บทที่ 34 : ลำเอียงจนเป็นนิสัย
ตอนที่ถังโม่เดินทางกลับมาถึงจวน ถังกังและหวังซื่อกำลังนั่งคุยอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังภายในเรือนชุนหรง หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นเรื่องหน้าที่การงานของถังหรงที่กรมพิธีการซึ่งได้รับการยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทว่าการไหว้วานให้คนช่วยวิ่งเต้นย่อมต้องมีของกำนัลติดไม้ติดมือไปแสดงน้ำใจ ถังกังจึงเบนเข็มหมายตาสมบัติล้ำค่าที่ผู้เป็นมารดาเก็บสะสมเอาไว้
นิสัยใจคอของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังนั้น หากจะบอกว่าใจกว้างก็กว้างขวางเหลือประมาณ ขอเพียงพูดจาถูกหูทำตัวถูกใจ นางก็พร้อมจะยกของล้ำค่าให้ด้วยความเต็มใจ ทว่าในทางกลับกัน หากเป็นคนที่ไม่สบอารมณ์ ต่อให้พร่ำพรรณนาจนน้ำลายแห้งเหือด นางก็ไม่มีวันยอมหยิบยื่นสิ่งใดให้เด็ดขาด
และในเวลานี้ นางกำลังรู้สึกขัดหูขัดตาทั้งถังหรงและเถาอี๋หรันเป็นอย่างมาก จึงไม่มีทางยอมนำสมบัติของตนเองไปใช้ปูทางหน้าที่การงานให้หลานชายคนโตอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าผู้เป็นมารดายังคงนั่งนิ่งสงบไม่ไหวติง ถังกังก็เริ่มร้อนใจและคิดจะพูดให้ชัดเจนกว่าเดิม ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปาก ถังโม่ก็ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องพอดี ความหงุดหงิดที่สะสมอยู่จึงพุ่งเป้าไปที่บุตรชายคนรองโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ได้ยินว่าวันนี้เจ้าพาพ่อตาไปกินเหล้าที่สือหลี่เซียง แล้วคนของกรมกลาโหมก็อยู่ด้วยรึ"
"ตระกูลซินคือถุงเงินที่ปู่เจ้าทิ้งไว้ให้จวนโหว อย่าคิดนะว่าแต่งเข้าตระกูลซินแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้ แล้วก็เลิกคิดจะฮุบตระกูลซินไว้คนเดียวด้วย"
หากเป็นเมื่อก่อน ถังโม่คงสวนกลับด้วยความโมโหไปแล้ว ทว่ากาลเวลาและสถานการณ์ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะรับมือ ชายหนุ่มเพียงแค่ประสานมือค้อมตัวลงอย่างนอบน้อม
"เรียนท่านพ่อ เมื่อวานซืนสวีซื่อหลางแห่งกรมกลาโหมบังเอิญเจอท่านพ่อตาพอดี ท่านลุงเถาก็อยู่ด้วยขอรับ"
"พรุ่งนี้ท่านพ่อตาจะเดินทางออกจากเมืองหลวง เดิมทีลูกตั้งใจจะพาซินอันไปเลี้ยงส่งเขา พอไปถึงถึงได้รู้ว่าสวีซื่อหลางนัดท่านพ่อตาไว้ก่อนแล้ว ท่านพ่อตาก็เลยดึงลูกเข้าไปร่วมโต๊ะด้วย สวีซื่อหลางยังเชิญใต้เท้าอีกหลายท่านมานั่งเป็นเพื่อน ระหว่างกินดื่มพวกเขาก็ให้เกียรติต้อนรับท่านพ่อตาเป็นอย่างดี คุยกันถูกคอเชียวขอรับ"
หัวคิ้วของถังกังขมวดเข้าหากันจนเป็นปมแน่น ภายในใจเต็มไปด้วยความคับแค้นที่ขุนนางในราชสำนักต่างแสดงท่าทีอยากฉกฉวยตระกูลซินไปอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังนึกตำหนิซินกว้างที่ไม่รู้จักวางตัวหลบเลี่ยงข้อครหา ทั้งที่เป็นเครือญาติกับจวนโหวแล้ว กลับยังไปข้องแวะกับขุนนางคนอื่นไม่เลิกรา
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังที่นั่งเงียบมาตลอดแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างอดไม่ได้
"ขนาดคนนอกยังรู้ว่าต้องจัดงานเลี้ยงส่งคนตระกูลซิน เจ้าเป็นญาติเกี่ยวดองกันแท้ๆ กลับไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง แล้วยังมาตำหนิลูกที่ออกหน้าชดเชยเรื่องนี้แทนเจ้าอีก"
"พ่อเจ้าเคยบอกเอาไว้ ตระกูลซินไม่ได้มีวันนี้เพราะตระกูลถัง แต่ตระกูลถังต่างหากที่มีวันนี้ได้เพราะตระกูลซินคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่ นับดูแล้วตระกูลซินมีบุญคุณกับพวกเรา เจ้ากลับเห็นผิดเป็นชอบไปมองข้ามหัวพวกเขา ถึงตระกูลซินจะทิ้งเจ้าไปหาที่พึ่งใหม่มันก็สมเหตุสมผลแล้ว"
"เจ้ามองไม่เห็นค่าตระกูลซิน แต่คนอื่นเขามองเห็น เจ้าคิดหรือว่าแค่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แล้วจะนอนตาหลับได้สบาย"
ความไม่พอใจที่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังมีต่อบุตรชายนั้นสะสมมาเนิ่นนาน สมัยหนุ่มๆ พร่ำสอนเท่าไรก็ไม่เคยจำ พอแก่ตัวลงนางจึงคร้านจะใส่ใจและปล่อยวางไปตามยถากรรม ในเมื่อไม่มีบุตรชายคนอื่นให้เลือกใช้งาน นางจึงทำตัวปิดตาข้างหนึ่ง ขอเพียงจวนโหวไม่ล่มสลาย นางก็พร้อมจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบายต่อไป
"โชคดีที่เจ้าลูกรองยังรู้ความและแยกแยะผลประโยชน์ออก ไม่เห็นหรือว่าช่วงนี้เขาพยายามเอาใจพ่อตาแค่ไหน"
"พูดถึงเรื่องสลับตัวเจ้าสาวแล้ว คนที่รับเคราะห์หนักสุดก็คือเขา คนเป็นพ่ออย่างเจ้าเคยคิดจะปลอบใจลูกบ้างหรือไม่ พ่อตาที่เป็นขุนนางถูกสับเปลี่ยนเป็นพ่อค้า เขายังยอมวางความขุ่นเคืองในใจลงแล้วไปดึงคนตระกูลซินมาเป็นพวก แบบนี้ยังเรียกว่าไม่รู้ความ ไม่ช่วยแบ่งเบาภาระคนเป็นพ่ออย่างเจ้าอีกรึ"
"ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงนี้เขาคอยไปนั่งเฝ้าเอาใจ ป่านนี้คนตระกูลซินคงถูกคนอื่นแย่งตัวไปตั้งนานแล้ว เจ้าเองก็อย่าให้มันลำเอียงนักเลย"
คำพูดเจาะลึกทะลวงใจเหล่านั้นทำเอาถังโม่ถึงกับห่อไหล่ทรุดตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาแสร้งทำเป็นสลดราวกับแบกรับความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้เต็มประดา ทว่าภายในใจกลับลอบตบเข่าฉาดด้วยความเสียดาย
ทำไมเขาถึงนึกคำพูดสวยหรูแบบที่ท่านย่าพ่นออกมาไม่ออกกันนะ เขาไม่ได้กำลังประจบเอาใจพ่อตาเสียหน่อย แต่เขากำลังกล้ำกลืนฝืนทนความอยุติธรรมอันใหญ่หลวง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของบิดาต่างหาก
ทันทีที่ปรับมุมมอง ภาพลักษณ์ของเขาก็ดูยิ่งใหญ่และน่าเลื่อมใสขึ้นมาทันที
สายตาของถังกังตวัดมองร่างของบุตรชายคนรองด้วยความรู้สึกซับซ้อน
"เจ้าคิดแบบนี้หรือ"
น้ำเสียงของถังโม่อ่อนลงกว่าเดิม แฝงความถ่อมตนอย่างหาตัวจับยาก
"ท่านพ่อยกโอกาสที่พี่ใหญ่จะได้ไปฝึกในกองทัพทหารรักษาพระองค์ฝั่งเหนือมาให้ลูก ทำให้ท่านพ่อต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งเต้นจัดการเรื่องต่างๆ ลูกโง่เขลาช่วยอะไรท่านพ่อไม่ได้ ก็เลยทำได้แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่พอจะทำได้ขอรับ"
สีหน้าของถังกังผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
"รู้จักคิดได้เสียที"
เมื่อเห็นบุตรชายยืนก้มหน้าก้มตาอย่างว่าง่าย ถังกังก็หวนนึกไปถึงแจกันลายดอกไม้สีชมพูในมือของอีกฝ่าย ใจจริงอยากจะเอ่ยปากขอ ทว่ากลับหาเหตุผลมารองรับความหน้าหนาของตนเองไม่ได้ ต่อให้เขาจะลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน แต่วิสัยของผู้นำตระกูลก็ยังทำให้เขารักหน้าตาและศักดิ์ศรีของตนเองอยู่บ้าง
ถังโม่รั้งอยู่ได้ไม่นานก็ขอตัวกลับไปพักผ่อน ถังกังตั้งใจจะหว่านล้อมผู้เป็นมารดาต่อ ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังกลับลุกขึ้นยืนช้าๆ ตัดบทสนทนาเสียดื้อๆ
"ข้าเหนื่อยแล้ว พวกเจ้าเองก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ"
ถังกังและหวังซื่อจำต้องลุกขึ้นบอกลา ระหว่างทางเดินกลับ หวังซื่อไม่ได้ปริปากเอ่ยสิ่งใดกับสามี เดิมทีนางวางแผนจะส่งหญิงสาวหน้าตาสะสวยไปปรนนิบัติเพื่อสูบเรี่ยวแรงของเขาให้หมดสิ้น ทว่าเมื่อลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว บุตรชายของนางยังคงต้องการให้บิดาผู้นี้ออกหน้าเป็นเกราะกำบังอยู่ นางจึงพับแผนการนั้นเก็บไป
"วันนี้อนุหยางบอกว่าปวดหัว โหวเย่จะแวะไปดูนางหน่อยหรือไม่เจ้าคะ"
ถังกังจะมีอารมณ์สุนทรีย์เช่นนั้นได้อย่างไร ในหัวของเขากำลังขบคิดถึงท่าทีของมารดาในช่วงสองสามวันมานี้ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าโปรดปรานซินอัน ทั้งยังมีมุมมองต่อบุตรชายคนรองในทิศทางที่ดีขึ้น แม้เขาจะยอมรับว่าบุตรชายคนรองดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมากหลังแต่งงาน แต่ความลำเอียงที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นนิสัย ก็ยังทำให้เขานึกกังวลว่า ถังหรงอาจจะสูญเสียความได้เปรียบหลังจากออกเรือนไปแล้ว
"ไม่ไปล่ะ ข้ามีธุระต้องทำ เจ้าพักผ่อนเถอะ"
เมื่อเห็นแผ่นหลังของสามีเดินมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือส่วนตัวที่เรือนหน้า มุมปากของหวังซื่อก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน ไม่ต้องส่งคนไปสืบให้เสียเวลา นางก็รู้ดีว่าเขากำลังไปทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดการเรื่องราวให้บุตรชายคนโตสุดที่รักอีกตามเคย
ตัดภาพมาที่เรือนชุนหัว ถังหรงกำลังคลอเคลียออดอ้อนอยู่กับเถาอี๋หรันภายในห้องนอน สองสามีภรรยาเพิ่งจะถอดรองเท้าเตรียมพักผ่อน ทว่าคนของถังกังกลับมาร้องเรียกตัวออกไปกะทันหัน เมื่อเห็นสีหน้าขมึงทึงของผู้เป็นบิดา ถังหรงก็เอ่ยปากออกไปโดยไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
"ท่านพ่อกำลังโกรธเรื่องน้องรองหรือขอรับ ตอนนี้ท่านลุงซินเป็นพ่อตาของน้องรองแล้ว ธรรมชาติย่อมต้องเข้าข้างเขา ลูกคิดว่าน้องรองรู้สถานการณ์ดี คงไม่ปล่อยให้ท่านลุงซินโดนบ้านอื่นแย่งตัวไปหรอกขอรับ"
ถังกังแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างหงุดหงิด
"เรื่องตระกูลซินข้ามีแผนจัดการของข้าเอง ว่าแต่เจ้านถอะ แต่งงานมาหลายวันมัวทำอะไรอยู่"
นอกจากเวลาที่ออกไปจัดการธุระข้างนอกด้วยกันแล้ว เวลาที่เหลือบุตรชายคนโตก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่แต่ในเรือนชุนหัว บุรุษที่ลุ่มหลงในอิสตรีและเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จะไปทำการใหญ่ได้อย่างไร
ถังหรงประสานมือค้อมตัวลงเล็กน้อย
"ท่านพ่อ ลูก..."
"ตั้งแต่แต่งเข้าจวนมา เมียเจ้าเพิ่งจะไปคารวะย่าของเจ้าที่เรือนแค่หนเดียว วันนี้ก็อ้างว่าไม่สบาย พรุ่งนี้ก็อ้างว่าปวดเมื่อย หรือนางรังเกียจว่าฮวงจุ้ยจวนโหวของเราไม่ดี เลี้ยงคนไม่ได้รึยังไง"
เป้าหมายในการตักเตือนพุ่งตรงไปที่เถาอี๋หรันอย่างชัดเจน
"ข้าอุตส่าห์หวังว่าพอเจ้าแต่งงานแล้ว จะมีคนมาช่วยจัดการเรื่องจุกจิกในจวน เจ้าจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้ ที่ไหนได้ นางกลับผูกมัดเจ้าไว้แต่ในเรือนจนออกไปไหนไม่ได้"
ความคาดหวังอันสูงลิ่วที่ถังกังมีต่อบุตรชายคนโต คือบ่อเกิดของถ้อยคำตำหนิติเตียนอันรุนแรงเหล่านี้ ความไม่พอใจต่อลูกสะใภ้อย่างเถาอี๋หรันพุ่งทะยานจนทะลุปรอท นางยังห่างไกลจากมาตรฐานของสะใภ้ใหญ่ที่เขาตั้งเป้าไว้มากนัก
"เจ้าคือซื่อจื่อจวนโหว อนาคตต้องสืบทอดบรรดาศักดิ์ เมียเจ้าจะมาทำตัวเป็นแค่ดอกไม้ประดับไร้ประโยชน์ไม่ได้ นางต้องมีฝีมือจัดการเรื่องราวทั้งในและนอกจวน เจ้าก็อย่าตามใจนางให้มันมากนัก"
เนิ่นนานแล้วที่ถังหรงไม่เคยถูกผู้เป็นบิดาต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ ความรู้สึกหลากหลายตีรวนขึ้นมาในอกจนยากจะอธิบาย
"ลูกเข้าใจแล้วขอรับ"
เมื่อเห็นบุตรชายยอมโอนอ่อน ถังกังก็ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
"ในรายการสินเดิมของเมียเจ้ามีแจกันเคลือบสีฝุ่นอยู่ใบหนึ่ง ไปหาวิธีเอามันมาใช้ปูทางหน้าที่การงานของเจ้าซะ ผัวเมียคือคนคนเดียวกัน ไม่ต้องมานั่งแบ่งแยกของข้าของเจ้าหรอก"
คิ้วเรียวของถังหรงขมวดเข้าหากันแทบจะทันที การนำสินเดิมของภรรยามาใช้ทั้งที่เพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่กี่วัน ดูอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจเอาเสียเลย
"ให้ลูกไปขอให้น้องรองยอมสละของเขาแทนไม่ได้หรือขอรับ"
แววตาของถังกังเย็นเยียบลงทันควัน
"ถ้าเจ้ามีปัญญา ก็ไปขอจากน้องสะใภ้เอาเองสิ"
คนเป็นพ่ออย่างเขายังไม่กล้าบากหน้าไปเปิดปากขอ แล้วไอ้ลูกชายที่มีชนักติดหลังเรื่องสลับตัวเจ้าสาว กลับกล้าเสนอความคิดนี้ออกมาอย่างหน้าตาเฉย มันเห็นว่าคนเป็นพ่ออย่างเขาไม่รู้จักยางอายหรืออย่างไรกัน
[จบบท]