บทที่ 51 : ความใส่ใจของถังโม่
คำแนะนำของซินอันทำให้ถังโม่รู้สึกสนใจขึ้นมาจริงๆ ชายหนุ่มนึกทบทวนดูแล้ว ข้างกายเขาก็ยังขาดบ่าวรับใช้ที่หัวไวคอยวิ่งเต้นจัดการเรื่องจิปาถะให้สักคน
"เดี๋ยวข้าจะลองไปถามดู"
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังกับหวังซื่อกำลังยืนมองทั้งคู่อยู่เงียบๆ เมื่อเห็นว่าถังโม่และซินอันเข้ากันได้เป็นอย่างดีก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ผู้เป็นย่าถึงกับยิ้มกริ่มพร้อมกับเอ่ยปากชมเปาะ
"ข้าบอกแล้วว่าสองคนนี้เหมาะสมกัน คุยกันรู้เรื่องแถมยังเล่นสนุกด้วยกันได้ นี่แหละที่เรียกว่าวาสนา"
หวังซื่อพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี หลายวันมานี้เมื่อไม่ต้องคอยจัดการเรื่องปวดหัวในจวนโหว จิตใจของนางก็ปลอดโปร่งขึ้นมาก ยิ่งได้เห็นบุตรชายและลูกสะใภ้รักใคร่กลมเกลียวกัน คนเป็นแม่ย่อมชื่นใจเป็นธรรมดา ถึงอย่างนั้นนางก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังนัก
"ก็แค่เป็นพวกติดเล่นด้วยกันทั้งคู่น่ะสิเจ้าคะ เมื่อวานขึ้นเขาไปล่าสัตว์ได้มาไม่กี่ตัว วันนี้ก็ร้องจะย่างกินกันให้ได้ ดูท่าคงจะเที่ยวเล่นจนไม่อยากกลับจวนแล้วล่ะมั้ง"
"แถมยังไปเก็บเห็ดสีสันฉูดฉาดพวกนั้นกลับมาตั้งกองเบ้อเริ่ม ก็ไม่รู้ว่ามันจะกินได้หรือเปล่า"
แท้จริงแล้วฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังเองก็ไม่อยากกลับไปเช่นกัน นางรู้สึกว่าการได้มาพักผ่อนที่เรือนพักตากอากาศแห่งนี้ช่างรื่นรมย์นัก ท้องฟ้ากว้างใหญ่ อากาศบริสุทธิ์สดชื่น แถมยังมีเรื่องสนุกให้ทำตั้งมากมาย อย่างไรเสียก็ย่อมสุขสบายกว่าอุดอู้อยู่แต่ในเรือนชุนหรงเป็นไหนๆ
"อีกสองสามวันพวกเจ้าก็กลับกันไปก่อนเถอะ จวนโหวจะขาดคนดูแลไม่ได้ ส่วนข้าจะขออยู่ต่ออีกสักพัก"
หวังซื่อถึงกับยกมือขึ้นนวดขมับทันที พอได้มาอยู่แล้วก็ไม่อยากกลับเสียอย่างนั้น นางรีบหาทางพูดเกลี้ยกล่อม
"ถึงที่นี่จะดีแค่ไหนแต่ก็ไม่สะดวกสบายเหมือนในจวนนะเจ้าคะ จะปล่อยให้ท่านแม่รั้งอยู่ที่นี่คนเดียว ข้าไม่วางใจหรอก เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่เอง ส่วนเรื่องในจวนก็ปล่อยให้สะใภ้รองจัดการไป ข้าดูแล้วนางก็พอมีฝีมือเรื่องดูแลจวนอยู่บ้าง"
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังกลับส่ายหน้าปฏิเสธ จุดประสงค์หลักที่พาหวังซื่อออกมาพักผ่อนครั้งนี้ ก็เพื่อให้จิตใจสงบลงและหวังให้ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นั้นผ่อนคลายขึ้น หากมัวแต่หมกตัวอยู่ชานเมืองแล้วไม่ยอมกลับจวน มันจะไปมีประโยชน์อะไร
"เจ้าเองก็ต้องกลับ สะใภ้รองอายุยังน้อย เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่นาน เรื่องราวในจวนก็ยังรู้ไม่ถี่ถ้วนนัก เจ้าที่เป็นแม่สามีจะมามัวพักผ่อนหนีงานไม่ได้หรอก"
"เอาตามนี้แหละ ข้าจะอยู่ต่ออีกสักครึ่งเดือนแล้วค่อยกลับ"
เมื่อขัดไม่ได้ หวังซื่อก็ยังคงนึกเป็นห่วงอยู่ดี นางจึงหันไปสั่งการให้บ่าวรับใช้รีบเดินทางกลับจวนโหวเพื่อไปนำข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับฮูหยินผู้เฒ่ามาเพิ่ม ทั้งยังกำชับให้พาท่านหมอประจำจวนและจัดเตรียมองครักษ์ฝีมือดีตามมาคุ้มกันด้วย เพื่อความปลอดภัยและรัดกุมที่สุด
ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางกลับเมืองหลวงก็คือลุงหวังและหวังฟู่ผู้เป็นบุตรชาย สองพ่อลูกถูกเรียกตัวมาเพื่อช่วยดูแลตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกในเรือนพักตากอากาศ แต่หลังจากเดินสำรวจอย่างละเอียดอยู่หลายวัน พวกเขากลับไม่พบปัญหาใดเลยสักนิด
ผืนดินที่นี่อุดมสมบูรณ์ พืชพรรณธัญญาหารเติบโตงอกงาม ทุกซอกทุกมุมถูกจัดการดูแลอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แถมบ่าวไพร่ในเรือนก็ดูขยันขันแข็ง ไม่มีใครมีท่าทีเกียจคร้านหรือคดโกงเลยสักคน ในเมื่อไม่มีงานให้สองพ่อลูกลงแรง ทำเช่นนี้สู้รีบกลับไปจัดการเรื่องซ่อมแซมจวนน่าจะเกิดประโยชน์เสียกว่า
"เยี่ยมมาก! เร็วเข้าเอ้อร์ซาน วิ่งตามไปเลย เร็วเข้า!"
การแข่งขันชู่จวีของบรรดาเด็กหนุ่มดำเนินมาถึงจุดที่ดุเดือดที่สุด ถังโม่ตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ เขาลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวตะโกนเชียร์อยู่ข้างสนามเสียงดังก้อง ซินอันที่นั่งอยู่ข้างๆ เองก็มีสีหน้าลุ้นระทึกไม่แพ้กัน โชคดีที่นางยังรักษากิริยา ไม่ได้ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นหรือโบกไม้โบกมือตามไปด้วย
หวังซื่อทอดถอนใจด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ นางหันไปสบตาฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังแล้วพูดขึ้น
"เป็นซะอย่างนี้ ข้าถึงไม่ได้คาดหวังให้เขาไปสอบได้ดิบได้ดีอะไร ขอแค่สองสามีภรรยาใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนที่ไหน แล้วก็รู้จักกตัญญูบ้าง แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี
"คนเราจะไปหวังให้เก่งกาจกันทุกคนได้ยังไง ขอแค่ประคับประคองชีวิตให้ราบรื่นไปจนแก่เฒ่าได้ นั่นก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งแล้ว"
"ไปเถอะ พวกเราไปตกปลาริมสระบัวกันดีกว่า"
ช่วงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังกำลังหลงใหลการตกปลาเป็นอย่างมาก ขอเพียงมีปลามากินเหยื่อ นางก็จะตื่นเต้นดีใจราวกับเด็กเล็กๆ สามารถนั่งเฝ้าเบ็ดอยู่ริมน้ำได้เป็นครึ่งค่อนวันโดยไม่เบื่อหน่าย
ยามย่ำค่ำ กลิ่นเนื้อสัตว์ย่างหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ เอ้อร์ซานคอยจัดแจงแบ่งงานให้กลุ่มเด็กหนุ่มช่วยกันทำอย่างคล่องแคล่ว ระหว่างที่กำลังรอให้เนื้อสุกได้ที่ ถังโม่ก็ลองหยั่งเชิงถามเอ้อร์ซานว่าสนใจจะติดตามไปรับใช้เขาหรือไม่ เด็กหนุ่มแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เขาพยักหน้ารับคำทันที
"ยินดีขอรับ! แต่... ข้าขอพาไปอีกคนด้วยได้หรือไม่"
ทีแรกถังโม่นึกว่าอีกฝ่ายคงอยากหนีบเพื่อนเล่นสหายสนิทไปด้วย แต่ที่ไหนได้ คนที่เอ้อร์ซานอยากพาไปกลับเป็นเด็กผู้หญิงเสียอย่างนั้น
"ไม่ปิดบังคุณชาย ครอบครัวข้าคนเยอะ ข้าเป็นลูกคนรอง พ่อก็รักแต่พี่ชาย ส่วนปู่ก็โอ๋แต่น้องชาย ข้าที่เป็นคนกลางเลยไม่มีใครสนใจ ซ้ำยังถูกที่บ้านรังเกียจหาว่าซุกซน ในบรรดาพี่น้องสามคน ข้าทำงานหนักที่สุด กินน้อยที่สุด เสื้อผ้าก็ซอมซ่อที่สุด"
"ส่วนเซี่ยเอ๋อร์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้ายิ่งน่าสงสารกว่า ขนาดยังเป็นแค่เด็กผู้หญิง ที่บ้านเห็นว่าท่านอ๋องไม่ได้อยู่เมืองหลวง ไม่มีใครคอยจับตาดูเรือนพักตากอากาศ ก็เลยแอบเอาตัวนางไปขาย โชคดีที่ผู้ดูแลหยางรู้เรื่องเข้าแล้วตามไปเอาตัวกลับมาได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงโดนทุบตีจนตายไปแล้ว"
"ตอนนี้พวกเราก็ใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยงในคอก นอนก็ต้องนอนในห้องเก็บฟืน กินก็แย่ที่สุด งานก็ต้องทำหนักที่สุด แถมยังโดนดุโดนตีอยู่ทุกวัน ถ้าคุณชายยอมพาน้องสาวข้าไปด้วย พวกเราสองพี่น้องสาบานว่าจะซื่อสัตย์และขอรับใช้แค่คุณชายรองกับฮูหยินน้อยไปจนตายเลยขอรับ"
นับตั้งแต่รู้ว่าถังโม่จะมาเยือนที่นี่ เอ้อร์ซานก็พยายามหาทางเสนอหน้ามาตลอด หลายวันมานี้เขางัดเอาความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาโชว์ให้เห็น ก็เพื่อรอคอยโอกาสนี้โดยเฉพาะ เพราะทนใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่ลำเอียงไม่ไหว ทำงานจนสายตัวแทบขาดแต่กลับไม่มีข้าวกินให้อิ่มท้อง ช่างน่าอึดอัดใจเหลือเกิน
ถังโม่ไม่ได้ตกปากรับคำในทันที เพียงบอกว่าจะขอกลับไปคิดดูก่อน เอ้อร์ซานแม้จะแอบผิดหวังอยู่บ้างเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นเขาก็ยิ่งขยันขันแข็งและกระตือรือร้นทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อแสดงความตั้งใจให้เห็น
ความจริงแล้วซินอันไม่ได้พิสมัยเนื้อย่างป่าที่ทั้งดำเมี่ยมแถมยังเหนียวจนเคี้ยวแทบไม่ออกพวกนี้เลยสักนิด แต่นางชื่นชอบบรรยากาศรอบกายในยามนี้ต่างหาก ท้องฟ้าเบื้องบนอาบไล้ไปด้วยแสงสีส้มอมแดงของยามเย็น ฝูงนกบินวนกลับคืนรัง ทุกคนต่างล้อมวงพูดคุยสรวลเสเฮฮา แม้แต่สุนัขในเรือนยังวิ่งกระดิกหางไปมาอย่างเริงร่า ภาพเหล่านั้นทำให้นางเผลอหลุดรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ถังโม่ยื่นน่องกระต่ายย่างสีเหลืองทองที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมันมาให้
"เอ้านี่ ข้าให้คนเอาไปหมักแล้วทอดก่อนรอบหนึ่ง พอกินก็นำมาย่างไฟซ้ำอีกที รับรองว่ากรอบนอกนุ่มใน รสชาติซึมเข้าเนื้อแน่นอน"
ชายหนุ่มรู้ดีว่าถึงแม้นางจะไม่ได้เกิดในตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ แต่ก็เป็นถึงคุณหนูตระกูลคหบดีที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย ย่อมไม่เคยกินอาหารพื้นบ้านหยาบๆ พวกนี้เป็นแน่ ทว่าเขาก็ปากแข็งไม่อยากยอมรับว่าตัวเองใส่ใจในความชอบของนาง จึงได้แต่คิดข้ออ้างในใจว่าที่ทำไปก็แค่เพื่อตอบแทนที่นางคอยชี้แนะเรื่องจิ่นอ๋อง จนเขาค้นพบเส้นทางที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ก็เท่านั้น
ซินอันไม่ได้ปฏิเสธความหวังดี นางรับน่องกระต่ายมาถือไว้ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นบดบังริมฝีปากเล็กน้อยแล้วลองกัดชิมดูคำหนึ่ง รสชาติกรอบนอกนุ่มในอร่อยล้ำอย่างที่เขาอวดอ้างจริงๆ
แต่เมื่อถังโม่เห็นนางกินด้วยท่าทางทุลักทุเล เขาก็คว้าน่องกระต่ายในมือนางกลับมาวางลงบนจานทันที จากนั้นก็ดึงมีดพกออกมาหั่นเลาะเนื้อออกจากกระดูกอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่กี่อึดใจ เนื้อกระต่ายก็ถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ชายหนุ่มเลื่อนจานกลับไปตรงหน้านาง
"กินสิ"
"ข้าจะบอกอะไรให้นะ ขึ้นชื่อว่าเป็นเนื้อติดกระดูก มันก็ต้องใช้มือจับแทะตรงๆ ถึงจะได้อรรถรส ถ้าไม่เชื่อลองชิมดูอีกคำสิ รสชาติมันไม่เหมือนตอนที่กินไปคำแรกหรอกนะ"
ซินอันฟังแล้วก็รู้สึกกังขา มันก็เนื้อจากน่องเดียวกันแท้ๆ แค่เปลี่ยนจากจับแทะมาเป็นใช้มีดหั่น รสชาติมันจะไปต่างกันได้อย่างไร
นางคีบเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่งเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างช้าๆ เพื่อลิ้มรส ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ มันไม่อร่อยและหอมหวลเท่าตอนที่กัดกินจากกระดูกจริงๆ ด้วย ถังโม่เห็นท่าทางของนางก็เชิดหน้ายิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ
"เห็นไหมล่ะ เรื่องกินน่ะเจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก เดี๋ยววันหลังข้าจะไปซื้อไก่ย่างอบกรอบมานั่งกินในห้องนะ จะฉีกน่องไก่ออกมาแทะให้ดูเลย แบบนั้นแหละถึงจะเรียกว่าอร่อยถึงใจ"
ซินอันวางตะเกียบลง นางไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งกับเรื่องอาหารการกินมากนัก จึงตอบกลับไปง่ายๆ
"วันหลังถ้ามีของกินอร่อยๆ ก็อย่าลืมพาข้าไปกินด้วยก็แล้วกัน"
พอหวนนึกถึงชีวิตในชาติก่อนที่นางแทบจะไม่เคยก้าวเท้าออกจากประตูจวนโหวเลยสักครั้ง วันๆ เอาแต่หัวหมุนอยู่กับภาระหน้าที่การงานในเรือนจนไม่มีเวลาว่างมานั่งละเมียดละไมเรื่องอาหารการกิน คิดดูแล้วช่างเป็นชีวิตที่ขาดทุนเสียจริง
ถังโม่เอาแต่พูดจาฉอดๆ บรรยายความอร่อยเป็นคุ้งเป็นแคว แต่กลับกินเนื้อสัตว์ป่าย่างตรงหน้าไปได้เพียงนิดเดียว ดูท่าแล้วรสชาติคงยังไม่ถูกปากเขาเท่าไรนัก สุดท้ายชายหนุ่มก็หันไปกวาดเนื้อกระต่ายส่วนที่ซินอันกินเหลือไว้จนหมดเกลี้ยง
ตกกลางคืน เมื่อทั้งสองล้มตัวลงนอนเคียงข้างกันบนเตียง บทสนทนาเรื่องการเดินทางกลับก็เริ่มขึ้น จุดประสงค์เดิมที่มาเยือนเรือนพักตากอากาศแห่งนี้ก็แค่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศชั่วคราวเท่านั้น ทว่าการได้พบปะพูดคุยกับจิ่นอ๋องกลับกลายเป็นโชคหล่นทับที่เหนือความคาดหมาย
"ข้าต้องรีบกลับไปรายงานตัวที่กองทัพฝั่งเหนือ แล้วก็ต้องไปคอยจี้เรื่องของท่านอาอีก"
"พวกเราไม่อยู่แบบนี้ สองคนเรือนข้างๆ คงไม่พลิกจวนจนคว่ำไปแล้วหรอกนะ"
ใจจริงซินอันก็ยังไม่อยากกลับไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวาย แต่พอคิดว่าถ้ามัวแต่หลบเลี่ยงอู้งานในวันนี้ วันหน้าก็ต้องมีกองงานสุมรอให้ตามสะสางเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอยู่ดี
"กลับก็กลับเถอะ ข้าให้ลุงหวังไปเดินสำรวจพื้นที่ดูแล้ว ทุกอย่างถูกจัดการไว้เป็นอย่างดี เจ้าเองก็ตรวจดูบัญชีแล้วนี่ คนที่จิ่นอ๋องเลือกมาใช้งานได้ดีทุกคน ไม่มีเหตุผลอะไรต้องเปลี่ยนตัวหรอก วันข้างหน้าก็แค่คอยสอบถามสถานการณ์จากผู้ดูแลหยางตอนที่เขาเข้าเมืองมารับเงินเดือนทุกเดือนก็พอแล้ว"
ถังโม่พยักหน้ารับคำในคอเบาๆ แต่อยู่ๆ เขาก็รู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน สงสัยว่าการสวาปามของกินแปลกประหลาดเข้าไปตั้งมากมายในคราวเดียว จะทำให้กระเพาะอาหารรับไม่ไหวเสียแล้ว
"โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว ปวดท้อง!"
[จบบท]