บทที่ 79 : ข้าเกรงว่าสามีของข้าจะคิดมาก
หวังซื่อเข้าใจความหมายที่ซินอันต้องการจะสื่อ นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
แม้ว่าตัวนางจะไม่ได้เกิดมาในตระกูลขุนนางสายบู๊ ทว่าการแต่งเข้าจวนโหวมาหลายปีก็ทำให้นางซึมซับและเข้าใจถึงความยากลำบากของทหารหาญเป็นอย่างดี ทหารผ่านศึกหลายคนที่เคยฝากฝีมือไว้ในสนามรบ พอปลดประจำการกลับมาก็ไร้ซึ่งวิชาชีพติดตัว ทำให้การใช้ชีวิตหาเลี้ยงปากท้องกลายเป็นเรื่องลำบากแสนเข็ญ
ยิ่งคนไหนที่ต้องเสียแขนเสียขาจนพิการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะใช้ชีวิตยากลำบากเพียงใด ที่ผ่านมาจวนโหวเว่ยหย่วนเองก็หมดเงินทองไปไม่น้อยกับการช่วยเหลือคนเหล่านี้ ทว่าจวนโหวก็ไม่ได้มีภูเขาทองคำหรือภูเขาเงินที่จะงอกเงยออกมาได้เรื่อยๆ จึงไม่อาจดูแลให้ความช่วยเหลือทุกคนได้อย่างทั่วถึง
"พูดได้เลยว่าพอแตะเรื่องนี้ทีไรก็มีแต่ปัญหา ต้องใช้เงินเยอะมากถึงจะแก้ได้ ถ้าเจอคนมีเหตุผลก็แล้วไป แต่บางคนถือว่าตัวเองมีความดีความชอบก็ไม่ฟังอะไรเลย หอบลูกจูงหลานมารอให้จวนโหวเลี้ยงดู"
"เมื่อสองปีก่อนถึงขั้นมีคนมาอาละวาดโวยวายด้วยซ้ำ ก็เลยต้องค่อยๆ ตัดความช่วยเหลือไปทีละคน เหลือไว้แค่คนที่สำคัญจริงๆ พวกนั้นก็แอบด่าจวนโหวลับหลัง แต่เรื่องนี้มันก็หมดหนทางจริงๆ"
พอพูดถึงเรื่องนี้หวังซื่อก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา นางยอมเผยความในใจออกมาตามตรง
"คนพวกนั้นช่วยผลักดันให้จวนโหวมาอยู่จุดนี้ได้ก็จริง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวถ่วงก้อนใหญ่ที่สุดของพวกเราไปแล้ว"
ตระกูลขุนนางบู๊ส่วนใหญ่มักจะต้องเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ ทว่าจวนโหวเว่ยหย่วนกลับตกอยู่ในที่นั่งลำบากกว่าใครเพื่อน
สาเหตุก็เป็นเพราะในช่วงหลายปีที่นายท่านผู้เฒ่าตระกูลถังสร้างเนื้อสร้างตัวจนตั้งตระกูลได้นั้น แทบจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเครือญาติเลย ทุกอย่างล้วนแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและสายเลือดของขุนพลเฒ่าเหล่านั้นที่ยอมสละชีพร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่
ทว่าทหารผ่านศึกส่วนใหญ่ออกรบก็เพื่อหวังสร้างชื่อเสียงและกอบโกยเงินทอง ครั้นพอนานวันเข้า เมื่อไม่สามารถเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ ก็พากันเปลี่ยนข้ออ้างเสียใหม่ โดยอ้างว่าที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อนายท่านผู้เฒ่าต่างหาก
จากนั้นก็พากันเกาะติดจวนโหวเป็นปลิง รีดไถให้ทางจวนรับผิดชอบดูแลชีวิตที่เหลือของพวกตน ตลอดจนลูกหลานไปชั่วชีวิต
หวังซื่อรู้ดีว่าหากถังโม่ต้องการจะผงาดขึ้นมาสร้างอำนาจ เขาจำเป็นต้องมีขุมกำลังคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเป็นของตัวเอง
แต่ทรัพยากรและเส้นสายทั้งหมดของจวนโหว ล้วนตกอยู่ในกำมือของถังกังและถังหรงจนหมดสิ้น สิ่งที่ถังโม่จะหยิบฉวยมาได้นั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ดังนั้นการเบนเข็มหันไปดึงตัวพวกขุนพลเฒ่าเหล่านั้นมาใช้งาน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งหนทางที่พอจะเป็นไปได้
"พวกเจ้าอยากเริ่มจากตรงนี้มันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เดี๋ยวแม่จะรีบไปสืบเรื่องนี้ให้ แต่ต้องระวังตัวให้ดีนะ เรื่องนี้มันก็เหมือนการเอามือไปแหย่รังแตนนั่นแหละ"
ซินอันพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง ภายในใจของนางเริ่มวางแผนการเอาไว้เป็นฉากๆ แล้ว
แม่สามีและลูกสะใภ้นั่งพูดคุยสัพเพเหระกันต่ออีกเพียงไม่กี่คำ ซินอันจึงขอตัวลากลับไปที่เรือนของตนเอง
แต่ระหว่างทางเดินกลับ ช่างเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่นางดันบังเอิญเดินไปพบกับถังหรงเข้าพอดิบพอดี
หลังจากที่อดีตโหวเว่ยหย่วนผู้นี้เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในเรือนมาเนิ่นนาน ในที่สุดวันนี้เขาก็ยอมโผล่หน้าออกมาข้างนอกเสียที
รอยฟกช้ำบนใบหน้าของเขาดูจางลงจนแทบจะไม่เป็นที่สะดุดตาอีกต่อไป สีผิวที่เคยเขียวคล้ำเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ คาดว่าคงใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ผิวพรรณในบริเวณนั้นก็จะกลับมาเรียบเนียนเป็นปกติเหมือนเดิม
"น้องสะใภ้เพิ่งกลับมาจากเรือนท่านแม่หรือ?"
ซินอันพยักหน้ารับ
"พอดีข้าว่างก็เลยไปนั่งคุยเป็นเพื่อนท่านแม่เจ้าค่ะ แล้วนี่พี่ใหญ่จะออกไปพบเพื่อนหรือเจ้าคะ"
"ใช่ พรุ่งนี้พี่ต้องไปทำงานที่กรมพิธีการแล้ว วันนี้ก็เลยนัดเพื่อนไปนั่งคุยกันนิดหน่อย"
ซินอันได้แต่คิดในใจว่าเขาไม่เห็นจำเป็นต้องสาธยายรายละเอียดให้ฟังขนาดนี้เลยสักนิด
ทว่าเส้นทางกลับเรือนของพวกเขาทั้งสองคนบังเอิญเป็นเส้นทางเดียวกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดินร่วมทางไปอย่างเสียไม่ได้
ภายในมือของถังหรงถือห่อขนมเอาไว้สองห่อ เขาใจกว้างยื่นห่อหนึ่งส่งมาให้ซินอัน
"ตอนขากลับพี่เดินผ่านร้านเหวินซูไจ เห็นขนมเปี๊ยะดอกบัวเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ดูน่ากินดี น้องสะใภ้เอาไปชิมดูสิ"
ซินอันปฏิเสธกลับไปอย่างไร้เยื่อใย นางรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าของสิ่งใดก็ตามที่ผ่านมือของถังหรงมา มันก็สกปรกไม่ต่างอะไรกับของที่เปื้อนสิ่งปฏิกูลเลยแม้แต่น้อย
"พี่ใหญ่คงตั้งใจซื้อมาฝากพี่สะใภ้ใหญ่เป็นแน่ ถ้าเกิดพี่สะใภ้ใหญ่รู้เข้า ข้าเกรงว่าพี่ใหญ่จะอธิบายไม่ถูกเอาได้นะเจ้าคะ"
ถังหรงยังคงยื่นมือค้างไว้อย่างนั้นโดยไม่คิดจะดึงกลับ
"พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยหรอกน่า"
ซินอันเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"แต่ข้าเกรงว่าสามีของข้าจะคิดมากน่ะสิเจ้าคะ"
ถังหรงยกยิ้มบางๆ ออกมา ซินอันพูดตัดรอนถึงขนาดนี้แล้ว แต่เขากลับยิ่งอยากจะยัดเยียดให้ห่อขนมในมือเข้าไปอยู่ในเรือนชิวสือให้จงได้
"น้องสะใภ้คิดมากไปแล้ว มันก็แค่ขนมห่อเดียวเอง น้องรองไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นหรอก"
มุมปากของซินอันกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย นางไม่ได้มีความคิดที่อยากจะกลั่นแกล้งให้เถาอี๋หรันต้องรู้สึกขยะแขยงเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในเมื่อถังหรงพยายามยัดเยียดมาให้ถึงหน้าประตูบ้าน หากนางไม่สนองความต้องการของเขา ก็คงจะดูเป็นการเสียมารยาทกับมือที่อุตส่าห์ยื่นขนมมาให้เมื่อครู่นี้มากจนเกินไป
นางปรายตามองเพียงแวบเดียว ชุนหยางที่รู้หน้าที่ก็รีบก้าวเท้าเข้าไปรับห่อขนมนั้นมาถือไว้ในมือทันที
ท่าทีที่โอนอ่อนลงนั้นทำให้ถังหรงรู้สึกพึงพอใจขึ้นมาไม่น้อย เขาพยายามขุดคุ้ยหาสารพัดเรื่องราวขึ้นมาพูดคุยเจื้อยแจ้วกับซินอันไปตลอดทาง
ท่าทางเสแสร้งแกล้งทำของเขาก็นับว่าดูมีอารมณ์ขันและมีศิลปะในการพูดคุยอยู่บ้างเหมือนกัน
ซินอันลอบสะท้อนใจอยู่เงียบๆ ในชาติก่อน ถังหรงเคยเปิดปากพูดคุยกับนางยาวเหยียดมากมายถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน หากนางไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากร้องขอ เขาก็แทบจะไม่ยอมปริปากพูดอะไรให้มากความเลยด้วยซ้ำ
ทันทีที่สองเท้าก้าวพ้นประตูเรือนชิวสือเข้ามา ซินอันก็หลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ที่แท้เนื้อแท้ของถังหรงก็เป็นพวกชอบวิ่งเข้าหาคนอื่นแบบนี้นี่เอง พอนึกขึ้นมาได้ก็ชักจะรู้สึกว่าเรื่องราวในคราวนี้มันเริ่มจะมีสีสันและน่าสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว
ชุนหยางโยนห่อขนมทิ้งไว้ที่มุมหนึ่งด้วยท่าทีหงุดหงิดพลางบ่นอุบอิบ
"คนที่อยู่เรือนข้างๆ ตอนนี้เขาเห็นว่าฮูหยินน้อยดีขึ้นมาแล้วหรือยังไงเจ้าคะ หน้าไม่อายจริงๆ ใครเขาจะไปอยากได้ขนมพรรค์นั้นกัน"
ซินอันรู้สึกว่าชุนหยางทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ตนได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว ก็หน้าไม่อายจริงๆ อย่างที่พูดนั่นแหละ
"เจ้าลองหาวิธีเอาเรื่องนี้ไปบอกให้ฮูหยินน้อยใหญ่ที่อยู่เรือนข้างๆ รู้แบบเนียนๆ หน่อยก็แล้วกัน"
ชุนหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจัดการตามคำสั่งอย่างกระตือรือร้น
ซินอันเอนกายพิงพนักตั่งนารีอย่างเกียจคร้าน พลางเรียกตัวหนานเฟิงให้เข้ามาพบ
"ตอนแรกข้ากะว่าจะให้เจ้าคอยช่วยกูกูหวังดูแลความเรียบร้อยในเรือน แต่เรือนเรามันก็มีอยู่แค่นี้ ไม่เห็นจะมีอะไรให้ต้องคอยจัดการเลย ข้าก็เลยจะมอบหมายงานใหม่ให้เจ้าไปทำ เจ้าลองหาวิธีทำให้ข้าได้รับข่าวสารจากข้างนอกได้แบบรวดเร็วทันใจหน่อย ยิ่งเร็วกว่าเดิมได้ยิ่งดี"
"เจ้าพอจะทำได้หรือเปล่า"
แม้หนานเฟิงจะไม่เคยจับงานประเภทนี้มาก่อน แต่เรื่องนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะลองพิสูจน์ฝีมือดูสักตั้งได้
ซินอันออกคำสั่งให้นางรีบไปเรียนรู้งานโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็ให้ร่างแผนการทำงานมาเสนอ หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีข้อบกพร่องใดๆ นางก็พร้อมที่จะเบิกจ่ายเงินทุนให้ทันที
"ข้าจะคอยสนับสนุนให้เจ้าค่อยๆ สร้างเครือข่ายข่าวสารพวกนี้ขึ้นมาเอง"
สำหรับเด็กสาวรับใช้คนหนึ่ง นี่ถือเป็นโอกาสทองครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต หากนางสามารถกุมอำนาจในการจัดการเรื่องนี้ได้สำเร็จ สถานะของนางในสายตาของซินอันย่อมจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เมื่อคิดได้ดังนั้น หนานเฟิงก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังฟังชัดทันที
"ขอบคุณฮูหยินน้อยที่คอยสนับสนุนเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะทุ่มเททำงานนี้ให้สุดความสามารถเลยเจ้าค่ะ"
"ไปเถอะ"
หนานเฟิงเดินเชิดหน้าออกมาจากห้องด้วยความฮึกเหิม ทว่าพอก้าวพ้นประตูออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ดันไปประจันหน้ากับถังโม่ที่เพิ่งกลับมาพอดี
นางรีบเบรกฝีเท้ากะทันหันแล้วหักเลี้ยวเปลี่ยนเส้นทางเดินหนีไปอีกทางหนึ่งทันที ถังโม่ส่งเสียงในลำคออย่างนึกขบขันพลางหันไปพูดกับไหลไหลที่ยืนอยู่ด้านหลัง
"เห็นไหมล่ะ พอมีคนคอยหนุนหลังเข้าหน่อยก็ไม่เห็นคุณชายอย่างข้าอยู่ในสายตาแล้วสิ พอเห็นหน้าข้าก็สะบัดหน้าหนีไปเลย อารมณ์ร้ายจริงๆ"
ไหลไหลหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี
"ตอนนี้หนานเฟิงกลายเป็นคนของฮูหยินน้อยไปแล้วนี่ขอรับ"
ในเมื่อผู้เป็นนายอย่างฮูหยินน้อยสามารถกำราบคุณชายของเขาจนอยู่หมัดได้ สาวใช้คนสนิทก็ย่อมต้องมีสิทธิ์เชิดหน้าชูตาเป็นธรรมดา
ต่างจากตัวเขาราวฟ้ากับเหว ที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้ารับกรรมเป็นที่รองรับอารมณ์อยู่ร่ำไป
ส่วนเอ้อร์ซานน่ะหรือ ไหลไหลปรายตามองอีกฝ่ายเพียงแวบเดียวก่อนจะเอ่ยปากชม
"วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก พยายามต่อไปนะ สักวันเจ้าคงจะได้เข้ามารับใช้ในเรือนกับเขาบ้าง"
ด้านนอกกำแพงเรือนมีห้องพักขนาดเล็กสร้างติดเอาไว้ ซึ่งในเวลานี้เอ้อร์ซานก็ได้อาศัยหลับนอนอยู่ที่นั่น แม้ห้องจะเล็กแคบเท่าแมวดิ้นตาย แต่สำหรับตัวเขาแล้วแค่นี้ก็นับว่าน่าพอใจมากแล้ว เด็กหนุ่มประสานมือคารวะผู้อาวุโสกว่าพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
"ลำบากท่านอาจารย์ที่อุตส่าห์สั่งสอนข้ามาทั้งวัน ศิษย์จะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้เข้าไปรับใช้นายท่านในเรือนโดยเร็วที่สุดขอรับ"
ไหลไหลเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ถังโม่มองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างดูน่าสนุกเสียเหลือเกิน เขาไม่เพียงแต่ได้เด็กรับใช้เพิ่มมาอีกคน แต่ยังเป็นการสร้างความดีความชอบให้ไหลไหลอีกต่างหาก
เมื่อเดินเข้ามาภายในห้อง ถังโม่ก็ตั้งตารอให้ซินอันเอ่ยปากชมเขาสักคำสองคำ ทว่าใครจะไปคิดว่าภรรยาคนสวยกลับนอนหลับปุ๋ยอยู่บนตั่งนารีไปเสียแล้ว
"นางหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่"
ชุนลวี่รีบรายงานผู้เป็นนายว่าเพิ่งจะหลับไปได้สักพัก พร้อมทั้งแจกแจงเรื่องราวทั้งหมดที่ซินอันทำในวันนี้ให้ฟังอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ว่าวันนี้นายหญิงของนางไม่ได้งีบหลับพักผ่อนในช่วงกลางวันเลยแม้แต่น้อย
ถังโม่ทอดสายตามองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าใกล้จะค่ำเต็มทีแล้ว พวกเขายังมีธุระต้องไปจัดการเซ็นเอกสารที่ตระกูลวางอีก ชายหนุ่มจึงตัดสินใจปลุกคนขี้เซาให้ตื่นจากการหลับใหล
"ถ้าเจ้านอนต่อ คืนนี้ก็ไม่ต้องนอนกันพอดี"
ซินอันปรือตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พลางอ้าปากหาวหวอดใหญ่
"รินน้ำให้ข้าหน่อย"
สิ้นเสียงร้องขอ ถ้วยชาอุ่นๆ ก็ถูกส่งมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากทันที ถังโม่ส่งยิ้มกว้างมาให้
"เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าข้าดูแลเอาใจใส่ดีมาก"
ซินอันคลี่ยิ้มบางรับถ้วยชามาดื่ม รสชาติหวานชุ่มคอไหลลื่นลงสู่กระเพาะ ก่อนที่นางจะยื่นถ้วยเปล่าส่งคืนให้เขา
"นั่งลงก่อนสิ ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย"
ถังโม่ทิ้งตัวลงนั่งบนตั่งนารีเคียงข้าง ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองขยับใกล้ชิดกันมากจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น ทว่ากลับไม่มีใครรู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลวางจากปากซินอัน ถังโม่ก็เผลอยกมือขึ้นมาหมายจะตบลงบนท่อนแขนของนางด้วยความลืมตัว
ทว่าพอฝ่ามือลอยค้างอยู่กลางอากาศ เขาก็ได้สติและรีบเบี่ยงทิศทางตบลงบนหน้าขาของตัวเองดังฉาดแทน
"มีส่วนเกี่ยวข้องกันจริงๆ ด้วย เรื่องนี้ไม่ต้องไปรบกวนให้ท่านแม่ไปสืบหรอก ข้ารู้ดี"
"นายท่านผู้เฒ่าของตระกูลวางน่ะ เคยเป็นคนสนิทที่คอยติดตามท่านปู่ของข้ามาก่อน"
[จบบท]