บทที่ 66 : ฮูหยินเถาสั่งสอนบุตรสาว
แม่ยายกับลูกเขยคนปัจจุบันยืนเผชิญหน้ากัน ทว่าตรงกลางกลับมีซินอันผู้เคยเข้าพิธีไหว้ฟ้าดินกับถังหรงยืนคั่นอยู่ บรรยากาศรอบด้านจึงดูน่าอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ยังคงวางตัวตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รอยยิ้มบางเบาประดับบนใบหน้าขณะย่อตัวทำความเคารพฮูหยินเถาอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับชายหนุ่ม
"ท่านแม่เพิ่งจะออกไปทำธุระข้างนอกเจ้าค่ะ กว่าจะกลับก็คงช่วงบ่าย ถ้าพี่ใหญ่มีธุระอะไร เอาไว้ตอนเย็นค่อยแวะไปใหม่ก็แล้วกันนะเจ้าคะ"
ความจริงแล้วหวังซื่อกับฮูหยินโหยวผู้เป็นสะใภ้รองนัดกันออกไปดูงิ้ว หากถังหรงหูตาไวติดตามข่าวคราวในจวนสักนิด ก็คงไม่ต้องเสียเที่ยวเดินมาตากหน้าเช่นนี้
ชายหนุ่มยืนปั้นหน้าไม่ถูก แววตาฉายความกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับซินอันที่ยิ่งเห็นอีกฝ่ายเสียอาการ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งงดงามผุดผ่องขึ้นเรื่อยๆ
"ข้าไม่รบกวนพี่ใหญ่กับฮูหยินเถาแล้วเจ้าค่ะ"
นางย่อตัวทำความเคารพอีกครั้ง ก่อนจะพาสาวใช้เดินจากไปอย่างเชื่องช้าสง่างาม ฮูหยินเถาทอดสายตามองแผ่นหลังนั้นด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะหันกลับมาแย้มยิ้มให้ลูกเขย
"แผลของเจ้าดีขึ้นมากแล้วใช่หรือไม่ ใกล้จะได้ไปทำงานที่กรมพิธีการแล้วล่ะสิ"
ถังหรงพยักหน้ารับ
"ช่วงสองวันนี้ข้ากำลังศึกษาข้อปฏิบัติของกรมพิธีการอยู่ขอรับ อีกสามวันก็จะไปรับตำแหน่งแล้ว"
หญิงวัยกลางคนเอ่ยชมเชยสั้นๆ แล้วก้าวเท้าเข้าไปในเรือนชุนหัว จุดประสงค์หลักที่นางเดินทางมาในวันนี้ ก็เพื่อจะสั่งสอนบุตรสาวให้รู้จักแย่งชิงอำนาจดูแลจวน
หลังจากทักทายลูกเขยพอเป็นพิธี นางก็ตรงดิ่งเข้าไปในห้องของเถาอี๋หรันทันที ทว่าผู้เป็นลูกกลับแสดงสีหน้ารำคาญใจที่ต้องมาทนนั่งฟังมารดาพร่ำบ่น ยิ่งได้ยินคำสอนที่บอกให้แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่าง นางก็ยิ่งรู้สึกต่อต้าน
"ท่านแม่จะไปแก่งแย่งเรื่องพวกนั้นทำไมกันเจ้าคะ ทำแบบนั้นมีแต่จะทำให้ตัวเองดูแย่ลงเปล่าๆ"
"ลูกผู้หญิงอย่างเราไม่เห็นต้องเป็นคนดูแลบ้านเสมอไปเลย แค่ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุขก็พอแล้ว มีคนคอยจัดการเรื่องปวดหัวพวกนั้นให้ก็ดีออกไม่ใช่หรือเจ้าคะ"
"ไม่คาดหวัง ไม่ร้องขอ ถึงจะพบความสงบ ปล่อยวางทุกอย่าง ทำใจให้นิ่งเหมือนน้ำ"
"ท่านแม่น่าจะมองโลกให้กว้างกว่านี้นะเจ้าคะ"
คนเป็นแม่ฟังแล้วถึงกับขมับเต้นตุบๆ ลานตบตีแย่งชิงในเรือนหลังของตระกูลใหญ่โตเช่นนี้ มันจะไปมีความสงบเหมือนผิวน้ำได้อย่างไร
ถึงแม้ถังหรงจะมีตำแหน่งซื่อจื่อติดตัว แต่ตราบใดที่เขายังไม่ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์อย่างเป็นทางการ ทุกอย่างย่อมพลิกผันได้เสมอ
"ถ้าลูกไม่แย่งชิง แล้วเรือนข้างๆ ที่คอยจ้องจะตะครุบอยู่ล่ะ สามีลูกออกไปทำงานเหน็ดเหนื่อย เขาก็ต้องหวังให้ลูกเป็นภรรยาที่ดีคอยช่วยเหลือ แล้วภรรยาที่ดีเขาทำกันยังไง"
"มัวแต่ชมนกชมไม้ แต่งกลอนไปวันๆ อย่างนั้นหรือ"
ความหงุดหงิดฉายชัดบนใบหน้าของเถาอี๋หรัน นางไม่อยากทนฟังอีกต่อไป
"ท่านแม่ไม่ต้องพูดแล้วเจ้าค่ะ เรื่องพวกนั้นกูกูหลิวกับกูกูไช่จัดการได้อยู่แล้ว ทำไมลูกต้องลดตัวไปทำเองด้วย"
ฮูหยินเถาชะงักไปครู่หนึ่ง มองบุตรสาวด้วยความอ่อนใจสุดแสน
"เรือนเดียวกันมีคนดูแลสองคนไม่ได้หรอก เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ถ้าลูกจะให้บ่าวไพร่จัดการ ก็ต้องเลือกเก็บไว้แค่คนเดียว"
ผู้เป็นลูกสาวขมวดคิ้วมุ่น สวนกลับทันควัน
"ทำไมท่านแม่ถึงชอบคิดเล็กคิดน้อยนักล่ะเจ้าคะ พวกเขาก็เก่งกันคนละอย่าง คนนึงดูแลงานในบ้าน อีกคนดูแลงานนอกบ้าน มันจะไปมีปัญหาอะไร"
คำตอบนั้นทำเอาคนเป็นแม่เหนื่อยหน่ายจนแทบหมดแรง ร่างกายของบุตรสาวนางอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่เป็นประจำ นางจึงไม่เคยบังคับฝืนใจ ปล่อยให้ทำตามใจชอบมาตลอด
ยิ่งตอนที่ให้ลองเรียนรู้งานดูแลบ้านแล้วถึงกับเป็นลมล้มพับไป นางก็ยิ่งไม่กล้าให้ลูกต้องเหน็ดเหนื่อย ได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ ว่าพอแต่งงานออกเรือนไปแล้ว นิสัยใจคอก็คงจะเปลี่ยนไปเอง
แต่สิ่งที่ทำให้นางหนักใจที่สุด คือการที่บุตรสาวมักจะคลุกคลีอยู่กับหญิงชราคนนั้นในจวน สตรีที่เกิดมาจากชนชั้นต่ำต้อย จะเอาความรู้ที่ไหนมาสั่งสอนลูกสาวของนางให้ดีได้
ตอนแรกที่นางเล็งถังโม่ไว้เป็นลูกเขยก็เพราะเหตุผลนี้ ลูกคนรองที่ไม่มีสิทธิ์สืบทอดตระกูล ย่อมไม่ต้องรับภาระหนักอึ้ง ลูกสาวของนางจะได้ไม่ต้องเหนื่อย แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวจะพลิกผันกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ฮูหยินเอกของตระกูลใหญ่ที่ไหนเขาเอาแต่ป่วยวันเว้นวัน แล้วก็โยนงานหลังบ้านทิ้งกัน
เถาอี๋หรันเริ่มหมดความอดทนกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้เต็มที
"ท่านแม่เลิกวุ่นวายเรื่องของลูกเถอะเจ้าค่ะ ลูกรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่"
ฮูหยินเถาพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง กะจะเกลี้ยกล่อมว่าถ้าไม่ยอมดูแลจวน ก็ต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อรีบมีทายาท ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยคก็โดนขัดขึ้นมาเสียก่อน
"ท่านแม่ ลูกบอกแล้วไงว่าไม่ต้องมายุ่ง"
เสียงพร่ำบ่นของมารดามีแต่จะทำให้จิตใจนางขุ่นมัวเปล่าๆ
ความโกรธกรุ่นเริ่มปะทุขึ้นในใจของฮูหยินเถา
"ตอนนี้ลูกรำคาญแม่ แต่วันหน้าลูกจะต้องเสียใจ"
โชคดีที่นางยังพอมีสติรั้งอารมณ์ไว้ได้ จึงไม่ได้อาละวาดโวยวายในเรือนชุนหัวให้ขายหน้า พอเดินพ้นประตูห้องออกมา นางก็ตรงไปหาถังหรงทันที หวังจะฝากฝังให้ลูกเขยช่วยอบรมสั่งสอนบุตรสาวของตน
"เด็กคนนี้ใสซื่อบริสุทธิ์เกินไป ไม่ค่อยทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่นนัก วันข้างหน้าคงต้องรบกวนเจ้าช่วยดูแลนางให้มากหน่อยนะ"
ถังหรงแอบหวังลึกๆ ว่าแม่ยายจะช่วยเกลี้ยกล่อมให้เถาอี๋หรันลุกขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระของเขาบ้าง แต่กลายเป็นว่าปัญหานี้กลับถูกโยนมาให้เขาแก้เสียเอง ชายหนุ่มรู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ
"ข้าเพิ่งจะใช้ชีวิตร่วมกับอี๋เอ๋อร์ได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยเข้าใจนิสัยใจคอนางเท่าไร ไม่รู้ว่านางเจ็บไข้ได้ป่วยตรงไหน ถึงได้บ่นว่าปวดนู่นปวดนี่อยู่เรื่อย"
"ถ้าท่านแม่ยายพอจะรู้อาการ ก็ช่วยบอกข้าหน่อยเถอะ ข้าจะได้ไปขอให้ท่านพ่อตามหมอหลวงมารักษา"
ฮูหยินเถาถึงกับอึกอักไปไม่เป็น ใจจริงนางพอจะดูออกว่าลูกสาวแกล้งป่วย ทว่านางไม่อยากยอมรับความจริงข้อนั้น จึงได้แต่แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่าเป็นเพราะร่างกายอ่อนแอ
"คงจะเป็นมาตั้งแต่อยู่ในท้องแล้วน่ะ"
"พอจะมียาบำรุงรักษามั้ยขอรับ"
ถังหรงซักไซ้ไล่เลียงไม่ยอมปล่อย
"ข้าเห็นสีหน้าอี๋เอ๋อร์ก็ดูสดใสดี แต่พอตื่นเช้ามาทีไรก็บอกว่าไม่สบายทุกที ไม่ปวดหน้าอกก็ปวดหัว บางทีก็บ่นว่าแน่นหน้าอกหายใจไม่ออก อ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปหมด อาการมันดูซับซ้อนจนข้าชักจะเริ่มเป็นห่วงแล้ว"
ชายหนุ่มไม่ใช่คนโง่เขลา เขามองออกทะลุปรุโปร่งว่าเถาอี๋หรันไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่แต่งงานกันมา พวกเขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันออกจะบ่อยครั้ง ไม่ว่าเขาจะรุนแรงแค่ไหน เถาอี๋หรันก็รับไหวแถมยังดูมีความสุขเสียด้วยซ้ำ อาการแบบนี้มันเหมือนคนป่วยกระเสาะกระแสะตรงไหน ทว่าเรื่องพรรค์นี้เขาไม่อาจพูดออกไปได้
ฮูหยินเถาหมดคำจะพูด ส่วนถังหรงก็ยังคงแสร้งตีหน้าเศร้ากังวลใจ
"เดี๋ยวรอท่านพ่อกลับมา ข้าจะไปขอให้ท่านส่งคนไปเชิญหมอหลวงมาตรวจดูสักหน่อย"
ป่วยจริงหรือแกล้งป่วย แค่ให้หมอหลวงจับชีพจรดูก็รู้แล้ว ฮูหยินเถาได้แต่ฝืนยิ้มเจื่อน
"ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก ก่อนหน้านี้ที่จวนก็เคยตามหมอมารักษาตั้งหลายคน ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้ป่วยหนักหนาอะไร แค่บำรุงรักษานิดหน่อยก็พอแล้ว"
"ช่วงก่อนแต่งงานก็วุ่นวาย พอแต่งเข้ามาแล้วยังมีเรื่องให้ปวดหัวอีกตั้งเยอะแยะ เด็กคนนั้นก็ไม่ใช่พวกชอบบ่นเสียด้วย มีอะไรก็เก็บไว้ในใจคนเดียว คงเพราะเครียดสะสมถึงได้รู้สึกไม่สบายตัว เดี๋ยวปล่อยไว้สักพักก็คงดีขึ้นเองแหละ"
สถานการณ์ดูจะเลวร้ายกว่าที่นางคิดไว้มากนัก การที่ถังหรงพูดแบบนี้ แปลว่าเขาเริ่มไม่พอใจความเกียจคร้านของเถาอี๋หรันแล้ว
ผู้ชายที่ต้องออกไปทำงานทำการ ย่อมต้องการภรรยาที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านได้ ไม่ใช่ดอกไม้ประดับแจกันที่เอาแต่จัดดอกไม้หรือวาดรูปเล่นไปวันๆ
ตอนแรกนางตั้งใจจะกลับแล้วแท้ๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องของบุตรสาวอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงของนางดุดันและจริงจังกว่าเดิม
"ลูกจะไม่ดูแลบ้านก็ได้ จะไม่ยอมมีลูกก็ได้ อยากจะทำอะไรก็ทำไป แต่ข้อแม้เดียวคือลูกต้องมัดใจสามีให้อยู่หมัด ทำให้เขารักและยอมตามใจลูกทุกอย่าง..."
ฮูหยินเถาขลุกอยู่ในห้องนั้นนานสองนาน ระหว่างที่หวังซื่อไม่อยู่ ซินอันก็พาบ่าวไพร่เดินมาที่เรือนชุนหัวอีกรอบ ในเมื่อแม่สามีไม่อยู่ นางจึงเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทั้งหมด
"ข้าเห็นว่าฮูหยินเถานานๆ จะมาเยี่ยมสักที คงมีเรื่องอยากคุยตามประสาแม่ลูกกับพี่สะใภ้ใหญ่ มื้อเที่ยงนี้ข้าก็เลยให้คนมาจัดโต๊ะอาหารที่เรือนชุนหัว พี่ใหญ่เห็นว่ายังไงบ้างเจ้าคะ"
ถังหรงประสานมือคารวะอย่างเกรงใจ
"ลำบากน้องสะใภ้จัดการให้แล้ว"
"พี่ใหญ่เกรงใจเกินไปแล้ว"
ซินอันคลี่ยิ้มบาง
"ท่านแม่ไม่อยู่ ข้าก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านสิเจ้าคะ"
พูดจบนางก็พาคนเดินจากไป ทิ้งให้ถังหรงมองตามด้วยความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามาในอก
ก่อนจะถึงยามอู่ สาวใช้จากโรงครัวก็ยกสำรับอาหารมาตั้งเรียงราย บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสมากมาย
พอเห็นว่ามีสุราผลไม้จัดเตรียมไว้ด้วย ยังไม่ทันที่ถังหรงจะเอ่ยถาม หญิงรับใช้อาวุโสที่ดูแลเรื่องอาหารการกินก็ชิงอธิบายขึ้นก่อน
"สุราผลไม้นี้เพิ่งส่งมาจากโรงบ่มสุราเมื่อเช้าเจ้าค่ะ กลิ่นหอมหวานรสชาติดีทีเดียว ฮูหยินรองบอกว่าฮูหยินเถาเป็นแขกคนสำคัญ ส่วนฮูหยินน้อยใหญ่ก็ชอบอะไรที่มันดูเรียบง่ายสง่างาม สุราผลไม้ไหก็นี้เหมาะเจาะพอดีเลยเจ้าค่ะ"
ถังหรงพยักหน้ารับรู้ พอคนจากโรงครัวถอยออกไป ฮูหยินเถากับเถาอี๋หรันก็เดินออกมาจากห้องพอดี
ทันทีที่ฮูหยินเถารู้ว่าซินอันถือวิสาสะขึ้นมาดูแลจวนโดยไม่ได้รับอนุญาต นางก็ตั้งใจจะจับผิดหาข้อบกพร่องให้ได้ ทว่าพอนั่งลงกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะ กลับไม่พบที่ติเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกระแวดระวังภัยในใจนางจึงยิ่งทวีคูณ
"วันนี้ท่านโหวก็ยังไม่กลับมาใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นนอกจากพวกเรา ก็เหลือแค่ฮูหยินรองที่เป็นเจ้านายอยู่ในจวนคนเดียวน่ะสิ ทำไมไม่เชิญมากินข้าวด้วยกันเลยล่ะ"
"มีอย่างที่ไหน แขกอย่างข้ามานั่งกินสบายใจเฉิบ แต่เจ้าบ้านกลับต้องไปหลบอยู่คนเดียว"
"รีบไปเชิญนางมาเถอะ"
[จบบท]