บทที่ 88 : พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้
ซินอันและถังโม่นั่งกินอาหารมื้อค่ำกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ภายในเรือนพัก ทั้งคู่วางมาดคุณชายคุณหนูทิ้งไปจนหมดสิ้น เอาแต่พูดคุยหยอกล้อและชนจอกสุรากันอย่างสำราญใจ
บรรยากาศผ่อนคลายดำเนินไปจนกระทั่งต่างฝ่ายต่างอิ่มหนำ ถังโม่จึงเริ่มเล่าเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าพูดคุยกับตนในวันนี้ให้ภรรยาฟังอย่างละเอียด
ชายหนุ่มหยิบผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำส่งให้นาง
"ลองคิดดูสิ ว่าฮูหยินผู้เฒ่าหมายความว่ายังไง"
ซินอันรับผลไม้เข้าปากพรางเคี้ยวตุ้ยๆ นางนิ่งคิดไปชั่วจิบชา
"น่าจะซื้อความสงบนั่นแหละ ของดีเต็มห้องฮูหยินผู้เฒ่าขนาดนั้น ทั้งข้าทั้งเจ้าก็ยังอยากได้ มีหรือที่ท่านพ่อจะไม่อยากได้"
หญิงสาวอธิบายต่อไปว่าในเมื่อบิดาของเขาเป็นถึงโหวเว่ยหย่วน ย่อมต้องคิดว่าของล้ำค่าในจวนนี้สมควรเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับถังหรงกำลังจะเข้าไปรับตำแหน่งในกรมพิธีการ จึงจำเป็นต้องใช้ของมีค่าไปมอบเป็นของกำนัลเพื่อปูทาง
"ข้าจำได้แม่นเลย ตอนนั้นข้าไปขอแจกันเคลือบวาดลวดลายเถาวัลย์สีชมพูจากฮูหยินผู้เฒ่า ก็แจกันใบนั้นไง"
หญิงสาวหันไปมองแจกันที่ตั้งอยู่บนตู้
"ใบนั้นแหละ"
ความทรงจำแต่หนหลังของถังโม่เริ่มปะติดปะต่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทันที
"ท่านพ่ออยากได้ ถังหรงเองก็คงอยากได้เหมือนกัน แต่หมอนั่นคงไม่กล้าพูดตรงๆ หรอก น่าจะใช้วิธีพูดอ้อมๆ ให้ท่านพ่อไปขอจากฮูหยินผู้เฒ่าแทนมากกว่า"
ซินอันพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพูดถึงเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งของล้ำค่าสองหีบไปให้หวังซื่อ
"นี่ก็ซื้อความสงบเหมือนกัน ซื้อให้ท่านพ่อนั่นแหละ"
"ถ้าข้าเดาไม่ผิดนะ ของสองหีบนั้นคงส่งไปให้ท่านแม่ในนามของท่านพ่อ เพื่อให้ท่านแม่รู้สึกซาบซึ้งใจท่านพ่อ"
"คนแก่ก็แบบนี้แหละ ยังไงก็อยากให้ลูกหลานรักใคร่ปรองดองกัน"
ถังโม่เลิกคิ้วขึ้นสูง หลุดปากถามออกมาทันที
"แล้วก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้เฒ่ามองไม่เห็นหรือไง ว่าท่านแม่ต้องทนกลืนความขมขื่นลงท้องมาตลอด"
"ก็เจ้าพูดเองนี่ว่าทนกลืนลงท้อง"
ซินอันถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ในเมื่อยอมทนเอง แล้วจะไปหวังให้คนอื่นมาเห็นใจได้ยังไง"
"ที่ตอนนี้ยอมทำดีด้วย ก็เพราะว่าเจ้าเป็นคนที่ไม่มีใครแทนที่ได้ยังไงล่ะ แล้วถ้าเจ้าไม่ทนขึ้นมา เรื่องราวมันจะบานปลายใหญ่โต พวกเขาก็เลยต้องรีบมาเอาใจไว้ก่อน"
สัจธรรมข้อนี้ นางต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในชาติที่แล้วถึงจะตระหนักได้
"ท่านแม่เก่งกว่าข้า มองขาดกว่าข้า แล้วก็เด็ดเดี่ยวกล้าตัดสินใจกว่าข้ามาก"
ถังโม่มองปฏิกิริยาของภรรยาก็รู้ได้ทันทีว่านางกำลังหวนนึกถึงเรื่องราวเลวร้ายในชาติก่อน ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องสนทนาเพื่อสลัดความขุ่นมัวทิ้งไป เขาเอ่ยปลอบใจนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้โอกาสเราขนาดนี้แล้ว ก็อย่ามัวแต่ไปคิดถึงเรื่องเก่าๆ เลย ถือซะว่าขาดทุนเพื่อเป็นบทเรียนก็แล้วกัน เรื่องอะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ"
"เจ้าต้องท่องจำเอาไว้เลยนะ ว่าตอนนี้เจ้าเพิ่งจะอายุสิบเจ็ด อยู่ในวัยสาวสะพรั่งงดงาม รูปร่างหน้าตาก็สะสวยสุขภาพร่างกายก็แข็งแรง กินอิ่มนอนหลับสบาย แถมยังมีเงินทองให้ใช้ไม่ขาดมือ"
ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้อีกนิด
"ที่สำคัญยังมีสามีรูปหล่ออย่างข้าอยู่ข้างๆ อีก ชีวิตดีขนาดนี้ยังไม่พอให้เจ้ายิ้มกว้างได้ทุกวันอีกหรือไง"
หญิงสาวเบิกตากว้าง ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดออกมา ความเศร้าหมองเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น นางยกจอกสุราขึ้นมาตรงหน้า
"เจ้าพูดถูก ข้าควรจะใช้ชีวิตให้มีความสุขเข้าไว้ ชาติก่อนพลาดเรื่องดีๆ ไปตั้งเยอะ คิดแล้วก็เสียดาย ชาตินี้ข้าต้องกอบโกยให้หมด"
ถังโม่ยกจอกสุราขึ้นชนกับนางด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"ข้าเองก็มีเรื่องเสียดายอยู่เยอะเหมือนกัน เอาเป็นว่าเรามาใช้ชีวิตด้วยกันให้ดีๆ คราวนี้จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายอะไรอีก"
ซินอันยิ้มรับ
"ตกลง"
เมื่อเห็นหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของภรรยาคลายลงและกลับมามีรอยยิ้มสดใส ถังโม่จึงเล่าเรื่องที่ตนไปจองห้องส่วนตัวที่หอเยว่เค่อในตัวเมืองสำหรับช่วงเย็นวันพรุ่งนี้เอาไว้
"งานเลี้ยงสุ่ยฮวาของจวนเอินกั๋วกงน่ะแขกเหรื่อแน่นขนัดทุกปี ใครได้รับเทียบเชิญก็ไปกันทั้งนั้นแหละ แต่วันนั้นช่วงเช้าข้าต้องไปทำงานกว่าจะปลีกตัวไปได้ก็ช่วงบ่าย คงไปคอยดูแลเจ้าไม่ได้ตลอด ส่วนท่านแม่เองก็คงดูแลเจ้าได้ไม่ทั่วถึงเหมือนกัน"
ชายหนุ่มอธิบายเหตุผลด้วยความห่วงใย เนื่องจากในเมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่ชอบประจบสอพลอคนรวยและเหยียบย่ำคนด้อยกว่า
"พรุ่งนี้ข้าก็เลยนัดเหยียนซื่อเม่ากับสหายคนอื่นๆ ให้พาภรรยามาทานข้าวด้วยกัน เจ้าจะได้ทำความรู้จักพวกนางเอาไว้ล่วงหน้า ถึงเวลางานจะได้มีเพื่อนคุย ไม่ต้องนั่งหงอยอยู่คนเดียวให้น่าสงสาร"
ซินอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางยิ้มบางๆ
"ข้ารู้นะว่าเจ้าเป็นคนรอบคอบ แต่ไม่คิดว่าจะใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้"
ความห่วงใยของเขากระทบใจนางเข้าอย่างจังจนรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมา
ถังโม่เอาแต่จ้องหน้านางนิ่งอยู่นานสองนาน จนซินอันต้องยกมือขึ้นเช็ดมุมปากตัวเอง
"หน้าข้าเปื้อนอะไรหรือเปล่า"
ชายหนุ่มแสร้งทำหน้าผิดหวัง
"ข้าทำดีกับเจ้าขนาดนี้ ไม่ซาบซึ้งจนอยากจะร้องไห้ออกมาสักหน่อยหรือ"
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย
"จะให้ข้าบีบน้ำตาให้ดูไหมล่ะ"
ถังโม่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน ท่าทางหวาดหวั่นเกินจริง
"อย่าเลย เสือสมิงหลั่งน้ำตา ขืนข้าเจอเข้าไปคงรับมือไม่ไหวหรอก"
"นี่เจ้าหาว่าข้าเป็นเสือสมิงหรือ"
ซินอันยกมือขึ้นประคองใบหน้า ยิ้มตาหยีพลางโน้มตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด
"เจ้าเคยเห็นเสือสมิงที่หน้าตาสะสวยขนาดนี้ด้วยหรือไง"
ถังโม่รีบเอนหลังหนี
"แม่ยอดยาหยี ข้าขอยอมแพ้ ปล่อยข้าไปเถอะ"
ซินอันหัวเราะร่วนก่อนจะขยับตัวกลับไปนั่งตามเดิม นางยกป้านสุราขึ้นรินให้เขา
"เอาจริงๆ ข้าซาบซึ้งใจมากเลยนะ เจ้าก็รู้ว่าเมื่อก่อนไม่เคยมีใครมาทำดีกับข้าแบบนี้ คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับข้ามันมีความหมายมากจริงๆ"
ถังโม่คลี่ยิ้มอบอุ่น
"ข้าเองก็เหมือนกัน เจ้าทั้งคอยวางแผนนู่นนี่นั่นให้ข้า แถมยังตัดชุดให้ข้าอีก เมื่อก่อนข้าก็ไม่เคยมีใครมาใส่ใจแบบนี้เหมือนกัน รู้สึกดีมากๆ เลยล่ะ"
ชายหนุ่มใช้นิ้วโป้งลูบไล้จอกสุราในมือเล่นเบาๆ
"จะว่าไปแล้ว เมื่อก่อนเราสองคนก็ไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกันหรอก แค่ยืนอยู่คนละฝั่งเท่านั้นเอง ไม่เคยใช้แผนการสกปรกลอบกัดกันด้วยซ้ำ อย่างมากก็แค่เถียงกันไปมากับใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ"
เขาช้อนตาขึ้นมองสบตาซินอัน
"ในเมื่อตอนนี้เราสองคนลงเรือลำเดียวกันแล้ว พวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้สบายๆ เลยใช่ไหมล่ะ"
ถังโม่เก็บงำความในใจนี้มาเนิ่นนาน เขาคิดเสมอว่าเรื่องราวในชาติก่อนควรปล่อยให้มันเป็นเพียงความฝัน การจมปลักอยู่แต่อดีตมีแต่จะทำร้ายทั้งตัวเองและคนรอบข้าง อีกทั้งยังเป็นการทิ้งขว้างโอกาสสวรรค์ประทานให้อย่างเปล่าประโยชน์
ในเมื่อบัดนี้เขาตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ซินอันในฐานะภรรยาคู่ชีวิตจึงเป็นคนที่เขาต้องปกป้องดูแล ชายหนุ่มปรารถนาเพียงการได้เคียงบ่าเคียงไหล่ ฝ่าฟันอุปสรรค ร่วมกันเลี้ยดูลูกสาว และจับมือกันไปจนแก่เฒ่า
ซินอันแย้มยิ้ม ธรรมชาติของสตรีมักอ่อนไหวและผูกพันกับความรู้สึกได้ง่าย บาดแผลฉกรรจ์จากชาติก่อนไม่อาจลบเลือนได้เพียงชั่วข้ามคืน ต้องอาศัยกาลเวลาคอยเยียวยา ทว่าสำหรับถังโม่แล้ว นางไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวอะไรกับเขา เพียงแต่รู้สึกชิงชังคนในจวนโหวจนพานอคติกับเขาไปด้วยในตอนแรก
แต่ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่จะทำให้นางมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของสามีใหม่คนนี้ แม้เขาจะชอบคิดเล็กคิดน้อย อารมณ์ร้อน และวู่วามไปบ้างในบางครั้ง ทว่าในหลายๆ คราวเขากลับเป็นคนใจกว้าง มีอารมณ์ขัน ช่างเอาอกเอาใจ และใส่ใจรายละเอียดจนน่าประทับใจ
"ที่ผ่านมาข้าไม่ได้อยู่ร่วมกับเจ้าอย่างสันติหรือไง"
ถังโม่ชูจอกสุราขึ้น
"ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างปรองดองมากขึ้นไปอีกก็แล้วกัน"
ซินอันยกจอกสุราขึ้นมาบ้าง
"ข้าเองก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อย ต่อไปนี้ก็ฝากเจ้าช่วยทนรับมือหน่อยก็แล้วกันนะ"
เมื่อได้เปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ความหนักอึ้งในใจก็ปลิดทิ้งไปจนหมดสิ้น บทสนทนาหลังจากนั้นจึงลื่นไหลไร้ความกังวล การหยอกเย้ากระเซ้าแหย่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติ ท้ายที่สุดแล้ว ทรัพย์สมบัติล้ำค่าและเงินทองทั้งสองหีบนั้นก็ตกเป็นของซินอันแต่เพียงผู้เดียว
ยิ่งเมื่อถังโม่ได้รับรู้ว่า วันนี้ภรรยาเพิ่งจะได้ของล้ำค่ามาครองถึงสามชิ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโบตั๋นหยกเหลือง เขาก็ถึงกับยกนิ้วโป้งชื่นชมนางด้วยความทึ่ง
"พูดไปพูดมาก็เป็นเจ้าที่เก่งกาจที่สุดอยู่ดี วันข้างหน้าก็ช่วยดูแลข้าด้วยนะ"
"เรื่องเล็กน่า"
ค่ำคืนนี้ทั้งสองคนเจริญอาหารมากกว่าปกติด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน ถังโม่จึงเอ่ยปากชวนภรรยาออกไปเดินเล่นย่อยอาหาร ซึ่งซินอันก็ตกลงในทันที
ตลอดทางเดิน ชายหนุ่มสรรหาเรื่องราวสนุกสนานมาเล่าเจื้อยแจ้วจนภรรยาหัวเราะร่วนไม่หยุด ซินอันรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ดวงจันทร์และดวงดาวบนท้องฟ้าทอประกายงดงามกว่าคืนไหนๆ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังแว่วมาจากพงหญ้า ชวนให้นึกถึงเสียงกบร้องระงมที่เรือนพักตากอากาศ ทั้งคู่เดินเคียงคู่กันไปพลางพูดคุยกันอย่างออกรสท่ามกลางบรรยากาศอันแสนหวานชื่น
[จบบท]