บทที่ 34: คำขาดของเถาต้าเฉียงผู้ไม่ยอมจำนน
หลี่เจี้ยนกั๋วเดินฝ่าอากาศหนาวเหน็บเข้ามาจากด้านนอก เขาจัดการปิดประตูบ้านให้สนิทเรียบร้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลมหนาวพัดเข้ามาด้านใน จากนั้นจึงถอดหมวกกันหนาวออก ปากก็บ่นพึมพำออกมาตามความรู้สึก
“อากาศหนาวเกินไปแล้ว สวรรค์ไม่อยากให้พวกเราใช้ชีวิตในฤดูหนาวปีนี้ดีดีเลยใช่ไหมเนี่ย”
“พ่อของเสี่ยวเสียเป็นยังไงบ้างคะ” เหลียงเยว่เหมยเอ่ยถามขึ้นมาระหว่างที่เธอกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมนำเนื้อหมูลงไปเจียวเอาน้ำมันในกระทะ
“อาการก็พอใช้ได้ สามารถลุกเดินลงจากเตียงได้แล้วล่ะ” หลี่เจี้ยนกั๋วสะบัดหมวกในมือเพื่อไล่ความเย็นออกไป แล้วนำไปวางผิงไฟไว้บนกำแพงความร้อน เขาเปลี่ยนรองเท้าพร้อมกับพูดอธิบายเรื่องราวให้ภรรยาฟังอย่างละเอียด
“เขาแค่มีอาการเหนื่อยล้าสะสม ประกอบกับร่างกายขาดสารอาหาร ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมาทำเป็นเกรงอกเกรงใจผม เขาพยายามจะหยิบยื่นเงินค่าตอบแทนให้ผม ผมตอบปฏิเสธไปเลยจะมาให้เงินอะไรกัน ตอนที่พวกเราไปรับจ้างขุดคลองทำงานด้วยกัน เขาเคยยัดหมั่นโถวแป้งข้าวโพดให้ผมหนึ่งลูก ถือว่าหักล้างกันเป็นเงินไปเรียบร้อยแล้ว เขาก็หัวเราะชอบใจและบอกหมั่นโถวนั่นมีมูลค่ามากมายจริงๆ สามารถนำมาแลกปลาตัวใหญ่ได้ถึงสองตัวกับไก่กวักอีกหนึ่งตัวเลยทีเดียว”
เหลียงเยว่เหมยยิ้มรับด้วยความเบิกบานใจ เธอรับฟังเงียบเงียบไม่ได้พูดอะไรออกมา
“หลี่จวนกับเฉียงเฉียงพากันไปไหนแล้วล่ะ” หลี่เจี้ยนกั๋วกวาดสายตามองไปรอบบริเวณบ้าน พอเห็นภายในห้องรับแขกไม่มีใครอยู่จึงเอ่ยถาม
“ถือหยางปี้สือพากันวิ่งไปเล่นที่บ้านสกุลลู่แล้วค่ะ พอมีของดีก็ต้องรีบเอาไปอวดคนอื่นเขาแบบนี้แหละ”
“เรื่องปกติของเด็กเด็กไม่ใช่หรือไง ลูกสาวบ้านสกุลลู่มักจะเอาหยางปี้สือสองชิ้นนั้นของเธอมาอวดอยู่บ่อยบ่อย ทำเอาหลี่จวนอิจฉาตาร้อนไปหมด” หลี่เจี้ยนกั๋วหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ตอนนี้หลี่จวนมีของเล่นเป็นของตัวเองแล้ว ก็ต้องไปเอาคืนเพื่อนบ้าง หลี่จวนไม่ใช่เด็กที่จะยอมเสียเปรียบใครอยู่แล้ว”
“วันนี้ก็ไม่รู้หลี่หลงเอาปลาไปขายได้ดีแค่ไหนนะคะ” เหลียงเยว่เหมยเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาเรื่องปากท้อง “ถ้าเกิดขายไม่ดี พรุ่งนี้ก็คงไม่ไปจับปลาแล้วใช่ไหมคะ”
“ผมรู้สึกยังไงก็ต้องไปจับนะ หลุมน้ำแข็งสองหลุมนั้นพวกเราอุตส่าห์ลงแรงขุด จะปล่อยทิ้งไว้เฉยเฉยไม่ได้” หลี่เจี้ยนกั๋วออกความเห็นตามความจริง “เดี๋ยวพอกินข้าวเที่ยงเสร็จ ผมจะออกไปตักปลาด้วยสวิงอีกสักรอบ จะได้ปลาเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย พรุ่งนี้พวกหลี่หลงจะได้ออกเดินทางไปขายปลาตั้งแต่เช้าตรู่”
“แล้วเดี๋ยวคุณจะทำอะไรต่อคะ”
“จะทำอะไรได้ล่ะ ผมต้องไปจัดการทำความสะอาดไก่กวักห้าตัวที่เหลือให้เรียบร้อย รอจนถึงวันขึ้นสองค่ำเดือนอ้ายคุณพาหลี่จวนกับเฉียงเฉียงกลับบ้านไปเยี่ยมญาติก็พกติดตัวไปสักสองตัว พกปลาและขาแกะไปด้วย ให้พ่อกับแม่ของพวกเราได้ฉลองเทศกาลปีใหม่ดีดีสักรอบ”
“ตกลงค่ะ” เหลียงเยว่เหมยยิ้มกว้าง ในใจของเธอรู้สึกเบิกบานมีความสุขมาก
ช่วงสองปีก่อนหน้านี้พ่อแม่ของเธอคอยช่วยเหลือจุนเจือพวกเธออยู่ไม่น้อย คนในหมู่บ้านที่พูดจานินทาว่าร้ายก็ใช่จะไม่มี ทั้งพ่อแม่และหลี่เจี้ยนกั๋วต่างก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ หลี่เจี้ยนกั๋วในฐานะลูกเขยคนโตของครอบครัวสกุลเหลียง เวลาบ้านพ่อตาแม่ยายมีเรื่องเดือดร้อนเขาก็ไปช่วยจัดการจริงจัง เขาสามารถเป็นเสาหลักและเป็นที่พึ่งพาให้ได้ ตอนนั้นเหลียงเหวินอวี้ยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีบางคนคิดครอบครัวของพวกเธอรังแกได้ง่าย เรื่องราวแต่ละเรื่องล้วนเป็นหลี่เจี้ยนกั๋วที่คอยออกหน้าจัดการแก้ไขปัญหาให้จนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเธอดีขึ้นมากแล้ว มีทั้งเนื้อมีทั้งปลาให้กินไม่ขาดแคลน เหลียงเยว่เหมยก็ยิ่งรู้สึกมีความสุขมากขึ้นไปอีก
ทางด้านของหลี่หลง เขาพาเถาต้าเฉียงเดินทางมาถึงบ้านสกุลเถา เขายกข้าวสาร แป้งสาลี และเนื้อหมูลงมาวางไว้ตรงหน้าบ้าน จากนั้นจึงดึงเลื่อนลากหมุนตัวหันหลังเตรียมเดินกลับบ้าน
เขารู้สึกเลื่อนลากยังคงเคลื่อนที่ช้าเกินไปสำหรับการเดินทางไปทำธุรกิจ ถ้าสามารถหารถจักรยานมาใช้งานได้สักคันก็คงจะช่วยประหยัดเวลาได้ไม่น้อย
ระหว่างที่เขากำลังคิดทบทวนอยู่นั้น เถาต้าเฉียงก็วิ่งตามออกมาจากลานบ้าน เขาเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น
“พี่หลี่หลง พรุ่งนี้ยังจะไปอีกไหมครับ”
“ไปสิ เดี๋ยวฉันจะไปดูที่เสี่ยวไห่จื่อสักหน่อย ถ้าจับปลามาได้ พรุ่งนี้พวกเราก็ไปกันอีก”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมรีบตามไปครับ” เถาต้าเฉียงตอบกลับด้วยความตื่นเต้น
เถาเจี้ยนเซ่อผู้เป็นพ่อมองดูข้าวสาร แป้งสาลี และเนื้อหมูติดมันชิ้นโตน้ำหนักกว่าสองกิโลกรัมที่กองอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกมึนงง
ลูกชายคนเล็กของเขาคนนี้กำลังดวงดีครั้งใหญ่เลยทีเดียว
ลองคิดทบทวนดูถ้าเกิดเรื่องการค้าขายนี้ครอบครัวของเขาเป็นคนลงมือทำเอง จะสามารถหาเงินได้มากกว่านี้หรือไม่
ในเมื่อลูกชายของเขายังสามารถได้ส่วนแบ่งกลับมามากมายขนาดนี้ หลี่หลงลูกชายคนรองของครอบครัวสกุลหลี่ผู้เป็นคนต้นคิดก็ต้องได้มากกว่านี้เป็นเท่าตัวอย่างแน่นอน
ดูท่าทางแล้ว ธุรกิจขายปลานี้สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
เถาต้าเฉียงเดินเข้าไปในห้อง เขาเห็นพ่อของตนเองกำลังจ้องมองสิ่งของบนพื้นพร้อมกับกลอกกลิ้งดวงตาไปมาตรึกตรองบางอย่าง ภายในใจของเขาก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที
“ไปสิ ตัดเนื้อหมูส่วนหนึ่งเอาไปส่งให้พี่ชายของแกด้วย” เถาเจี้ยนเซ่อออกคำสั่งหน้าตาเฉย “บ้านพี่ชายของแกมีเด็กเล็กอยู่ แกเอาข้าวสารกับแป้งสาลีแบ่งไปให้เขาด้วยส่วนหนึ่ง”
“ผมไม่เอาไปให้หรอกครับ” เถาต้าเฉียงทำหน้าดำคร่ำเครียดปฏิเสธเสียงแข็ง “ตอนบ้านพี่ชายฆ่าหมู เขาเอาเนื้อหมูไปส่งให้บ้านพ่อตาของเขาตั้งเกือบครึ่งตัว แต่กลับเอาแค่หัวหมูกับตีนหมูมาให้พวกเรา หมูตัวนั้นตอนฤดูร้อนผมเป็นคนไปเกี่ยวหญ้ามาให้มันกินทุกวัน เขาเคยนึกถึงผมบ้างไหมล่ะครับ ธัญพืชชั้นดีที่รัฐแบ่งปันมาให้ทุกปีก็ยกให้เขาไปหมด ผมไม่ใช่คนหรือยังไงครับ”
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ พอเถาต้าเฉียงกลับมาถึงบ้านเขาก็มักจะสัมผัสได้ถึงความกดดันอึดอัด อดไม่ได้ที่จะอยากเดินออกไปข้างนอกให้พ้นพ้น
วันนี้เขารู้ดีขอแค่เขาก้าวเท้าออกจากบ้านไป สิ่งของพวกนี้ก็จะถูกพ่อของเขานำไปส่งให้พี่ชายคนโตจนหมดเกลี้ยง
เขาไม่อยากนำสิ่งของที่ตัวเองหามาด้วยความยากลำบากไปมอบให้พี่ชายคนโตที่แทบจะไม่เคยมองเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด
ความจริงเถาต้าหย่งเมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นคนเอาเปรียบแบบนี้ พอแต่งงานและแยกครอบครัวออกไป การเปลี่ยนแปลงของเขาก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยเรื่อย
เถาเจี้ยนเซ่อยกกล้องยาสูบขึ้นมาเตรียมจะฟาดใส่เถาต้าเฉียง พอเขาได้เห็นแววตาดื้อรั้นดึงดันของลูกชายคนเล็ก สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถลงมือตีได้ลงคอ
“นั่นมันพี่ชายของแกนะ”
“บ้านพี่ชายก็ไม่ได้มีฐานะความเป็นอยู่ดีไปกว่าพวกเราที่นี่ ทำไมเขาถึงไม่รู้จักมาดูแลเอาใจใส่ทางนี้บ้างล่ะครับ ท่อนไม้ที่ผมไปลากกลับมาเขาก็มาเอาไป ปลาที่ผมจับมาได้เขาก็หิ้วไป ที่บ้านไม่มีฟืนจะใช้ก่อไฟแล้ว พ่อก็คอยเติมถ่านหินทีละนิดทุกวัน ทำไมเขาถึงไม่รู้จักส่งถ่านหินมาให้พวกเราบ้างล่ะครับ”
ปกติเถาต้าเฉียงเป็นคนซื่อบื้อ เขาแทบจะไม่เคยพูดจายืดยาวรวดเดียวเพื่อตอบโต้แบบนี้มาก่อน
นี่เป็นเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาได้เห็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกลมเกลียวระหว่างพี่น้องของหลี่หลงกับหลี่เจี้ยนกั๋ว พอหันกลับมามองดูตัวเองกับครอบครัวของพี่ชายที่ใช้ชีวิตกันมาแบบนี้
ตัวเขาเองสมควรเป็นฝ่ายต้องทุ่มเทเสียสละอยู่ฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ
ระหว่างที่กำลังทุ่มเถียงกันอยู่นั้น ประตูห้องก็เปิดออก
เถาต้าหย่งเดินเข้ามาด้านใน พอเขามองเห็นสิ่งของวางกองอยู่บนพื้น ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
“โอ้โห เถาต้าเฉียงนายเก่งเหมือนกันนี่ ลากของกลับมาได้เยอะขนาดนี้เลย ดีดีดี ไม่เลวเลย ดูท่าทางพรุ่งนี้ฉันต้องไปหาสวิงตักปลามาสักอัน พวกเราจะได้ลองไปจับปลาด้วยกันบ้าง”
เขาถอดหมวกออก ระหว่างที่กำลังเตรียมตัวเปลี่ยนรองเท้าเขาก็พูดต่อ
“ทำไมในห้องนี้มันถึงได้หนาวเย็นแบบนี้ล่ะ”
“ถ่านหินหมดแล้ว ท่อนไม้ที่ผมลากกลับมาสำหรับใช้ก่อไฟพี่ก็ขนเอาไปหมด มันก็ต้องหนาวเป็นธรรมดาอยู่แล้วสิครับ” เถาต้าเฉียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ที่บ้านของพี่มีถ่านหิน พี่ก็ขนมาให้ทางนี้บ้างสิครับ”
“พูดอะไรของนาย ที่บ้านฉันจะมีถ่านหินมากมายขนาดนั้นได้ยังไง ฉันเห็นท่อนไม้พวกนั้นคุณภาพค่อนข้างดี ก็เลยคิดเอาไว้รอจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์สักหน่อย นายก็ไปลากไม้กับไอ้เด็กสกุลหลี่นั่นมาเพิ่มอีกสักสองรอบก็มีฟืนใช้แล้วไม่ใช่หรือไง”
“พี่คิดเรื่องพวกนั้นมันทำกันได้ง่ายง่ายอย่างนั้นหรือครับ” เถาต้าเฉียงในช่วงสองวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เขานั่งลงแล้วส่งเสียงหัวเราะเยาะใส่พี่ชายของตนเอง “พี่ลองดูสิครับเมื่อวานมีรถออกไปตั้งสามคัน ลากของกลับมาได้มากน้อยแค่ไหนกัน”
เถาต้าหย่งชะงักงันไปเล็กน้อย เขาใช้หมวกในมือตีลงไปบนตัวของเถาต้าเฉียง
“นายเป็นอะไรไป กินดินปืนเข้าไปหรือยังไง ทำไมถึงมาพูดจากับฉันแบบนี้”
“ทำไมผมถึงจะพูดไม่ได้ล่ะครับ ท่อนไม้ที่ผมลากกลับมาพี่ก็ขนไป ขาแกะที่ผมลากกลับมาพี่ก็เอาไป วันนี้พี่เห็นผมเอาของกลับมา พี่ก็กำลังเตรียมตัวจะขนมันกลับไปอีกใช่ไหมล่ะครับ”
เถาต้าหย่งยืนตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
เขาตั้งใจจะทำแบบนั้นจริงจริง
พอน้องชายเป็นคนพูดจาเปิดโปงเรื่องนี้ออกมาตรงตรง ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“เถาต้าเฉียง แกพูดอะไรออกมา” เถาเจี้ยนเซ่อไม่อยากให้ลูกชายทั้งสองคนต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง เขาตะคอกใส่เถาต้าเฉียง “นั่นมันก็เพราะบ้านพี่ชายของแกมีเด็กเล็กไม่ใช่หรือไง นั่นก็เป็นหลานชายของแกนะ”
“ผมหัวทึบ แต่ผมไม่ได้โง่นะครับ ขาแกะสองขา อย่างน้อยต้องมีขาหนึ่งถูกส่งไปที่บ้านของพี่สะใภ้ พ่อเชื่อผมไหมล่ะครับ” วันนี้เถาต้าเฉียงเกิดความคิดอยากจะระบายความอึดอัดในใจออกมาให้หมด “ผมกับพ่อยังไม่ได้กินมันเลยสักคำเดียวนะครับ”
เถาต้าหย่งไม่พูดอะไรออกมาอีก
ขาแกะสองขา พ่อของเขาส่งไปให้หนึ่งขา เขาเป็นคนเอาไปเองหนึ่งขา มีอยู่หนึ่งขาที่ภรรยาของเขานำกลับไปส่งให้ที่บ้านแม่ยายตั้งแต่เย็นวันนั้นเลย
การที่เขาเดินทางมาที่นี่ในวันนี้ ก็เป็นเพราะภรรยาของเขามองเห็นหลี่หลงกับเถาต้าเฉียงลากเลื่อนกลับมา เธอจึงคอยเร่งเร้าให้เขารีบมาแบ่งของกลับไปให้ได้
เดิมทีเขาเคยชินกับการทำเรื่องแบบนี้เป็นปกติ พอตอนนี้มาได้ยินน้องชายพูดจาตรงไปตรงมาแบบนี้ ประกอบกับเมื่อมองดูใบหน้าที่แก่ชราลงทุกวันของพ่อ เถาต้าหย่งอยากจะพูดโต้แย้งกลับไป แต่เขาก็ไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาอธิบายให้ฟังขึ้น
“วันหลังผมยังต้องตามหลี่หลงไปลากท่อนไม้อีก พี่ครับ ท่อนไม้พวกนั้นผมจะเก็บเอาไว้เผาเป็นฟืนใช้จนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ พี่อย่ามาหาว่าผมไม่พูดอธิบายให้ชัดเจนนะครับ ถ้าเกิดพี่ยังคิดจะมาเอาไปอีก ผมก็คงไม่ยอมให้พี่เอาไปแล้ว”
สุดท้ายเถาต้าหย่งก็ไม่ได้หยิบฉวยสิ่งของอะไรติดมือกลับไปเลย เขาสะบัดประตูเดินจากไป
เถาเจี้ยนเซ่อบ่นตำหนิเถาต้าเฉียงอยู่นาน
“พวกแกสองคนพี่น้องจะมาโกรธเคืองอะไรกันนักหนา พี่ชายของแกเขาก็ไม่ได้เป็นแบบนี้มาตลอดเสียหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นเขาก็ควรจะใช้ชีวิตของเขาให้ดีก็พอแล้ว ทำไมเขาจะต้องมาคอยเอาของจากทางนี้ไปด้วยล่ะครับ” เถาต้าเฉียงยืนกรานด้วยคำพูดประโยคเดิมอย่างเด็ดเดี่ยว
ตอนนี้เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวพ่อจะดุด่าว่ากล่าวตนเองอีกต่อไปแล้ว อย่างมากพ่อก็แค่ย้ายไปอยู่กับครอบครัวของพี่ชาย ส่วนเขาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี
พ่อของเขาไม่มีทางทำแบบนั้น พี่สะใภ้เองก็ไม่มีทางยอมให้ไปอยู่ด้วยแน่นอน
เถาต้าเฉียงไม่เคยคิดอยากจะเอาเปรียบพี่ชายของตนเอง เขาแค่ต้องการใช้สองมือของตัวเองทำงานหนักเพื่อสร้างชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น เขาไม่อยากถูกคนอื่นมาคอยเอาเปรียบหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองไปฟรีฟรี
[จบบท]