บทที่ 65 : เหตุใดจึงไม่ไปทำความเคารพอีกเล่า
ถังโม่มองซินอันที่กำลังพับกระดาษวาดเขียนแผ่นนั้นเก็บเข้าตู้ใบเล็กตรงหัวเตียงอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มนึกถึงหน้าที่การงานที่ต้องไปทำในวันนี้ ความรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาพร้อมกัน
"เย็นนี้ข้าอยากจะชวนพวกสหายไปกินข้าว แต่ก็กลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมมา"
"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ"
ซินอันจัดการล็อกตู้จนแน่นหนาแล้วลุกขึ้นยืน นางร้องเรียกชุนหยางให้เข้ามาด้านใน ส่วนไหลไหลนั้นยืนรออยู่หน้าประตูห้องอยู่ก่อนแล้ว
"ไหลไหล เจ้าไปช่วยคุณชายรองล้างหน้าแต่งตัวเถิด ส่วนชุนหยางไปจัดการเรื่องอาหารเช้า เอาเป็นพวกของรสอ่อนก็พอนะ"
จัดการสั่งความบ่าวรับใช้เสร็จสรรพ ซินอันก็ปลดถุงหอมที่ห้อยอยู่ตรงเอวของถังโม่ออกมา แล้วหยิบเงินก้อนหนึ่งใส่ลงไปเตรียมไว้ให้เขาพกติดตัว
เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น ซินอันก็พาสาวใช้และบ่าวในเรือนชิวสือเดินตามกันออกไปเป็นขบวนใหญ่โต เพื่อไปส่งถังโม่ที่หน้าประตูใหญ่ของจวนโหวเว่ยหย่วน ชายหนุ่มเห็นคนมาส่งมากมายถึงเพียงนี้ก็อดรู้สึกเกรงใจขึ้นมาไม่ได้
"ทำแบบนี้มันจะไม่ดูเอิกเกริกเกินไปหรือ"
"วันนี้ท่านต้องไปรับราชการเป็นวันแรกเชียวนะเจ้าคะ"
ซินอันส่งยิ้มกว้าง นางมองหน้าสามีด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านก็คือคนที่มีหน้าที่การงานทำแล้ว ท่านคือเสาหลักของพวกเราทุกคนในเรือนชิวสือ เป็นที่พึ่งพิงของพวกเรา พวกเราก็ต้องมาคอยเป็นกำลังใจให้ท่านสิเจ้าคะ"
บรรดาบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างพากันพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของผู้เป็นนายอย่างแข็งขัน
"คุณชายรอง ท่านต้องทำได้แน่ขอรับ"
"ข้าน้อยขอให้คุณชายรองมีหน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองนะขอรับ"
"ใช่เจ้าค่ะ นู๋ปี้ก็ขอให้คุณชายรองได้เลื่อนขั้นไวๆ นะเจ้าคะ"
คำอวยพรที่แย่งกันพูดออกมาจากปากของเหล่าบ่าวรับใช้ล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความจริงใจ ซินอันเห็นเช่นนั้นก็หันกลับมามองสามีอีกครั้ง
"เห็นหรือไม่เจ้าคะ พวกเราทุกคนล้วนคอยสนับสนุนท่าน ท่านเองก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเองนะเจ้าคะ ว่าท่านต้องทำได้แน่นอน"
ถังโม่รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นหวังซื่อเดินตรงเข้ามาหา มารดาของเขาส่งยิ้มให้แต่ไกลก่อนจะเอื้อมมือมาตบไหล่เบาๆ
"ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความหรอก ตั้งใจไปทำงานให้ดีเถิด แม่เองก็คอยสนับสนุนลูกเสมอ วันนี้ลูกชายของแม่ช่างดูสง่างามนัก"
ถังโม่ประสานมือคำนับมารดาด้วยรอยยิ้ม
"ลูกไปก่อนนะขอรับ"
ผู้คนนับสิบชีวิตยืนออส่งกันอยู่ที่หน้าประตูจวนโหว รอจนกระทั่งไหลไหลบังคับรถม้าเลี้ยวลับมุมถนนไปจนลับสายตา พวกเขาถึงได้ละสายตาแล้วหันหลังกลับ
"พวกเจ้าทุกคนกลับไปเถิด แล้วก็ตั้งใจทำงานของตัวเองให้ดีด้วยเล่า"
บ่าวรับใช้ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะพากันเดินยิ้มร่ากลับไปยังเรือนชิวสือด้วยความเบิกบานใจ
ความเคลื่อนไหวที่เอิกเกริกของเรือนชิวสือ ย่อมไม่อาจเล็ดลอดสายตาของคนในเรือนชุนหัวที่อยู่ติดกันไปได้ กูกูไช่แค่นเสียงหยันออกมาทันทีที่เห็นภาพนั้น
"ก็ไม่ได้เป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่โตอะไรนักหนา จำเป็นต้องทำตัวเอิกเกริกถึงเพียงนี้เชียวรึ"
ช่างเป็นพวกที่ทำตัวไม่สมกับฐานะเอาเสียเลย
ทว่ากูกูไช่คงลืมไปเสียสนิท ว่าตำแหน่งขุนนางที่นางค่อนขอดว่า 'ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนักหนา' นั้น เดิมทีเคยเป็นของถังหรงมาก่อน ดังนั้นเมื่อถังหรงได้ยินคำพูดประโยคนี้เข้า เขาจึงรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง
แต่ในขณะเดียวกัน ภายในใจลึกๆ ของเขากลับรู้สึกอิจฉาถังโม่ที่ได้รับความรักและความเอาใจใส่มากมายถึงเพียงนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะแอบวาดหวังไว้ในใจ ว่าหากถึงวันที่เขาต้องไปรับตำแหน่งบ้าง เถาอี๋หรันก็คงจะพาบ่าวรับใช้ทั้งเรือนมาส่งเขาแบบนี้เช่นกันกระมัง
กูกูไช่ยังคงไม่เห็นเถาอี๋หรันก้าวเท้าออกจากห้องตั้งแต่เช้าตรู่ แม้ในใจจะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่สีหน้าของนางกลับไม่แสดงออกให้เห็นแม้แต่น้อย นางหันไปถามกูกูหลิวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"วันนี้ฮูหยินน้อยใหญ่ก็ยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่อีกหรือ"
กูกูหลิวฟังออกถึงน้ำเสียงประชดประชันที่แฝงอยู่ในคำถามนั้น แต่ก็อับจนหนทางที่จะแก้ตัวแทนเจ้านายของตน
"ฮูหยินน้อยใหญ่สุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก หากมีอาการเจ็บป่วยไข้ขึ้นมา ก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่หลายวันกว่าจะหายดี"
"เฮ้อ"
กูกูไช่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยท่าทางจงใจ
"ซื่อจื่อมีภาระหน้าที่สำคัญต้องออกไปจัดการนอกจวน ส่วนเรื่องภายในจวน แม้จะมีฮูหยินเป็นผู้ดูแลจัดการ แต่ในฐานะที่ฮูหยินน้อยใหญ่เป็นถึงภรรยาของซื่อจื่อ ก็ควรจะหาทางช่วยแบ่งเบาภาระของฮูหยินบ้างถึงจะถูก การที่เอาแต่ล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เช่นนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย มิสู้ลองให้ท่านโหยวไปเชิญหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงมาช่วยตรวจดูอาการให้ฮูหยินน้อยใหญ่สักหน่อยไม่ดีกว่าหรือ"
กูกูหลิวได้ฟังก็แค้นแทบแย่ ต่อหน้าฮูหยินน้อยใหญ่ ยายแก่ผู้นี้ทำตัวเป็นคนสนิทที่คอยประจบประแจง จนฮูหยินน้อยใหญ่หลงเชื่อและยอมทำตามคำแนะนำของนางไปเสียทุกอย่าง นี่ถ้านางสามารถลากตัวฮูหยินน้อยใหญ่ออกมาฟังคำพูดถากถางของยายแก่ผู้นี้ได้ก็คงจะดีไม่น้อย
ยังไม่ทันที่กูกูหลิวจะคิดหาคำพูดมาปกป้องเถาอี๋หรัน กูกูไช่ก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาอีกครั้ง
"เรื่องช่วยฮูหยินแบ่งเบาภาระนั้นยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะถึงอย่างไรฮูหยินก็มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงทนทาน ยังพอจะทนเหนื่อยต่อไปได้อีกหน่อย แต่เรื่องที่ฮูหยินน้อยใหญ่มีร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้ หากส่งผลกระทบไปถึงเรื่องการมีทายาทสืบสกุลขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า"
กูกูหลิวถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาแก้ต่างให้เจ้านาย หากจะเถียงว่าฮูหยินน้อยใหญ่สุขภาพแข็งแรงดี แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมตื่นแต่เช้าไปทำความเคารพแม่สามีเล่า แต่ครั้นจะยอมรับว่าสุขภาพอ่อนแอจริงๆ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่าฮูหยินน้อยใหญ่มีบุตรยากอย่างที่กูกูไช่กล่าวหา
ไม่ว่าจะเลือกตอบทางใด ก็มีแต่จะยกหินทุ่มใส่เท้าตัวเองทั้งสิ้น
ถังหรงที่ยืนฟังอยู่ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ในฐานะที่เป็นสามีภรรยาที่นอนร่วมเตียงเดียวกันมา เขามั่นใจว่าสุขภาพของเถาอี๋หรันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้ออ้างที่นางใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการไปทำความเคารพมารดาในตอนเช้าก็เท่านั้น
เมื่อภาพคำพูดของถังกังผุดขึ้นมาในหัว คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดมุ่นหนักกว่าเดิม ชายหนุ่มหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องทันที ทิ้งให้กูกูไช่ยืนยิ้มเยาะอย่างได้ใจ ขณะที่กูกูหลิวได้แต่ยืนกังวลใจอยู่เงียบๆ
ในเวลานี้เถาอี๋หรันตื่นนานแล้ว นางกำลังนั่งจัดแต่งกิ่งไม้ดอกไม้ที่สาวใช้เพิ่งเก็บมาจากในสวนเมื่อเช้าอย่างตั้งใจ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา นางก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก
"วันนี้ดอกไม้ในสวนบานสวยนัก เอามาปักแจกันไว้ก็ดูเข้าทีทีเดียว"
ความไม่พอใจในใจของถังหรงลดทอนลงไปได้บ้าง แต่เขาก็ยังคงเอ่ยปากถามในสิ่งที่ค้างคาใจอยู่ดี
"เหตุใดวันนี้เจ้าจึงไม่ไปทำความเคารพท่านแม่ตามธรรมเนียมอีกเล่า"
มือที่กำลังจับกรรไกรชะงักไปชั่วครู่ เถาอี๋หรันคลี่ยิ้มออกมา
"ข้าไปทำความเคารพ แล้วท่านแม่จะหันมาเอ็นดูข้าหรือเจ้าคะ"
"ถ้าเป็นเมื่อก่อน ท่านแม่ก็คงจะแสร้งทำตัวเป็นแม่สามีที่เมตตาอารีอยู่หรอก แต่ตั้งแต่ที่ท่านแม่ทะเลาะกับท่านพ่อคราวนั้น เรื่องราวทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่ว่าข้าจะพยายามพูดหรือทำดีแค่ไหน ท่านแม่ก็ไม่มีวันชอบข้าหรอกเจ้าค่ะ"
"ก็เหมือนกับที่ท่านแม่พยายามเสแสร้งแกล้งทำเป็นใจกว้างและมีเมตตา แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีความรักความจริงใจให้ท่านเลยนั่นแหละ ถึงยังไงท่านก็ไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ของนาง จะให้ความรู้สึกมันเหมือนกันได้ยังไงเล่า"
ถังหรงรู้ดีว่าสิ่งที่นางพูดนั้นมีเหตุผลและเป็นความจริงทุกประการ แต่ถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้น ก็ใช่ว่านางจะทำตัวละเลยหน้าที่ได้
"คนภายนอกต่างก็รู้ดีว่าท่านแม่รักและดูแลข้าเหมือนกับเป็นลูกแท้ๆ ต่อให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้นางจะแค่แสร้งทำ แต่นางก็ทำดีกับข้ามาโดยตลอด ตอนนี้นางกำลังมีเรื่องผิดใจกับท่านพ่อ ข้ายิ่งต้องแสดงความกตัญญูต่อนางให้มากเข้าไว้ จะได้ไม่มีใครเอาไปนินทาได้ หากข้าเอาแต่หลบหน้าหลบตา แม้แต่การไปทำความเคารพในตอนเช้าและเย็นยังทิ้งไปเสียเฉยๆ แบบนี้จะไม่กลายเป็นคนอกตัญญูไปหรอกหรือ"
เถาอี๋หรันวางกรรไกรในมือลงอย่างใจเย็น
"ถ้าเป็นแบบนั้น ท่านเองก็ยิ่งควรจะไปเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับท่านแม่ด้วยตัวเองสิเจ้าคะ ความจริงท่านควรจะไปหานางตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้นแล้วด้วยซ้ำ เพราะต้นตอของเรื่องทั้งหมดมันก็มาจากตัวท่านเองไม่ใช่หรือ แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อตอนนั้นท่านบาดเจ็บอยู่ก็พอเข้าใจได้ ท่านก็แค่บอกนางไปว่าช่วงสองสามวันนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว ก็เลยตั้งใจมาเยี่ยมเยียนท่านแม่โดยเฉพาะ"
ทั้งสองคนต่างก็รู้ดีว่าหน้าที่ที่ควรทำคืออะไร แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีทิฐิและไม่อยากจะเป็นฝ่ายลดตัวลงไปหาหวังซื่อก่อน จึงได้แต่พยายามโยนความรับผิดชอบไปให้อีกฝ่าย
ถังหรงครุ่นคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเถาอี๋หรัน แต่ก็ยังไม่วายเอ่ยปากชวนนางอีกครั้งด้วยความหวังลึกๆ
"อี๋หรัน เจ้าจะไปเป็นเพื่อนข้าหรือไม่"
เถาอี๋หรันส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"พวกท่านเป็นแม่ลูกกัน ถ้ามีข้าอยู่ด้วย เรื่องบางเรื่องก็คงจะคุยกันไม่สะดวกนักหรอก ท่านไปเถอะเจ้าค่ะ รอให้ข้าสุขภาพแข็งแรงดีกว่านี้แล้ว ข้าค่อยไปทำความเคารพท่านแม่ทีหลังก็แล้วกัน"
ถังหรงได้แต่ลุกขึ้นยืนด้วยความจนใจ เขาเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเรียกให้กูกูไช่เดินตามไปที่เรือนของหวังซื่อด้วยกัน
ทางด้านเรือนชิวสือที่อยู่ติดกัน ซินอันเดินตรวจดูความเรียบร้อยรอบเรือนจนทั่วแล้วก็ไม่พบว่ามีเรื่องอันใดให้ต้องจัดการ นางจึงตั้งใจจะพาสาวใช้ไปเดินเล่นผ่อนคลายที่สวนดอกไม้ ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตูเรือนออกมา ก็บังเอิญพบเข้ากับถังหรงพอดี
"พี่ใหญ่กำลังจะออกไปข้างนอกหรือ"
ซินอันในยามนี้สามารถเผชิญหน้ากับถังหรงได้อย่างเป็นธรรมชาติและไร้ซึ่งความตะขิดตะขวงใจใดๆ ต่างจากถังหรงที่รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"ข้ากำลังจะไปหาท่านแม่น่ะ แล้วน้องสะใภ้เล่า กำลังจะไปเดินเล่นหรือ"
"เจ้าค่ะ"
ซินอันส่งยิ้มบางๆ ให้เขา
"ดอกไม้ในสวนกำลังบานสะพรั่ง ข้าก็เลยกะว่าจะไปเดินชมเสียหน่อย"
ถังหรงเผลอจ้องมองใบหน้าของสตรีตรงหน้าอย่างลืมตัว วันนี้นางดูสดใสเปล่งปลั่ง นัยน์ตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้า รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าก็ดูงดงามชวนมอง ปิ่นปักผมที่ประดับอยู่บนศีรษะส่องประกายระยิบระยับล้อแสงตะวัน ต่างหูที่ห้อยระย้าลงมาก็ดูเข้ากับนางอย่างพอดิบพอดี แม้แต่ลวดลายดอกไม้ที่ปักประดับอยู่บนเสื้อผ้า ก็ยังดูงดงามราวกับมีชีวิต
ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกว่า สตรีที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเช่นนาง สมควรที่จะได้รับการรายล้อมไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ และได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระเสรี
ในขณะที่ถังหรงกำลังยืนเหม่อลอยอยู่นั้น ฮูหยินเถาก็เดินเข้ามาเห็นภาพนี้เข้าพอดี เมื่อเห็นบุตรเขยคนโปรดกำลังยืนจ้องมองน้องสะใภ้ตาไม่กะพริบ หัวใจของคนเป็นแม่ก็พลันกระตุกวูบ นางรีบปั้นหน้ายิ้มแล้วเดินเข้าไปทักทายทันที
"ลูกเขยคนเก่ง"
เสียงเรียกนั้นทำให้ถังหรงสะดุ้งหลุดจากภวังค์ เขาหันไปมองฮูหยินเถาด้วยความประหลาดใจ จนเผลอหลุดปากถามออกไปอย่างลืมตัว
"ท่านแม่ยาย เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า"
"ข้าก็แค่แวะมาเยี่ยมเจ้ากับอี๋หรันน่ะสิ"
ฮูหยินเถาแสร้งทำสีหน้าปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าทางของนางดูเปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตาเฉกเช่นผู้อาวุโสทั่วไป
"ตอนที่อยู่จวน ข้าเอาแต่เป็นห่วงเรื่องอาการบาดเจ็บของเจ้า ก็เลยตั้งใจมาดูให้เห็นกับตาตัวเอง"
[จบบท]