บทที่ 78 : ซื้อร้านค้าคว้าโอกาส
"ฮูหยินก็ไม่ได้ลำเอียงนักหรอก ข้าวของพวกนี้ดูดีทีเดียว"
กูกูหลิวนำเครื่องกระเบื้องเคลือบที่หวังซื่อมอบให้มาจัดวางเรียงรายให้เถาอี๋หรันได้ชื่นชม นางกวาดสายตามองของล้ำค่าเหล่านั้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและแววตาเป็นประกายแจ่มใส ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับของมีค่ามาอย่างกะทันหันโดยไม่ต้องลงแรง ย่อมรู้สึกเบิกบานใจเป็นธรรมดา เถาอี๋หรันเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นนั้น กูกูไช่กลับเดินหน้ามุ่ยเข้ามาใกล้ พลางสอดคำขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
"ของในคลังจวนโหว ถ้าไม่ใช่สมบัติที่นายท่านผู้เฒ่าริบมาจากสู้รบ ก็เป็นของพระราชทานจากในวังทั้งนั้น แต่ละชิ้นล้วนประเมินค่าไม่ได้เลยนะเจ้าคะ"
กูกูไช่ปรายตามองเครื่องกระเบื้องบนโต๊ะ ก่อนจะตอกย้ำเจตนาเดิมของตนเอง
"ของที่อยู่ในมือนายท่านผู้เฒ่านั้นไม่ต้องพูดถึงหรอก แค่ที่ฮูหยินดูแลอยู่ก็มีมากมายก่ายกอง เมื่อครู่บ่าวได้ยินมาว่า วันนี้ฮูหยินรองไปช่วยฮูหยินจัดการคลังสมบัติ ตอนกลับเรือนชิวสือก็หอบของติดมือไปตั้งหลายชิ้น บ่าวเดาว่าคงตั้งใจคัดมาแต่ของดีๆ แน่"
"ฮูหยินน้อยสุขภาพไม่ค่อยดี ก็เลยไปคอยปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินไม่ได้ ส่วนฮูหยินรองก็ช่างประจบสอพลอเก่งเหลือเกิน คอยหลอกล่อให้ทั้งนายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินเอ็นดูแต่นาง บ่าวเกรงว่าฮูหยินน้อยจะเสียเปรียบเอานะเจ้าคะ"
"ยังไงซะจวนโหวแห่งนี้ วันหน้าก็ต้องตกเป็นของซื่อจื่ออยู่ดี ฮูหยินน้อยต้องคิดเผื่อเรื่องนี้ให้มากหน่อยนะเจ้าคะ"
ถ้อยคำของกูกูไช่นั้นชัดเจนจนแทบจะชี้หน้าด่า ว่าสมบัติทั้งหมดในจวนโหวล้วนเป็นสิทธิ์ขาดของถังหรง หวังซื่อไม่สมควรเอาของมีค่าไปมอบให้เรือนชิวสือเลยแม้แต่น้อย คำพูดเหล่านั้นทำเอาความเบิกบานใจของเถาอี๋หรันจางหายไปจนสิ้น นางเริ่มขมวดคิ้วคิดหนักและสูญเสียอารมณ์สุนทรีย์ไปในทันที
ทางด้านกูกูหลิวที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ได้แต่ลอบสบถด่าหญิงชราปากมากผู้นี้ในใจ นางนึกชิงชังคนที่คอยแต่จะยุแยงตะแคงรั่ว เรื่องละเอียดอ่อนพรรค์นี้มันใช่สิ่งที่ควรนำมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยหรือ คนเฒ่าคนแก่มักสอนเสมอว่าหน้าต่างมีหูประตูมีช่อง แต่ดูเหมือนกูกูไช่จะไม่เคยจดจำใส่สมอง
กูกูหลิวรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจเหลือทนที่ต้องคอยประคับประคองทั้งเจ้านายที่ไม่ทันคน และรับมือกับบ่าวเฒ่าที่ชอบสร้างเรื่อง นางลอบตัดสินใจอย่างเด็ดขาดอยู่เงียบๆ ในเมื่อเปลี่ยนตัวเจ้านายไม่ได้ การเขี่ยกูกูไช่ให้พ้นทางก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงหาโอกาสเหมาะๆ ให้เถาอี๋หรันเป็นคนเอ่ยปากไล่ตะเพิดด้วยตัวเองก็พอ
ข้ามกำแพงมายังเรือนชิวสือ ซินอันเพิ่งจะได้เอนหลังพักผ่อนเพียงครู่เดียวและกำลังเตรียมตัวจะเดินไปตรวจดูคลังสมบัติของตนเอง ทว่าเอ้อร์ซานกลับมาขอพบเสียก่อน
เด็กหนุ่มเพิ่งจะย้ายมาทำงานที่เรือนชิวสือเป็นวันแรก วันนี้เขาจึงออกไปข้างนอกพร้อมกับไหลไหลเพื่อทำความคุ้นเคยกับเส้นทางต่างๆ ในเมืองหลวง ท่าทางของเขาดูรีบร้อนเหมือนมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบ
"มีอะไรหรือเปล่า"
เอ้อร์ซานรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมทันทีที่ได้ยินคำถาม
"คุณชายให้บ่าวกลับมาเรียนฮูหยินรองว่า มีร้านค้าในเมืองหลวงกำลังประกาศขายขอรับ เป็นร้านขนาดใหญ่สี่คูหาติดกัน ทำเลดีมากอยู่ที่ถนนอิงฮุย"
"คุณชายบอกว่าถ้าสนใจก็ลองไปดูได้ ช่วงเย็นวันนี้สามารถทำสัญญาซื้อขายได้เลยขอรับ"
เมื่อได้ยินคำรายงาน ซินอันก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที สินเดิมที่ครอบครัวตระกูลซินมอบให้นางนั้นไม่มีร้านค้ารวมอยู่ด้วย สาเหตุหลักเป็นเพราะพวกเขาย้ายมาเมืองหลวงอย่างกะทันหันจนจัดการกว้านซื้อไม่ทัน จึงแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินก้อนโตใส่หีบมาให้แทน นางหมายมั่นปั้นมือมาตลอดว่าจะต้องซื้อร้านค้าเป็นของตัวเองให้ได้ จึงไหว้วานให้ถังโม่คอยสอดส่องหาทำเลดีๆ ไว้ให้
"รู้หรือเปล่าว่าเป็นร้านของตระกูลไหน"
เอ้อร์ซานส่ายหน้าหวือ
"บ่าวรู้แค่ว่าเป็นของเพื่อนขุนนางที่คุณชายทำงานด้วยขอรับ"
"เข้าใจแล้ว จำทางได้ใช่ไหม เดี๋ยวเจ้าพาข้าไปดูหน่อย"
"พี่ไหลไหลสอนบ่าวหมดแล้วขอรับ"
เมื่อได้ข้อสรุป ซินอันจึงหันไปสั่งการกูกูหวังให้รีบส่งคนไปแจ้งหวังจิ้นกับหวังฟู่ ให้ล่วงหน้าไปรอที่ถนนอิงฮุยก่อนเพื่อจะได้ช่วยกันตรวจตราดูร้าน จากนั้นนางก็หันไปกำชับชุนหยางให้เตรียมตั๋วเงินให้พร้อม หากพิจารณาแล้วถูกใจ นางตั้งใจจะนำเงินไปมอบให้ถังโม่และวางมัดจำจองไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจ
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ ขบวนของซินอันก็ออกเดินทาง เอ้อร์ซานรับหน้าที่บังคับรถม้าพานางมุ่งหน้าสู่ถนนอิงฮุย เด็กหนุ่มตื่นเต้นจนแผ่นหลังตั้งตรงแน่ว ประหม่าเสียจนบังคับม้าด้วยความระมัดระวังเกินเหตุ
"พี่เอ้อร์ซานไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ค่อยๆ บังคับไปเถอะ"
เอ้อร์ซานขานรับในลำคอ แต่ท่าทางก็ยังคงดูแข็งทื่อเช่นเดิม ทว่าสุดท้ายเขาก็สามารถพาซินอันมาถึงที่หมายได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย เมื่อลงจากรถม้า ชุนหยางก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชมเชย ทำเอาเด็กหนุ่มยิ้มกว้างจนคิ้วแทบจะเลิกขึ้นไปจรดไรผมด้วยความดีใจ
ทำเลที่ถังโม่แนะนำนั้นดีเลิศกว่าที่นางคาดคิดไว้มาก เป็นอาคารสี่คูหาเรียงติดกันพร้อมลานกว้างด้านหลัง พื้นที่กว้างขวางตั้งตระหง่านอยู่ตรงทางสามแพร่ง ถนนหนทางทั้งด้านหน้าและด้านหลังล้วนสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกสบาย หวังจิ้นและหวังฟู่เดินทางมาถึงก่อนแล้วและสืบข่าวสารมาครบถ้วน
"เจ้าของร้านนี้คือตระกูลวางขอรับ นายท่านตระกูลวางเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ขั้นห้า ได้ยินมาว่าช่วงนี้ขัดสนเงินทองอย่างหนักก็เลยจำใจต้องปล่อยขาย"
"แต่ราคาขายแพงกว่าร้านทั่วไปตั้งสองส่วนเลยนะขอรับ"
หวังจิ้นแสดงความเห็นด้วยสีหน้าหนักใจเพราะมองว่าราคาค่อนข้างเอาเปรียบ ซินอันพยายามขุดคุ้ยความทรงจำ ข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลวางในหัวของนางช่างเลือนรางเหลือเกิน แต่การที่ขุนนางฝ่ายทหารจะตกที่นั่งลำบากเรื่องเงินทองนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก บางทีพวกเขาอาจจะมีเรื่องฉุกเฉินระดับคอขาดบาดตายจริงๆ ก็ได้
บริเวณหน้าร้านมีชายวัยกลางคนท่าทางเหมือนผู้ดูแลกำลังชะเง้อคอมองมาทางรถม้าด้วยความร้อนใจ หวังจิ้นกระซิบบอกว่าคนผู้นั้นน่าจะเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องซื้อขาย ซินอันจึงก้าวลงจากรถม้าเพื่อเข้าไปสำรวจสภาพภายในด้วยตาตนเอง เท้ายังไม่ทันแตะพื้นดี ผู้ดูแลคนนั้นก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"คารวะฮูหยินรองขอรับ"
"หลงจู๊ไม่ต้องมากพิธี"
เมื่อก้าวพ้นประตูเข้าไป ซินอันก็พบว่าพื้นที่ด้านในกว้างขวางโอ่อ่ากว่าที่มองจากภายนอกเสียอีก แสงสว่างสาดส่องเข้ามาจนดูโปร่งโล่ง สินค้าข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกชัดเจนว่าที่นี่คือร้านขายของชำขนาดใหญ่ที่กิจการกำลังไปได้สวย
"ร้านทำเลดีขนาดนี้ ตัดใจขายไม่เสียดายแย่หรือ"
หลงจู๊ซึ่งเป็นคนของตระกูลวางมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงขมขื่น
"เรียนฮูหยินรองตามตรง ทั้งทำเลและผังของร้านนี้ถือว่าดีเยี่ยม ลูกค้าก็แวะเวียนมาไม่ขาดสาย ถ้าไม่ใช่เพราะนายท่านร้อนเงินจริงๆ มีหรือจะยอมตัดใจขายทิ้ง"
ผู้ดูแลร้านมีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ตัดสินใจกลืนคำพูดนั้นลงคอไป ซินอันเดินสำรวจรอบๆ อีกพักหนึ่ง
"แล้วทำไมถึงขายแพงกว่าร้านทั่วไปตั้งสองส่วน"
ผู้ดูแลรีบอธิบายว่าเป็นความประสงค์ของนายท่านที่สั่งการมา
"คงเพราะนายท่านหวงร้านนี้มากจริงๆ ขอรับ"
ซินอันคลี่ยิ้มบางๆ นางกวาดสายตามองโครงสร้างอันสมบูรณ์แบบนี้อีกครั้ง ในความทรงจำของนาง เมืองหลวงแห่งนี้จะยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตข้างหน้า การจะหาซื้อร้านค้าดีๆ สักแห่งนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แถมราคาก็จะพุ่งทะยานขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ร้านทำเลทองเช่นนี้ไม่ได้มีหลุดมาให้เห็นบ่อยๆ
"ไม่ต้องต่อรองราคาแล้ว ตกลงเอาตามนี้แหละ"
หลงจู๊ตระกูลวางเบิกตากว้างด้วยความดีใจ ชุนหยางก้าวออกมาพร้อมกับยื่นตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงสองใบให้เพื่อเป็นค่ามัดจำ
"จะทำสัญญาซื้อขายและจ่ายเงินส่วนที่เหลือเมื่อไหร่ก็ว่ามา ส่วนเรื่องโฉนดแดงพวกข้าจะไปจัดการที่ที่ว่าการเอง"
ผู้ดูแลรับตั๋วเงินไปพร้อมกับรีบร่างหนังสือสัญญาค้ำประกัน เขาลอบปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาด้วยความอาลัยอาวรณ์
"ฮูหยินรองขอรับ นายท่านฝากมาบอกว่า ที่ลานด้านหลังยังมีคนอาศัยอยู่และมีของเก็บไว้อีกนิดหน่อย จะเป็นไรไหมขอรับถ้าจะขอผ่อนผันให้อยู่ต่ออีกสักเดือน"
"พวกข้าจะรีบหาที่อยู่ใหม่แล้วย้ายออกไปให้เร็วที่สุดขอรับ"
ซินอันเบือนหน้าไปมองหวังจิ้นกับหวังฟู่ สองพ่อลูกรู้หน้าที่รีบเดินเข้าไปสำรวจลานด้านหลังทันที เมื่อกลับออกมาสีหน้าของทั้งคู่ดูไม่สู้ดีนัก
"ด้านหลังมีคนอาศัยอยู่ประมาณยี่สิบสามสิบคนขอรับ ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ ผู้หญิง แล้วก็เด็ก พวกคนแก่ก็ล้วนแต่ร่างกายพิการแขนขาไม่สมประกอบทั้งนั้นเลยขอรับ"
ความทรงจำอันเลือนรางในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวของซินอันอย่างแจ่มชัด
"นายท่านของพวกเจ้าคือไหวหย่วนหลางเจียงใช่หรือไม่"
"คนที่อาศัยอยู่ข้างหลังนั่น คือทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการแล้วใช่ไหม"
ภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนหลั่งไหลเข้ามา ไหวหย่วนหลางเจียงนามว่า วางโหยว เป็นผู้ที่คอยอุปการะเลี้ยงดูทหารผ่านศึกที่พิการไร้ที่พึ่งจำนวนมาก นางจำได้แม่นยำว่าในเวลาต่อมา เมื่อวางโหยวต้องโทษอาญา ทหารเฒ่าที่พิการนับร้อยคนได้รวมตัวกันไปคุกเข่าร้องขอความเป็นธรรมหน้าลานพระราชวัง ภาพเหตุการณ์นั้นช่างน่าสะเทือนใจจนทำให้ฮ่องเต้ทรงซาบซึ้งพระทัย และยอมละเว้นโทษทัณฑ์ให้แก่วางโหยวในที่สุด
และที่สำคัญไปกว่านั้น บิดาของวางโหยวเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายท่านผู้เฒ่าตระกูลถังมาก่อน นั่นหมายความว่าบรรดาทหารพิการเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับจวนโหวเว่ยหย่วนอย่างลึกซึ้ง ทว่าในชาติที่แล้ว วางโหยวกลับไม่เคยเหยียบย่างมาขอความช่วยเหลือจากจวนโหวเลยแม้แต่ครั้งเดียว เรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
หลงจู๊ตระกูลวางไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ เขาเพียงแต่มองซินอันด้วยสายตาหวาดหวั่น ซินอันระบายยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้ารับ
"ได้สิ"
ผู้ดูแลรีบประสานมือคารวะอย่างซาบซึ้ง ซินอันไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางหันหลังเดินขึ้นรถม้า ก่อนจะกำชับเอ้อร์ซานให้รีบไปส่งข่าวถึงถังโม่ ให้เขารีบกลับมาที่จวนตั้งแต่หัววัน
เมื่อรถม้าแล่นกลับมาถึงจวนโหว ซินอันไม่ได้แวะกลับเรือนชิวสือ แต่มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนของหวังซื่อทันที
"นี่เจ้าไปสืบเรื่องของตระกูลนี้มาได้ยังไง"
หวังซื่อตั้งคำถามด้วยความเคลือบแคลงใจ ซินอันจึงเล่าเรื่องการซื้อร้านค้าให้ฟังอย่างละเอียด
"ที่ลานหลังร้านมีคนอาศัยอยู่ตั้งสองสามสิบคน ล้วนเป็นทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการมา แถมยังร่างกายพิการด้วยเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางของที่นี่นัก พอได้ยินเรื่องราวในอดีตของจวนโหว ข้าก็เลยกังวลว่าตระกูลวางกับจวนโหวของเราจะมีเรื่องบาดหมางอะไรกันหรือเปล่า"
นางอธิบายเหตุผลอย่างมีหลักการเพื่อคลายความสงสัยของแม่สามี
"ถ้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้ามีเบื้องลึกเบื้องหลัง เราก็จะได้เตรียมรับมือหาทางแก้ไขแต่เนิ่นๆ อย่างแรกเลยถือว่าเป็นการสร้างบุญกุศล อย่างที่สองก็เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเราด้วย และอย่างที่สาม จะได้ไม่ทิ้งปัญหาอะไรให้บานปลายในภายหลังเจ้าค่ะ"
[จบบท]