเวณริมหลุม 2 หลุม บนใบหน้าของหลี่จวนมีรอยเปื้อนสีดำและสีเทาเปรอะเปื้อนอยู่ เด็กนักเรียนชายและเด็กนักเรียนหญิงคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก แต่แคร่หามที่พวกเขาถักสานออกมาเห็นได้ชัดมันใช้งานไม่ได้ นอกจากส่วนที่ถักสานจากกิ่งหลิวจะมีขนาดเล็กแล้ว มันยังหลวมโพรกและไม่สามารถรองรับน้ำหนักสิ่งของได้เลยสักนิด
"หลี่จวน พวกเราจะทำอย่างไรกันดี วันนี้คงถักสานไม่เสร็จแน่" เด็กนักเรียนหญิงตัวเล็กที่มีส่วนสูงน้อยกว่าหลี่จวนครึ่งศีรษะยกมือขึ้นมาเช็ดใบหน้าและส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ
"อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย พวกเรามาพยายามกันอีกสักตั้ง" น้ำเสียงของหลี่จวนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่เธอยังคงพยายามพูดจาปลอบใจเพื่อนร่วมชั้นเรียน
"เรื่องนี้ต้องโทษหลินเฉียง พวกเราตกลงกันไว้แล้ววันนี้จะมาช่วยกันถักแคร่หาม ผลลัพธ์คือเขาดันไม่ยอมมา ในกลุ่มของพวกเรามีแค่เขาคนเดียวที่ถักสานเป็น" เด็กนักเรียนชายอีกคนส่งเสียงบ่นพึมพำ
หลี่หลงส่งยิ้ม ช่วงเวลาในวัยเรียนมักเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความสนุกสนาน แน่นอน ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สามารถมองข้ามไปได้
เขาจอดรถจักรยานให้เรียบร้อยและคล้องกุญแจล็อก เขาเดินตรงเข้าไปและส่งเสียงเรียก
"จวน"
หลี่จวนหันหน้ามามองเห็นหลี่หลง ดวงตาของเธอเปล่งประกายสว่างวาบขึ้นมา
"ยังถักสานไม่เสร็จอีกหรือ มาสิ อาจะขอดูสักหน่อย" เมื่อชาติที่แล้วหลี่หลงก็ไม่ได้ถักสานของพวกนี้มานานมากแล้ว แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังมีพื้นฐานทักษะหลงเหลืออยู่ เมื่อพิจารณาจากสภาพของแคร่หาม เขาค้นพบปัญหาได้อย่างรวดเร็ว เด็กหลายคนนี้มีพละกำลังไม่มากนัก กิ่งหลิวเหล่านี้จึงถูกถักสานเอาไว้อย่างหลวมโพรก มันจึงไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้เลย
ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งก็คือเวลาถักสานกิ่งหลิวจะต้องถักสานให้สลับไขว้กัน แคร่หาม 2 อันนี้มีกิ่งหลิวหลายเส้นวางขนานกัน มันมีลักษณะคล้ายกับการเดินก้าวเท้าสลับกันผิดจังหวะ มันไม่สามารถทำหน้าที่รองรับน้ำหนักจากการถักสานสลับไขว้กันได้ แน่นอนมันจึงกลายเป็นของไร้ประโยชน์
"เรื่องเล็กน้อย เอาล่ะ พวกเธอไปย่างกิ่งหลิวกันเถอะ งานที่เหลือยกให้อาจัดการเอง" หลี่หลงพับแขนเสื้อขึ้น เขานั่งยองๆ บริเวณริมหลุมและลงมือปรับปรุงแก้ไข กิ่งหลิวเส้นไหนแข็งตัวแล้ว เขาก็จะดึงออกและส่งกลับไปให้พวกเขานำไปย่างไฟใหม่อีกครั้ง
เมื่อเด็กนักเรียนหลายคนมีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่เคียงข้าง พวกเขาก็เหมือนกับมีเสาหลักคอยเป็นที่พึ่งพิง คนที่รับหน้าที่ย่างกิ่งหลิวก็ย่างกิ่งหลิว คนที่รับหน้าที่คอยส่งของก็ส่งของ ยังมีคนคอยรับหน้าที่ดูแลกองไฟโดยเฉพาะ และมีคนคอยยืนเรียนรู้อยู่ข้างกายหลี่หลงเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือในการหยิบจับสิ่งของ
เดิมทีกลุ่มของหลี่จวนมีความคืบหน้าในการทำงานล่าช้าที่สุด เมื่อหลี่หลงเข้ามาร่วมด้วย ไม่นานนักพวกเขาก็เริ่มแซงหน้ากลุ่มอื่นๆ
ในช่วงเริ่มต้นหลี่หลงลงมือทำด้วยความไม่ค่อยคุ้นชินมากนัก แต่ข้อได้เปรียบคือเขาเป็นผู้ใหญ่ เขามีระบบความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล หลังจากอายุล่วงเลยผ่านวัย 50 ปีในชาติที่แล้ว ที่ดินถูกผนวกรวมเข้ากับสหกรณ์ หากมีเวลาว่างเขาก็มักจะถักสานของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่เป็นประจำ สำหรับการถักสานสิ่งของขนาดใหญ่แบบนี้ แน่นอนเขาสามารถลงมือทำได้อย่างง่ายดาย
แคร่หามทั้ง 2 อันถูกถักสานจนเสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเมื่อเห็นยังพอมีเวลาเหลืออยู่ เขาจึงนำแคร่หาม 2 อันที่พวกเขาถักสานเสร็จก่อนหน้านี้มาปรับปรุงแก้ไขและเสริมความแข็งแรงให้มากยิ่งขึ้น
หลังจากทำงานเสร็จสิ้น บนมือและใบหน้าของหลี่หลงก็มีฝุ่นผงเปรอะเปื้อนอยู่ไม่น้อย หลี่จวนพาคนยกแคร่หามไปรายงานให้คุณครูรับทราบด้วยความเบิกบานใจ ความจริงแล้วคุณครูมองเห็นมีผู้ใหญ่เข้ามาช่วยเหลือนานแล้ว ด้วยเหตุนี้แคร่หามของพวกเขาจึงผ่านการประเมินอย่างรวดเร็ว
"จวน ช่วงบ่ายยังมีคาบเรียนอีกไหม" หลี่หลงเดินไปล้างมือที่คูน้ำริมสนามฟุตบอลและเดินกลับมาตั้งคำถามกับหลี่จวน
"ไม่มีแล้วค่ะ คาบเรียนช่วงบ่ายวันนี้มีแค่การทำเครื่องมือ พวกเรายังนำหญ้าจีจี๋มาทำเป็นไม้กวาดด้ามยาวด้วยนะคะ" หลี่จวนพูดด้วยความภาคภูมิใจ
"นำมาให้อาดูหน่อยสิ" หลี่หลงถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เขาคงต้องทำงานยุ่งต่อไป ไม้กวาดด้ามยาวที่เด็กนักเรียนทำขึ้นมามักจะดูดีมีระดับเมื่อมองดูจากภายนอก มันดูเหมือนจะใช้งานได้จริง แต่เมื่อนำไปใช้งานจริง หญ้าจีจี๋อาจจะเริ่มหลุดร่วงลงมาภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือน สาเหตุหลักเป็นเพราะเด็กนักเรียนมีพละกำลังไม่เพียงพอ พวกเขาไม่มีทางตอกหญ้าจีจี๋เข้าไปในห่วงเหล็กให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในยุคสมัยหลัง ไม้กวาดด้ามยาวที่ทำจากหญ้าจีจี๋ล้วนถูกมัดด้วยลวดเหล็ก แต่ในยุคปี 80 พวกเขาล้วนใช้งานห่วงเหล็ก อันดับแรกต้องนำหญ้าจีจี๋ยัดเข้าไปในห่วงเหล็กให้ได้มากที่สุด เมื่อยัดไม่เข้าแล้ว จะต้องใช้เครื่องมือปลายแหลมชนิดหนึ่ง
ลิ่มตอก ตอกปลายแหลมของลิ่มตอกเข้าไปทางฝั่งหางของหญ้าจีจี๋ หลังจากนั้นแยกส่วนหัวของหญ้าจีจี๋ออกจากกัน ค้นหาปลายแหลมของลิ่มตอก หยิบหญ้าจีจี๋ขึ้นมา 1 กำมือ ใช้ค้อนเคาะลิ่มตอกถอยหลังไปพร้อมกับยัดหญ้าจีจี๋เข้าไปตามปลายแหลมของลิ่มตอก นี่คืองานที่ต้องใช้ทักษะความชำนาญ การประสานงานจะต้องเข้าขากันได้ดี รอจนกระทั่งยัดไม่เข้าอีกต่อไป ไม้กวาดด้ามยาวก็จะถูกมัดจนเสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นนำท่อนไม้ที่เหลาปลายจนแหลมมาใช้เป็นด้ามไม้กวาด ตอกลิ่มเข้าไปในส่วนหางของไม้กวาด ขั้นตอนสุดท้ายคือนำปลายดอกของหญ้าจีจี๋บนส่วนหัวของไม้กวาดด้ามยาวไปเผาไฟทำลายทิ้ง ถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำงาน
หลี่หลงมองดูไม้กวาดด้ามยาวอันนี้มีรูปร่างหน้าตาดูดีใช้ได้ ด้านนอกยังนำกิ่งหลิวแดงมาพันเอาไว้ 1 รอบและใช้เชือกมัดรัดเอาไว้อีก 1 ชั้น นี่คือการป้องกันไม่ให้หญ้าจีจี๋ที่ค่อนข้างแห้งกรอบหักขาด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้อายุการใช้งานของไม้กวาดด้ามยาวสั้นจนเกินไป
แต่เมื่อเขาลองขยับแกว่งไปมาเพียงเล็กน้อย เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันถูกมัดเอาไว้อย่างหลวมโพรก เขาขอเครื่องมือมาใช้งานและบอกให้หลี่จวนนำหญ้าจีจี๋มาให้ เขานั่งยองๆ ลงบนพื้นและดึงด้ามไม้กวาดออก หลังจากนั้นเขาใช้ลิ่มตอกตอกเข้าไปในด้ามไม้กวาด ขั้นตอนต่อไปก็คือการเพิ่มหญ้าจีจี๋เข้าไป
เมื่อมองดูหลี่หลงนำหญ้าจีจี๋กำเล็กๆ ยัดเพิ่มเข้าไปทีละกำ ไม้กวาดด้ามยาวทั้งอันก็ดูใหญ่โตและแข็งแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายในดวงตาของเด็กนักเรียนหลายคนนี้ต่างก็ทอประกายแววตาแห่งความเคารพเลื่อมใสออกมา
พวกเขาเคยเห็นผู้ใหญ่ลงมือทำไม้กวาดด้ามยาวมาบ้างเหมือนกัน แต่เมื่อพวกเขาลงมือทำด้วยตัวเอง ผลงานที่ออกมากลับไม่เป็นอย่างที่พวกเขาเคยเห็น
เมื่อจัดการทำเรื่องเหล่านี้จนเสร็จสิ้น หลี่หลงทอดสายตามองดูผลงานของตัวเองที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างมาก มันน่าจะสามารถใช้งานไปได้อีกยาวนาน
"คุณอาเล็ก คุณอาเก่งกาจมากเลยค่ะ" หลี่จวนส่งเสียงร้องตะโกน หลังจากนั้นเธอหันหน้าไปพูดกับเด็กผู้ชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"เฉินเสี่ยวปิง เธอยังกล้าบอกอีกนะไม้กวาดที่เธอมัดไม่มีปัญหาอะไร เธอเปิดตาดูสิ ไม้กวาดอันนี้ขาดหญ้าจีจี๋ไปมากขนาดไหน"
เด็กผู้ชายตัวเล็กคนนั้นรู้สึกอับอายขายหน้าเล็กน้อย
หลี่หลงส่งยิ้มบางๆ
"ไม่เป็นไรหรอก พวกเธอยังเป็นเด็กอยู่นี่นา รอให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ดีขึ้นเองนั่นแหละ ตอนนี้สามารถมัดไม้กวาดออกมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว จวน โรงเรียนเลิกแล้วใช่ไหม ถ้าเลิกเรียนแล้ว พวกเราก็เดินทางกลับบ้านกันเถอะ"
"ตกลงค่ะ หนูจะไปบอกคุณครูสักหน่อย หลังจากนั้นจะรีบไปเก็บกระเป๋านักเรียนนะคะ" หลี่จวนวิ่งห้อตะบึงจากไป
[จบบท]