บทที่ 10 : สินเดิมถูกใครใช้ไป
ภายในเรือนชุนหัวที่ห่างออกไปเพียงกำแพงกั้น บรรยากาศกลับอึมครึมแตกต่างจากเรือนหอหลังอื่นอย่างสิ้นเชิง หลังจากต้องทนดูเรื่องวุ่นวายจบลง ฮูหยินเถาก็ยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากเถาอี๋หรันอย่างแรงด้วยความรู้สึกโมโหที่บุตรสาวไม่เอาไหน
"ถ้าชอบเขาก็ควรจะบอกแต่แรก พ่อจะได้ออกหน้าไปแย่งมาให้ ตอนที่นายท่านผู้เฒ่าจวนโหวหมั้นหมายกับตระกูลซินก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นถังหรงหรอก สุดท้ายก็เลยวุ่นวายกันไปหมด"
"ลูกไม่รู้หรอกว่าเจ้าเด็กตระกูลซินนั่นด่าได้เจ็บแสบขนาดไหน ขาดก็แค่ด่าว่าลูกเป็นหญิงแพศยาไร้ยางอายเท่านั้น โชคดีที่แม่ช่วยไกล่เกลี่ยโยนความผิดไปให้ถังหรงได้ ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงของตระกูลเถาเราคงป่นปี้ คนในบ้านคงได้รุมทึ้งลูกตายแน่"
ฮูหยินเถาเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกปวดใจ นางมองบุตรสาวที่เพิ่งแต่งเข้ามาก็ต้องเสียเปรียบเสียแล้ว
"สินเดิมของแม่สามีที่ตายไปควรจะตกมาอยู่ในมือลูกแท้ๆ ตอนนี้กลับถูกแบ่งออกไปตั้งสามส่วน แถมยังมีที่นาอีกแห่งด้วย"
"เรื่องนั้นยังพอทำใจได้ แต่อำนาจจัดการดูแลจวนที่หลุดมือไปแล้วจะทวงคืนมาได้ยังไง ขนาดเป็นแม่สามีแท้ๆ ยังยากเลย นับประสาอะไรกับแม่เลี้ยง"
"เมื่อกี้ถังโม่ยังได้รับหน้าที่ไปทำอีก ลูกรู้หรือไม่ว่าตำแหน่งนั้นเดิมทีเขาเตรียมไว้ให้ถังหรง"
กองทัพฝั่งเหนือเต็มไปด้วยบุตรหลานขุนนางผู้มีอำนาจ เป็นสถานที่ชั้นยอดในการสร้างเส้นสาย ย่อมไม่ใช่ที่ที่ใครนึกอยากจะเข้าไปก็เข้าได้ ขนาดถังกังเองก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะฝากฝังบุตรชายคนที่สองเข้าไปได้อีก
ฮูหยินเถายิ่งคิดก็ยิ่งโมโห หากไม่ติดว่าทั้งสองคนเข้าหอร่วมเตียงกันไปแล้ว นางแทบอยากจะลากตัวบุตรสาวกลับจวนตระกูลเถาให้รู้แล้วรู้รอด
เถาอี๋หรันได้แต่นั่งฟังด้วยความน้อยใจ ตอนที่เห็นว่าเจ้าบ่าวไม่ใช่ถังโม่นางก็ตกใจมาก แต่หลังจากนั้นลึกๆ ในใจกลับเต็มไปด้วยความยินดี สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลยยอมร่วมหอลงโรงไปอย่างมึนงง กระทั่งตื่นขึ้นมาถึงได้รู้สึกหวาดหวั่นกับสิ่งที่เกิดขึ้น
"ซื่อจื่อบอกว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้เองเจ้าค่ะ"
"ซื่อจื่อบอกว่าเขารักลูก"
สีหน้าของฮูหยินเถาไม่ได้ดูยินดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ข้ออ้างที่ถังหรงใช้แก้ตัวในวันนี้ขนาดตัวนางเองยังไม่เชื่อ แล้วคนอื่นจะไปเชื่อได้อย่างไร
หากรักใคร่ชอบพอกันจริง ทำไมถึงไม่รีบมาสู่ขอตั้งแต่แรก แล้วทำไมถึงยังยอมตกลงรับหมั้นกับตระกูลซินอีกล่ะ
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ช่างเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูนัก ดูเหมือนว่าซื่อจื่อผู้สง่างามหมดจดและเปี่ยมไปด้วยความสามารถผู้นี้ จะไม่ได้เป็นคนตรงไปตรงมาเหมือนอย่างที่คนภายนอกร่ำลือกันเสียแล้ว ช่างเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจยิ่งนัก
"สิ่งที่ลูกต้องทำตอนนี้คือแกล้งทำตัวเป็นภรรยาที่แสนดีและน่าสงสารเพื่อผูกใจถังหรงเอาไว้ แต่ก็ต้องรู้จักระวังตัวด้วย อย่าไปเชื่อคำพูดเขาง่ายๆ"
เมื่อได้รับแจ้งว่าหวังซื่อกำลังเดินทางมา ฮูหยินเถาก็สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับสตรีผู้นั้นด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทน
ตัดกลับมาที่เรือนชิวสือ ฮูหยินซินกำลังช่วยซินอันตรวจดูท่าทีของบรรดาสาวใช้และบ่าวรับใช้ที่เพิ่งถูกส่งตัวมา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมีท่าทีเจ้าเล่ห์เพทุบาย นางถึงได้เบาใจลง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยและบอกกล่าวว่าอีกเจ็ดวันพวกนางจะเดินทางกลับเมืองหวยเจียงแล้ว
"เรื่องหลายอย่างที่นั่นยังขาดพ่อไม่ได้ ที่ยอมอยู่ต่อก็เพื่อจัดการเรื่องให้เรียบร้อย ถ้าวันไหนลูกไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วก็ส่งข่าวไปบอกแม่ คนตระกูลซินจะมารับลูกกลับบ้านเราเอง"
ซินอันรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตารื้น นางสวมกอดแขนของมารดาพร้อมกับออดอ้อนอย่างรักใคร่ ก่อนจะกำชับเรื่องการแต่งงานระหว่างตระกูลซินและตระกูลโจวว่าห้ามเกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นเป็นอันขาด เพราะในชาติก่อนตอนที่ตระกูลซินถูกร่างแหไปด้วย ก็ได้ตระกูลโจวนี่แหละที่คอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้โดนริบทรัพย์และถูกถอดถอนจากการเป็นพ่อค้าเกลือเพียงอย่างเดียวแน่
"ได้ยินว่าตั้งแต่ฮูหยินตระกูลโจวป่วย ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนก่อน ข้าได้ข่าวว่าที่สำนักหมอหลวงมียาบำรุงที่ได้ผลดีมาก พรุ่งนี้ข้าจะขอให้แม่สามีช่วยหาซื้อให้ ท่านแม่จะได้เอาติดตัวกลับไปด้วยนะเจ้าคะ"
"ฮูหยินผู้เฒ่าท่านนั้นเป็นคนดีทีเดียว คนตระกูลโจวหลายรุ่นก็ให้ความสำคัญกับคุณธรรม พ่อพอใจกับการแต่งงานครั้งนี้มาก ที่สำคัญคือน้องชายของลูกก็ชอบนางมากด้วย ไม่เห็นหรือว่าเขาเอาแต่ทำตัวเป็นผีเสื้อคอยเอาใจคุณหนูตระกูลโจวอยู่ตลอด"
"คอยดูเถอะ พรุ่งนี้มะรืนนี้ก็คงต้องออกไปเดินตลาดหาซื้อของขวัญให้นางอีกแน่"
ซินอันหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ช่วงเวลาที่ได้นั่งพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับมารดาตามประสาแม่ลูกเช่นนี้ ช่างเป็นช่วงเวลาที่หาได้ยากยิ่งและทำให้นางหวนคิดถึงอดีตขึ้นมาจับใจ
ช่วงบ่าย หลังจากส่งคนของตระกูลซินและตระกูลเถากลับไปหมดแล้ว หวังซื่อก็นั่งพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามถังกังไปยังเรือนชุนหรงเพื่อพูดคุยกับฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถัง แม้ว่าวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้ออกหน้าไปรับแขกด้วยตัวเอง แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจวนก็ล้วนถูกรายงานให้ทราบจนหมดสิ้นแล้ว
"นี่แหละคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว หลังจากนี้คนในเมืองหลวงคงเอาไปซุบซิบนินทากันอีกพักใหญ่ ขอแค่พวกเราสามตระกูลยืนยันคำพูดให้ตรงกันก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว"
หญิงชราเงยหน้าขึ้นมองหวังซื่อ ก่อนจะเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ต้องคอยกำราบพวกบ่าวไพร่ในจวนให้ดี อย่าให้เอาเรื่องนี้ไปพูดปากพล่อย"
หวังซื่อพยักหน้ารับคำ ก่อนจะรายงานเรื่องที่ซินอันยอมสละอำนาจดูแลจวนชั่วคราว รวมถึงเรื่องที่นางปฏิเสธไม่ยอมรับสินเดิมสามส่วนนั้นด้วย
"นางบอกว่าแต่งให้เจ้าสองแล้วก็จะใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าสองให้ดี อะไรที่ไม่ใช่ของนาง นางก็จะไม่เอา"
"เป็นคนรู้จักวางตัวดี"
ถังกังพยักหน้าอย่างพึงพอใจและส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ
หวังซื่อลอบกัดฟันแน่น ก่อนจะตัดสินใจหยิบยกเรื่องสินเดิมของมารดาถังหรงขึ้นมาพูดในที่สุด
"ตามหลักแล้วพอซื่อจื่อแต่งงานก็ต้องจัดการสินเดิมของแม่เขาเอง พอรู้ว่าเขาจะแต่งข้าก็เริ่มจัดการเรื่องนี้แล้ว แค่ว่า..."
แววตาของนางแฝงไปด้วยความลำบากใจ ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังมองปราดเดียวก็เข้าใจความหมายแฝงนั้นทันที มีเพียงถังกังเท่านั้นที่ยังคงขมวดคิ้วจ้องมองนางด้วยความสงสัย
"เจ้ายักยอกไปหรือ"
หวังซื่อไม่ได้ตอบคำถามนั้น นางเพียงแค่หยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งส่งไปให้สามี
"ท่านโหวลองดูเถิดเจ้าค่ะ แล้วจะเข้าใจเอง"
การผันตัวจากขุนนางฝ่ายบู๊มาเป็นฝ่ายบุ๋นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถังกังต้องใช้เงินทองไปกับการสร้างเส้นสายมากมาย จวนโหวเองก็ไม่ได้มีรากฐานมั่นคงนัก เงินที่นำมาใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากสินเดิมเหล่านั้นทั้งสิ้น ซึ่งหวังซื่อก็ได้จดบันทึกรายรับรายจ่ายเอาไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
จากนั้นนางก็หยิบสมุดบันทึกออกมาอีกเล่มหนึ่ง ด้านในบันทึกค่าใช้จ่ายส่วนตัวของถังหรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเอาไว้
"ซื่อจื่อชอบใช้หมึกจากเมืองหู ชอบกระดาษเซวียนจื่อจากเมืองจิ่นโจว ต้องใช้พู่กันขนหมาป่าสีเทา และโปรดปรานพัดพับจากเมืองสู่โจวที่สุด เมื่อเดือนก่อนก็เพิ่งใช้เงินไปห้าร้อยตำลึงเพื่อซื้อพัดพับงาช้างจากเมืองฉงโจวมา"
"นอกจากนี้ยังชอบใส่ผ้าไหมสีจันทร์กระจ่าง ผ้าฝ้ายทอแสงจันทร์ ใช้หยกมันแพะ สวมแหวนหยกเหลือง ห้อยถุงหอมฉลุลายทองคำเปลว กระทั่งธูปที่จุดในห้องก็ยังต้องเป็นธูปเย็นจากสำนักหมอหลวง ข้าวของพวกนี้บางส่วนก็เอามาจากสินเดิมของพี่หญิง แต่ส่วนใหญ่ล้วนต้องควักเงินซื้อหามาเพิ่มทั้งนั้น"
คุณชายผู้สูงส่งและสง่างามก็ยังต้องกินต้องใช้ หากใช้ข้าวของที่ดูต่ำต้อยด้อยราคา จะยังเรียกขานว่าเป็นคุณชายผู้สง่างามดั่งหยกได้อยู่อีกหรือ ภาพลักษณ์อันหล่อเหลาเหล่านั้นล้วนถูกสร้างขึ้นมาจากกองเงินกองทองทั้งสิ้น
ถังกังยิ่งอ่านรายละเอียดในสมุดบันทึกก็ยิ่งรู้สึกตกใจ หากไม่มีบันทึกเล่มนี้ เขาคงไม่รู้เลยว่าหลายปีมานี้ตนได้ผลาญสินเดิมของภรรยาเก่าไปมากมายขนาดไหน และยิ่งไม่รู้เลยว่าถังหรงจะใช้ชีวิตได้หรูหราฟู่ฟ่าถึงเพียงนี้
เมื่อความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกุมจิตใจ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาก็คือการปัดความรับผิดชอบไปให้พ้นตัว
"เจ้าเป็นแม่ประสาอะไร ข้าวของพวกนี้จำเป็นต้องใช้ด้วยหรือ ทำไมถึงไม่รู้จักตักเตือนเขากัน"
หวังซื่อรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ แต่นางก็ยังคงแสร้งทำหน้ารู้สึกผิดและโทษตัวเอง
"ท่านโหวเจ้าคะ คนในเมืองหลวงชอบประจบคนรวยเหยียบย่ำคนจน ซื่อจื่อของจวนโหวชิ่งและจวนโหวชางต่างก็ทำตัวแบบนี้กันทั้งนั้น ถ้าซื่อจื่อจวนโหวเว่ยหย่วนของเรายอมน้อยหน้า คนอื่นจะมองพวกเรายังไง"
พูดจบขอบตาของนางก็แดงก่ำ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือคล้ายคนร้องไห้
"เป็นแม่เลี้ยงมันวางตัวลำบากนัก ข้าพยายามดูแลซื่อจื่ออย่างสุดความสามารถ ตอนที่เขาใช้ของพวกนี้ข้าก็ไม่เคยปริปากบ่น ข้ามีแต่คอยบังคับให้ถังโม่ใช้จ่ายให้น้อยลงหน่อย แต่สุดท้ายข้าก็ยังต้องมาโดนตำหนิอยู่ดี"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังรู้สึกรำคาญท่าทีบีบน้ำตาของลูกสะใภ้ แต่นางก็รู้ดีว่าหวังซื่อไม่ได้ทำอะไรผิด ปัญหาในตอนนี้คือสินเดิมหดหายไปกว่าหกส่วน แล้วพวกนางจะเอาอะไรไปอธิบายให้ถังหรงฟัง
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนภายนอกจะมองถังกังซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงโหวเว่ยหย่วนด้วยสายตาแบบไหนกัน
หวังซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางบ่นพึมพำว่าตนไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้อีกแล้ว
"สินเดิมที่เหลืออยู่ข้าให้คนไปตรวจนับมาหมดแล้ว แม้แต่ส่วนที่ท่านโหวรับปากว่าจะชดเชยให้สะใภ้รองข้าก็ไม่ได้หักเอาไว้ ประเดี๋ยวข้าจะให้คนยกมาให้ท่านโหวจัดการทั้งหมด ท่านโหวก็ไปอธิบายกับซื่อจื่อเอาเองก็แล้วกัน"
ถังกังคิดในใจว่าคงทำได้แค่นั้น แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาเสียก่อน
"เมื่อครู่ไปรับปากคนตระกูลซินว่าจะให้ของชดเชย พอเขาทำเป็นเกรงใจปฏิเสธ เจ้าก็ถือโอกาสไม่ยอมจ่ายสักแดงเดียวเลยหรือ ถ้าเรื่องนี้หลุดรอดออกไป เจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนตอนอยู่ในราชสำนัก"
สำหรับบุตรชายที่ไม่ได้ความและไร้ซึ่งความรับผิดชอบผู้นี้ บางครั้งหญิงชราเองก็รู้สึกอับจนหนทางเช่นเดียวกัน
"เรื่องนี้จวนโหวของเราเป็นฝ่ายผิด ที่เขาไม่กล้ารับสินเดิมพวกนั้นไปก็เพราะกลัวจะมีปัญหาตามมา พวกเจ้าก็ควักเงินส่วนตัวสักสองพันตำลึงส่งไปให้นางเสีย"
"ไม่ต้องมาทำเป็นเสียดายหรอก ตอนนี้อาจจะยังไม่มีใครพูดอะไร แต่เรื่องในวันข้างหน้าใครจะไปรู้ เราจะปล่อยให้ใครมาจับผิดไม่ได้ ท่าทีของคนตระกูลซินพวกเจ้าก็เห็นกันแล้วนี่ พวกเขาไม่ได้เคี้ยวได้ง่ายๆ หรอกนะ"
หวังซื่อสูดลมหายใจเข้าลึก จะบอกว่าเป็นเงินส่วนตัวของสามีภรรยาก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก ในเมื่อเบี้ยหวัดอันน้อยนิดของถังกังจะไปพอเลี้ยงดูใครได้ สุดท้ายก็ต้องควักเนื้อของนางเองทั้งนั้น
แต่เมื่อเห็นถังกังพยักหน้าเห็นด้วยแล้วก็นิ่งเงียบไปทำตัวราวกับคนตาย หวังซื่อก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้มหน้ารับคำสั่งนั้นแต่โดยดี
[จบบท]